Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สรุปหุ้น กองทุน ต่างประเทศ - BottomLiners
•
ติดตาม
28 ก.ค. 2023 เวลา 10:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
#LevelUp #เคล็ดลับนักลงทุน
เผยความลับการลงทุนของ BottomLiner
ตอนที่5: Asset Heavy vs Asset Light Model
ในตอนที่แล้วเราพูดถึงวิธีดูหุ้น Software Tech ใน Metrics ต่างๆ โดยมีตัวอย่างเป็น Meta และ Netflix โดยลิงค์ในตอนที่แล้วอยู่ข้างล่างนี้
ในตอนนี้เราจะพูดถึง Model ในการขยายธุรกิจ โดยแบ่งจากระดับการลงทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยจะแบ่งเป็น Asset Heavy และ Asset Light
Asset Heavy หมายถึงโมเดลธุรกิจที่ต้องการการลงทุนที่สำคัญในสินทรัพย์ถาวรเพื่อดำเนินธุรกิจและสร้างรายได้ โดยทรัพย์สินทางกายภาพเหล่านี้อาจเป็น โรงงาน อสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ บริษัทที่ใช้ Model นี้จะมีข้อได้เปรียบในการควบคุม Value Chain ทั้งการผลิต การกระจายสินค้า และการบริการลูกค้า แต่ทางกลับกันทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น
Asset Light หมายถึงโมเดลธุรกิจที่ลดการถือครองทรัพย์สิน โดยอาศัยการบริการจาก Party อื่นแทน โดยบริษัทที่ใช้รูปแบบ Asset Light มักจะ Outsource งาน เช่นการผลิตสินค้า การขนส่งสินค้า หรือการดูแลลูกค้าให้กับคู่ค้าภายนอก ด้วยความที่รูปแบบ Asset Light ไม่ต้องลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ทำให้สามารถขยายตัวได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างแรกคืออุตสาหกรรม Semiconductors
ในกระบวนการผลิตชิป Semiconductor หลักๆ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ Fabless และ Foundry (จริงๆยังมีส่วนอื่นอีกใน Supply chain เช่น Equipment vendor, OSAT)
Fabless คือบริษัทที่ออกแบบและพัฒนาชิป ตัวอย่างเช่น NVIDIA, AMD, Qualcom
Foundry คือบริษัทที่เป็นโรงงานรับผลิตชิป ตัวอย่างเช่น TSMC, UMC, SMIC และ Huahong
ธรรมชาติของธุรกิจนี้ ทั้ง Foundry และ Fabless ต้องการเงินลงทุนที่เยอะมาก โดย Foundry ลงทุนในการสร้างโรงงานและซื้อเครื่องจักรผลิต ซึ่งการเปิดโรงงานใน Advance Node ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาห์ต่อโรงงาน
ขณะเดียวกัน Fabless แม้จะไม่ต้องลงทุนในโรงงาน แต่บริษัทเหล่านี้ต้องลงทุนในการค้นคว้าวิจัยพัฒนามหาศาลหลายบริษัทก็ต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลล่าห์ต่อปีเช่นกันในการวิจัยชิปใหม่
แม้ทั้งบริษัททั้ง 2 ประเภท จะใช้เงินลงทุนสูงเช่นกัน แต่ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Asset light อย่าง Fabless คือเรื่องการผลิต เวลามีความต้องการสูงขึ้นบริษัท Fabless สามารถจ้างผลิตเพิ่มได้ทันที ขณะที่บริษัท Asset Heavy Asset อย่าง Foundry อาจจะเจอปัญหา Capacity เต็มทำให้ตลาดมักให้ Valuation Fabless สูงกว่า Foundry
อีกตัวอย่างคือ Ecommerce ในจีนในอดีต อย่าง 2 คู่แข่งอย่าง Alibaba กับ JD โดยทั้งสองมี Model ที่ต่างกัน โดย Alibaba เป็น Asset light เปิดให้คนเข้ามาขายของและอาศัยขนส่งภายนอกโดยบริษัทแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย ทำให้ขยายตัวได้เร็วกว่าจนกลายเป็น No.1 ในจีน ขณะที่ JD เป็น Asset Heavy ขายสินค้าและลงทุนใน Logistics เองทำให้ขยายตัวได้ช้ากว่า แต่ลูกค้าได้ประสบการณ์ดีกว่าเพราะ JD ควบคุมเองทั้งคุณภาพสินค้า(ไม่มีของปลอม)
แต่พอธุรกิจขยายไปถึงจุดหนึ่งด้วยความที่ JD สร้าง Trust ให้กับลูกค้ามานานทำให้สามารถยึดตลาดบนที่ขายสินค้าราคาแพงได้ Alibaba จึงต้องมาเน้น Customer Experience โดยการเปิด Tmall และลงทุนใน Logistic อย่าง Cainiao เพื่อมาแข่ง
ตัวอย่างสุดท้ายใน Case นี้คือ Coca Cola ที่แรกเริ่มเป็น Asset Light ขาย syrup ส่งไปที่บริษัทประเภท Bottler(บริษัทรับบรรจุขวด) ให้ผสมโซดาบรรจุขวดขาย ทำให้ใช้ทุนน้อยในการผลิตและขยายธุรกิจได้เร็ว และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเยอะให้ Bottler ต่างๆแต่พอขยายไปถึงจุดหนึ่ง Coca Cola ต้องการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่Bottler หลายเจ้าไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิตเพราะหาก Product ใหม่ไม่ work จะต้องรับความเสี่ยงเองทำให้ Coca Cola ต้องเริ่มซื้อบริษัท Bottler มาเป็นของตัวเอง เพื่อจะออก Product ใหม่ได้
โดยสรุปธุรกิจที่เป็น Asset Heavy และ Asset Light ก็มีข้อดีข้อเสียคนละอย่าง โดยทั่วไปในช่วงการขยายตัว Asset Light มักจะทำได้ดีกว่า แต่พอธุรกิจใหญ่ไปถึงจุดหนึ่งการคุม Supply chain ได้อย่าง Asset Heavy จะได้เปรียบกว่า
Bottomliner
=====
ไม่อยากพลาดสาระเนื้อหาในการลงทุนต่างประเทศ อย่าลืมกดติดตาม
เพราะตอนนี้โซเชียลต่าง ๆ ถูกปิดการเข้าถึงมาก ๆ
ไม่งั้นอาจพลาดโพสต์ดี ๆ จากเราได้ครับ
https://linktr.ee/bottomliner
ธุรกิจ
การลงทุน
การเงิน
3 บันทึก
2
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย