Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ศรัญญา วิชชาธรรม
•
ติดตาม
29 ก.ค. 2023 เวลา 12:10 • หนังสือ
"การแถลงปิดคดีของจำเลย อาจทำให้จำเลยรอดคุกได้"
หลังจากที่โจทก์ จำเลยนำพยานโจทก์ จำเลยมาสืบหมดแล้ว โจทก์ จำเลยมีสิทธิที่จะให้ศาลอนุญาตให้โจทก์และจำเลยแถลงปิดคดีได้ ศาลจะอนุญาตให้คู่ความแถลงปิดคดีหรือไม่ อยู่ในดุลพินิจของศาล
ฝ่ายโจทก์แถลงปิดคดีก็เพื่อจะสรุปรูปคดีให้ศาลเชื่อว่า พยานโจทก์น่าเชื่อถือ พยานจำเลยไม่น่าเชื่อถือขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์
ฝ่ายจำเลยก็แถลงปิดคดีเพื่อสรุปรูปคดีให้ศาลเชื่อฝ่ายจำเลยว่า พยานจำเลยน่าเชื่อถือ พยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยให้พ้นข้อหาไป
แปลว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็จะอ้างข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเพื่อให้ศาลเชื่อถือฝ่ายของตน เพื่อให้เป็นผลดีแก่คดีของตน
การแถลงปิดคดีของโจทก์ จำเลยในคดีอาญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะโน้มน้าวให้ศาลเชื่อถือพยานของฝ่ายตน
การแถลงปิดคดีของโจทก์ จำเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี
การแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยที่ดี มีเหตุผลทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง อาจทำให้ศาลเห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยชนะคดีได้
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการแถลงการณ์ปิดคดี 2 เรื่อง คือ คดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 และคดีข่มขืนแล้วฆ่า
หวังว่าพี่น้องที่เป็นจำเลย อยากให้ตนรอดคุก รอดตะราง คงจะได้ศึกษาเป็นคดีตัวอย่างต่อไป...
การแถลงปิดคดีของจำเลย คดีลอบปลงพระชนม์ ร.8
คดีลอบปลงพระชนม์ ร .8 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 9.00 นาฬิกาเศษ ที่บนพระแท่นห้องพระบรรทมของ ร.8 ขณะเกิดเหตุมี นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กอยู่เวร อยู่หน้าห้องพระบรรทม
ตำรวจสอบสวนนายตี๋ ศรีสุวรรณ เป็นพยานว่าก่อนเกิดเหตุ พยานเห็น และได้ยินนายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช คนสนิทของท่านปรีดีกับพวก รวม 4-5 คน ประชุมวางแผนทำนองรู้เห็นที่จะมีการลอบปลงพระชนม์ ร.8 ที่บ้านของพระยาศรยุทธเสนี
ตำรวจได้จับกุมนายชิตฯ นายบุศย์ฯ และนายเฉลียว ปทุมรส คนสนิทของท่านดำเนินคดีฐานร่วมกันรู้เห็นเป็นใจและลอบปลงพระชนม์ ร.8 และออกหมายจับนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช แต่ท่านปรีดีและเรือเอกวัชรชัย ได้หลบหนีคณะรัฐประหาร พ.ศ.2490 ออกนอกประเทศไปได้
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธสู้คดี
อัยการโจทก์ก็ได้นำพยานโจทก์มาสืบได้ความโดยย่อว่าก่อนเกิดเหตุ นายปรีดีฯ ร.อ.วัชรชัยฯ กับพวกประชุมวางแผนเพื่อลอบปลงพระชนม์ ร.8 ที่บ้านแห่งหนึ่ง และในเช้าวันเกิดเหตุ ก่อนเวลาเกิดเหตุมีพยานเห็นเรือเอกวัชรชัยฯ เข้าไปบริเวณพระที่นั่งบรมพิมาน บริเวณที่เกิดเหตุและหลังเกิดเหตุมีพยานเห็นเรือเอกวัชรชัยเดินออกจากพระที่นั่งบรมพิมาน โจทก์ได้นำสืบพยานให้ศาลเห็นว่านายปรีดีกับพวกวางแผนลอบปลงพระชนม์ ร.8 และเรือเอกวัชรชัยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนลอบปลงพระชนม์ ร.8
หลังจากอัยการโจทก์สืบพยานจบแล้ว จำเลยทั้งสามได้แถลงปิดคดีเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสามกับนายปรีดี และเรือเอกวัชรชัยเป็นผู้บริสุทธิ์
ต่อไปนี้เป็นคำแถลงปิดคดีของจำเลยบางส่วนเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าเรือเอกวัชรชัย ไม่ใช่มือปืนผู้ลอบปลงพระชนม์ ร.8 ดังที่อัยการโจทก์นำพยานมาเบิกความต่อศาล
การแถลงปิดดคดีของจำเลย คดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 บางส่วน มีข้อความดังนี้…
(ขณะเกิดเหตุเวลากลางวัน มีเจ้าหน้าที่มากมายกลับไม่มีใครเห็นคนร้ายบริเวณที่เกิดเหตุ - ผู้รวบรวม)
“การสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อเวลาเก้านาฬิกาเศษ โดยกระสุนปืน 11 ม.ม.หนึ่งนัดในพระวิสูตรบนพระแท่นบรรทมในห้องบรรทม พระที่นั่งบรมพิมานอันเป็นที่ประทับ กระสุนเข้าทางพระนลาฎเหนือพระขนงเบื้องซ้าย ทะลุออกทางพระเศียรเบื้องปฤษฎางค์ วิถีกระสุนเกือบตั้งได้ฉากกับระดับพื้นราบ ในเวลาและสถานที่เกิดเหตุเช่นนี้ เป็นเวลาที่บรรดาเจ้าหน้าที่ประจำพระที่นั่งบรมพิมาน ต่างประจำหน้าที่ของตน บุคคลใดผู้ไม่มีหน้าที่ที่จะขึ้นไปบนพระที่นั่งบรมพิมานได้
ตามธรรมดาที่จะขึ้นไปบนพระที่นั่ง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเห็นเลยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเช้าวันเกิดเหตุนั้น ถ้าปรากฏบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ขึ้นไปบนพระที่นั่งบรมพิมานแล้ว ก็ต้องมีผู้เห็นโดยไม่ต้องสงสัย ตามการนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดเห็นคนแปลกปลอมขึ้นไปบนพระที่นั่งบรมพิมานเลย
เมื่อเสียงปืนดังลั่นขึ้นในเวลาเช่นนั้น ทุกคนบนพระที่นั่งบรมพิมานต่างตกใจในเสียงนั้นและพากันค้นคว้าหามูลเหตุ (บนพระที่นั่งบรมพิมานก็มีแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันและสมเด็จพระราชชนนีเท่านั้นที่มีพระราชกระแสว่าไม่ได้ยินเสียงปืน) ฉะนั้น ถ้ามีใครแปลกปลอมขึ้นไปย่อมสุดวิสัยที่จะรอดพ้นสายตาของบรรดาเจ้าหน้าที่บนพระที่นั่งบรมพิมานไปได้
(ไม่มีพยานคนใดเห็นเรือเอกวัชรชัยฯ ขึ้นไปบนพระที่นั่งบรมพิมาน - ผู้รวบรวม)
โจทก์ระบุข้อกล่าวหาในฟ้องของโจทก์ว่านายชิต นายบุศย์ จำเลยกับพวกที่หลบหนี ได้สมคบกันเข้าทำการปลงพระชนม์ โดยร่วมรู้ บังอาจเป็นใจช่วยให้ช่องโอกาสแก่พรรคพวก อันเป็นอุปการะในการที่จะทำการประทุษร้าย ในฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้ระบุว่าพรรคพวกนั้นคือใคร เมื่ออธิบดีกรมอัยการแถลงเปิดสำนวนได้แถลงระบุว่า คน
ที่เข้าไปสมคบกับจำเลยทั้งสองนี้กระทำการปลงพระชนม์ในหลวง คือ เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช โดยทั้งสามคนร่วมกันเข้าไปหน้าห้องบรรทม ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหลับอยู่ แล้วใช้ปืนยิงหนึ่งนัด
จำเลยทั้งสองนี้ได้เข้าไปในห้องบรรทมหรือไม่ ไม่มีใครเห็น เรือเอกวัชรชัย ได้ขึ้นไปบนพระที่นั่งบรมพิมานหรือไม่ ไม่มีคนบนพระที่นั่งบรมพิมานเห็น ข้อหาดังนี้โจทก์นำสืบว่ามีคนเห็นเรือเอก วัชรชัย เป็นครั้งแรก เมื่อเวลาประมาณ 8 นาฬิกาเศษ เห็นเดินอยู่ที่ถนนหลังพระที่นั่งบรมพิมาน ซึ่งเป็นทางเดินจากพระที่นั่งบรมพิมานไปยังห้องเครื่อง (คำเบิกความของนายจรูญ เปรื่องเวช พยานโจทก์) แล้ว มีพนักงานชาวที่อีกคนหนึ่ง (นายประสิทธิ์ แดงนารายณ์) เห็นเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกา
เห็นเรือเอก วัชรชัย ยืนอยู่ข้างโรงละคร หลังพระที่นั่งบรมพิมาน แล้วต่อมาเมื่อเสียงปืนดังขึ้นแล้ว มีคนสวน (นายยง อ่ำสำอาง) อ้างว่าเห็น เรือเอกวัชรชัย เดินเร็วๆ กำลังลงบันไดตรงมุมหลังพระที่นั่งบรมพิมานลงมา แล้วเดินไปตามถนนเส้นเดิมนั้น คนทำสวนอีกคนหนึ่ง (นายช่วง ประณีตทอง) เห็นกำลังเดินไปตามถนนนั้น แต่เรือเอกวัชรชัย จะไปต่อไปทางไหนและเข้ามาในบริเวณพระที่นั่งบรมพิมานตอนไหนไม่มีคนเห็น
ถ้าเรือเอกวัชรชัย ได้เข้าไปในบริเวณพระที่นั่งบรมพิมานจริงตามที่พยานโจทก์เห็นแล้ว ย่อมแสดงว่าบุคคลผู้นี้ได้เข้าไปในบริเวณพระที่นั่งบรมพิมานก่อนเกิดเหตุ เป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง (เกิดเหตุเวลา 9 โมงเศษ)
ในเวลาเช้าเช่นนั้นเป็นที่ปรากฏว่ามีผู้คนเดินไปตามถนนสายนั้นเสมอ ที่หอโหร (หรือหอแก้ว) ก็เป็นที่ที่บรรดามหาดเล็กชาวที่ใช้เป็นที่รับประทานอาหารและเก็บล้างถ้วยชามภาชนะต่างๆ การปรากฏกายในที่เช่นนี้เป็นเวลานานถึงชั่วโมงเป็นการประหลาดประการหนึ่งแล้ว ยังปรากฏว่าไม่มีคนอื่นเห็นอีก ดูเป็นที่น่าประหลาดอยู่ และถ้าเรือเอกวัชรชัยฯ ได้ขึ้นไปบนพระที่นั่งจริง ไม่มีมหาดเล็ก พยานโจทก์คนใดที่
อยู่บนพระที่นั่งเห็นแล้ว น่าจะต้องเชื่อด้วยว่าเรือเอกวัชรชัย คงจะมีวิชาหายตัวได้
อนึ่ง ตรงบันไดที่พยานโจทก์เบิกความว่าเห็นเรือเอก วัชรชัย เดินลงมาภายหลังจาก
ที่ได้ยินเสียงปืนดังแล้ว ในเวลาเดียวกันกับที่พยานผู้นี้ (นายยง อ่ำสำอาง) กล่าวอ้างว่าเห็น ได้ปรากฏชัดจากพยานคนอื่นๆ ว่ามุขตรงด้านหลังนี้ได้มีมหาดเล็กชาวที่ และมหาดเล็กรับใช้หลายคนยืนชุมนุมกันอยู่ เรือเอกวัชรชัย จะผ่านบุคคลเหล่านี้ไปโดยไม่มีใครเห็นเลยก็ต้องเชื่อว่าเรือเอกวัชรชัย หายตัวได้เสียก่อน
ระยะทางที่ผ่านขึ้นไปนั้น บนที่นั่งบรมพิมานก็ดี ผ่านลงมาก็ดี ล้วนเป็นที่โล่งโถงทั้งสิ้น จะหลีกเร้นอย่างไรให้พ้นสายตาบรรดามหาดเล็กชาวที่ ตำรวจหลวง ตำรวจวัง เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้
(เวลาเกิดเหตุ ร.8 ทรงตื่นบรรทมแล้ว - ผู้รวบรวม)
เป็นที่ปรากฏว่าตามปรกติในหลวงรัชกาลที่ 8 ไม่เคยทรงตื่นบรรทมสายกว่า 8 นาฬิกาครึ่ง และไม่เคยปรากฏว่าเคยตื่นบรรทมถึง 9 นาฬิกาเลย แม้จะปรากฏว่าพระองค์เสวยพระโอสถให้ระบาย การเข้าไปในห้องบรรทมในเวลาเช่นนั้น ย่อมเสี่ยงภัยอย่างยิ่งและในเช้าวันนั้น พระองค์ก็ตื่นบรรทมแล้วเข้าห้องสรงแต่แล้วกลับขึ้นพระแท่นอีก การที่ทรงขึ้นพระแท่นอีกนั้นไม่เป็นอันจะเข้าใจได้แน่นอนว่าพระองค์จะบรรทมอีก
(ลักษณะการยิงและรูปร่างของเรือเอกวัชรชัย ไม่น่าเชื่อว่าเรือเอกวัชรชัย จะเป็นคนยิง - ผู้รวบรวม)
พิจารณาจากคำพยานโจทก์ ถ้ารับฟังเอาง่ายๆ ดังกล่าวมาข้างต้น โดยเชื่อว่าเรือเอกวัชรชัย ได้เข้าไปในห้องบรรทมก็จะต้องเข้าไปเมื่อเวลา 9 นาฬิกาแล้ว ขณะนั้นพระองค์คงจะประทับอยู่บนพระแท่น การยิงที่จะให้ได้บาดแผลเช่นนั้น ปรากฎตามความเห็นของนายแพทย์ซึ่งลงความเห็นกันเป็นเอกฉันท์ ว่าผู้ยิงจะต้องจ่อยิงปืนในระยะติดกับพระนลาฏอย่างมากก็ต้องห่างไม่เกิน 5 ซ.ม.
คุณหมอสุด แสงวิเชียร มีความเห็นว่าเนื่องจากมีรอยกดลักษณะปากกระบอกปืนที่แผ่นหลังพระ นลาฎ จึงเห็นว่าปืนได้ยิงโดยจรดชิดลงบนผิวหนัง ฉะนั้น ผู้ยิงจะต้องเข้าไปยิงในพระวิสูตร การแหวกพระวิสูตรเข้าไปเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง และยังจะต้องอ้อมไปทางพนักเบื้องพระเศียร และจะต้องข้ามตู้ซึ่งวางอยู่ข้างพระแท่นในพระวิสูตรเพราะไม่มีช่องว่างพอที่จะหลีกอ้อมไปได้ การจ่อยิงที่ข้างพระแท่นไม่อาจจะทำให้มีบาดแผลเช่นนั้นได้ ต้องเอื้อมยิงจากเบื้องบนพระเศียร และผู้ยิงจะต้องบิดมือคุ้มงอ
ลงให้ปืนตั้งได้ฉากกับพระนลาฎ การยิงในลักษณะดังนี้ถ้าผู้ยิงรูปร่างต่ำจะทำไม่ถนัด
ได้เลย (การทดลองยิงโดย พลตำรวจโทหลวงชาติตระการโกศล) เรือเอกวัชรชัย
เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่คนรู้จักว่า มีรูปร่างต่ำกว่าหลวงชาติฯ และจัดว่าเป็นคนสันทัดค่อนข้างต่ำ ไม่ใช่ค่อนไปทางสูง เป็นลักษณะอันผิดธรรมดาสามัญยิ่งที่การปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ดูช่างกระทำกันได้ง่ายดายเหลือเกิน พิจารณาด้วยการใช้เหตุผลเพียงเล็ก น้อยก็เห็นชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เรือเอกวัชรชัย จะเป็นคนปลงพระชนม์”
การแถลงปิดคดีของจำเลย คดีข่มขืนแล้วฆ่า
คำแถลงปิดคดี
คดีหมายเลขดำที่ 2345 / 2556
คดีหมายเลขแดงที่ ......../ ………
ศาล..........................
วันที่.........เดือน..........................พุทธศักราช...................
ความ อาญา
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
ระหว่าง
นายแสวง แสงสี (ชื่อสกุลสมมุติ) จำเลย
ข้าพเจ้า นายชาญ วันดี (ชื่อสกุลสมมุติ) ทนายจำเลย
เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย อาชีพ ทนายความ
เกิดวันที่ - เดือน - พ.ศ. - อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/9 หมู่ – ถนน รามอินทรา
ตรอก/ซอย - ใกล้เคียง - ตำบล/แขวง คันนายาว
อำเภอ/เขต คันนายาว จังหวัด กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ –
ขอยื่นคำแถลง มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้อ 1.คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2550 เวลากลางวันก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยได้บังอาจบุกรุกเข้าไปในห้องพักเลขที่ 32/265 อาคารถนอมมิตรปาร์ค อาคาร 9 ชั้น 8 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัย ซึ่งในความครอบครองของนางสาวมณี ศรีสุข ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้กำลังประทุษ ร้ายเจตนาฆ่านางสาวมณี ศรีสุข ด้วยการใช้มือปิดปากแล้วดันตัวผู้เสียหายนอนลง
บนเตียง ปลุกปล้ำ ถอดกางเกงและกางเกงในของผู้เสยหายออกแล้วข่มขืนกระทำ
ชำเราผู้เสียหายโดยการใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ทั้งนี้เพื่อสนองความใคร่ของจำเลย แล้วจำเลยได้ใช้หมอนปิดปาก จมูกและใบหน้าของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายขาดอากาศหายใจ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
แล้วจำเลยได้ลักเอาเงินสดจำนวน 2,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายอยู่ใน
ห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงท่า
แร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2550 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืน ปฏิเสธข้อหาข่มขืนกระทำชำเราจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ชั้นพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ดาบตำรวจทวี ศรีสุข บิดานางสาว มณี ศรีสุข ผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาตให้ดาบตำรวจทวี ศรีสุข เข้าเป็นโจทก์ร่วม
ข้อ.2 คดีนี้ชั้นพิจารณา โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2550 มีผู้พบศพนางสาว มณี ศรีสุข เสียชีวิตอยู่ในห้องเลขที่ 32/265 ชั้น 9 อาคารถนอมมิตรปาร์ค อาคารที่ 9 ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
จากการชันสูตรพลิกศพของผู้ตายพบว่าสภาพศพเริ่มเน่าแล้ว ศพแต่งกายสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาว สภาพท่อนล่างเปลือย ไม่พบบาดแผลภายนอกร่างกาย พบกางเกงในและกางเกงใส่นอนของผู้ตายถอดกองอยู่ที่พื้นปลายเตียง พบเส้นผมที่พื้นข้างเตียง กระเป๋าสะพายสตรีวางอยู่ข้างเตียง ผู้ตายถึงแก่ความตายมาแล้วประมาณ 2-3 วัน หลังจากแพทย์ทำการผ่าศพผู้ตายแล้วพบว่ามีเนื้อเยื่อที่เล็บมือ
ด้านขวาของผู้ตาย จึงได้ตรวจดีเอ็นเอไว้ สาเหตุการตายแพทย์มีความเห็นว่าเกิด
จากระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลวสันนิษฐานว่าเกิดจากการขาดอากาศหายใจ
สภาพศพผู้ตายไม่สามารถตรวจพบร่องรอยการร่วมประเวณีได้ ตรวจไม่พบตัวอสุจิ
หรือส่วนของน้ำอสุจิที่ศพของผู้ตาย หลังจากได้ผลการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคล หรือดีเอ็นเอจากเล็บมือด้านขวาของผู้ตายแล้ว ได้นำผู้ต้องสงสัยจำนวน 10 คนรวมทั้งจำเลยในคดีนี้ไปตรวจหาพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคล (ดีเอ็นเอ) เพื่อ
เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอที่พบจากเนื้อเยื่อในเล็บมือของผู้ตาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเชื่อว่าเนื้อเยื่อที่พบในเล็บมือของนางสาวมณี ศรีสุข ผู้ตายเป็นเนื้อเยื่อจากร่างกายของจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ติดตามจับกุมตัวจำเลยมาดำเนินคดีในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แต่ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าผู้ตายและลักทรัพย์เงินจำนวน 2,000 บาท
ของผู้ตายไป จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปถ่ายรูป และทำแผนชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ
จำเลยนำสืบว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมก่อนเกิดเหตุจำเลยเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 32/264 ซึ่งอยู่ติดกับห้องผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ประมาณ 2-3 เดือน จำเลยไม่เคยรู้จักกับผู้ตายมาก่อน จำเลยไม่เคยเข้าไปในห้องของผู้ตายทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุ สาเหตุที่เนื้อเยื่อหรือสารพันธุกรรมของจำเลยไปอยู่ในเล็บมือของผู้ตายนั้น อาจจะสืบเนื่องมาจาก เมื่อคืนวันที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา จำเลยกลับจากไปดื่มสุรากับลูกจ้างของบิดา ที่
ร้านพีเจอาร์หรือปัญจรส คาราโอเกะ ซอยรามอินทรา 58 ถนน รามอินทรา จนมีอาการเมามากแล้วได้อาศัยรถแท็กซี่กลับมาที่ห้อง คนขับรถแท็กซี่เป็นผู้ประคองพาตัวจำเลยขึ้นไปส่งห้องพักของจำเลย แต่ด้วยความมึนเมาและความงุนงงที่เพิ่งตื่นจากการหลับมาในรถแท็กซี่ จำเลยได้เดินผ่านเลยห้องพักตนเองไปเคาะประตูห้องผู้ตาย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นห้องพักของจำเลยเพราะห้องอยู่ติดกัน เมื่อผู้ตายเปิดประตูห้องออกมา จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายหรือคนที่เปิดประตูให้นั้นเป็นภริยาจำเลย หรือแม่
ภริยาของจำเลย จึงเดินเข้าห้องไป ผู้ตายจึงได้ตะโกนส่งเสียงร้องไล่จำเลยออกไป
พร้อมกับใช้มือผลักไสที่คอและแขนของจำเลยจนจำเลยล้มลงที่หน้าห้องของผู้ตาย
ขณะนั้นคนขับรถแท็กซี่ที่ขึ้นไปส่งจำเลยได้เห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วยพยุงจำเลยขึ้นมาแล้วพาจำเลยมาส่งที่ห้องของจำเลยซึ่งอยู่ติดกันกับห้องผู้ตาย หลังจากวันนั้นมาจำเลยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ตายอีกเลย จำเลยไม่เคยหลบหนีไปอยู่ที่อื่น
นอกจากไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2550 ซึ่งหลังออกจากโรงพยาบาลฯ แล้ว ก็นอนพักฟื้นอยู่ที่บ้านบิดามารดา ที่ซอยนวมินทร์ 88 จนถึงปลายเดือนตุลาคม 2550 จึงได้กลับมานอนและพักอาศัยอยู่ที่ห้องอาคารถนอมมิตรปาร์ค จนกระทั่งถูกจับกุม
คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น จำเลยลงลายมือชื่อไป เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพูดจาข่มขู่ หลอกลวงบังคับให้ลงชื่อโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตน เองลงลายมือชื่อนั้นเป็นอะไรบ้าง ตำรวจสั่งให้เซ็นต์ก็ต้องเซ็นต์ โดยตำรวจไม่ได้อ่านให้จำเลยฟังและไม่ให้จำเลยอ่าน
การนำชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพประกอบคำรับสารภาพ ก็เป็นการกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่คุมตัวจำเลยอยู่ตลอดเวลา ฐานะความเป็นอยู่ของจำเลยกับครอบครัวก็ไม่มีความเดือด ร้อนเรื่องเงินแต่อย่างใด ปัจจุบันจำเลยยังคงเรียนหนังสือ ที่การศึกษานอกโรงเรียน ในระดับมัธยมปลาย และช่วยบิดาทำงานจึงมีรายได้ประจำจากเงินเดือนดังกล่าวทำให้มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ แต่หากขาดเหลือก็สามารถขอจากบิดามารดาได้ เพราะบิดามารดามีงานทำเป็นหลักแหล่งมีรายได้เพียงพอ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องลักเงินเพียง 2,000 บาทของผู้ตาย
พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบมาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่านางสาวมณี ศรีสุข ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเพราะขาดอากาศหายใจ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ตายถูกกระทำอย่างไร จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ศพผู้ตายที่พบภายในห้องพักเลขที่ 32/265 ชั้น 8 อาคารถนอมมิตรปาร์ค อาคารที่ 9 โดยสภาพศพของผู้ตายไม่พบบาดแผลภายนอก ท่อนล่างเปลือย ส่วนเสื้อยืด ไม่พบ
ตัวอสุจิหรือส่วนของน้ำอสุจิและผลการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของจำเลย
ถูกต้องตรงกับสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอที่เก็บได้จากเล็บมือด้านขวาของผู้ตาย
ปรากฎตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุ รายงานการชันสูตรพลิกศพ รายงานการตรวจศพและผลการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เอกสารหมาย ปจ.1 ถึง ปจ.4
คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจตรีหญิงวรา กตัญญู นักวิทยาศาสตร์ (สบ.2) กลุ่มงานตรวจสถานที่
เกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน และพันตำรวจเอกชัยพร... รองผู้บังคับการสถาบันนิติ
เวชวิทยา เบิกความว่าเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2550 เวลาประมาณ 11.25 น. พยานทั้งสองได้ร่วมกันไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ห้องพักเลขที่ 32/265 ชั้น 8 อาคารถนอมมิตรปาร์ค อาคาร 9 ซอยวัชรพล โดยในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พยานได้ถ่ายภาพและเก็บวัตถุพยานต่างๆ คือ กางเกงขาสั้น กางเกงในของผู้ตาย เส้นผม
รอยลายนิ้วมือแฝง ฝ่ามือแฝงและรอยเท้าแฝง ผ้าปูที่นอนที่พบในสถานที่เกิดเหตุไว้
วัตถุพยานบางส่วน พยานส่งมอบให้พันตำรวจโทคมคาย... พนักงานสอบสวน วัตถุ
พยานบางส่วน พยานนำส่งกลุ่มงานตรวจลายนิ้วมือแฝงเอง พร้อมกับทำรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตามเอกสารหมาย ปจ.1 และโจทก์มีพันตำรวจตรีสาคร... นายแพทย์ สบ.2 จากสถาบันนิติเวชวิทยา เบิกความเป็นพยานว่าหลังจากการผ่าศพผู้ตายแล้ว ได้ตรวจที่เล็บมือของผู้ตาย และได้ทำการตัดเล็บมือผู้ตายแล้วส่งไปตรวจ
วิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อพบว่ามีเนื้อเยื่อที่เล็บมือด้านขวาของผู้ตาย จึงทำการตรวจ
ดีเอ็นเอของเนื้อเยื่อดังกล่าว ต่อมาพันตำรวจโทชาย... จ่าสิบตำรวจธนู... และพันตำรวจโท คมคาย... พนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้นำผู้ต้องสงสัยจำนวน 10 คนรวมทั้งจำเลยไปตรวจเลือดเพื่อหาดีเอ็นเอมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของ
เนื้อเยื่อที่เก็บได้จากเล็บมือของผู้ตาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยพัน
ตำรวจเอกชัยพร... ยืนยันและเชื่อว่าเนื้อเยื่อที่พบในเล็บมือของผู้ตาย เป็นเนื้อเยื่อ
จากร่างกายของจำเลยดังที่ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล
เอกสารหมาย ปจ.4
หลังจากทราบผลการตรวจดีเอ็นเอของจำเลยดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการออกหมายจับจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2550 จ่าสิบตำรวจธนู...ได้โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยไปพบที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นซึ่งอยู่บริเวณอาคารถนอมมิตรปาร์ค อาคาร 16 เมื่อจำเลยมาพบ จ่าสิบตำรวจธนู... จึงได้แสดงหมายจับและควบคุมตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวน จำเลยให้การรับ
สารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนพร้อมกับได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปทำแผนถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามเอกสารหมาย จ.1, จ.3, จ.9 - จ.11 และ จ.13 - จ.15 พันตำรวจโทชาย... จ่าสิบตำรวจธนู... ผู้จับกุมจำเลย และพันตำรวจโทคมคาย... พนักงานสอบสวนต่างเบิกความว่าจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุด้วยความสมัครใจ ไม่มีการข่มขู่ และได้อ่านบันทึกการจับกุมให้ฟัง
ก่อนลงลายมือชื่อ ส่วนพยานบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นดาบตำรวจทวี... นางสาวพัชรี...
นางสาวมาลี... นายพิชัย... นางสุชาดา... รวมทั้งนายบุญรอด... ที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำมาสืบในชั้นพิจารณานั้นมิใช่ประจักษ์พยาน แต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า หรือพยานแวดล้อมทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานเหล่านี้รับฟังได้แต่เพียงว่าพยานเหล่านั้นเป็นผู้ที่เคยได้พูดคุยหรือพบเห็นผู้ตายก่อนเสียชีวิตเท่านั้น พยานหลักฐาน
ที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำมาสืบแสดงต่อศาลไม่มีประจักษ์พยานใดเลยที่รู้เห็นการ กระทำของจำเลยเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามฟ้อง
ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้จากการสืบพยานโจทก์ และโจทก์ร่วมมีพิรุธไม่น่าเชื่อถืออยู่หลายประการ ดังนี้
(1). ประเด็นเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำผิดและวันเวลาที่ผู้ตายถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังรับฟังได้ไม่ชัดเจนว่าผู้ตายเสียชีวิตเมื่อวันที่เท่าไหร่เวลาใดแน่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเกี่ยวกับวันเวลาที่ผู้ตายเสียชีวิตเป็นเพียงการคาดคะเนของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเท่านั้น ดังที่พันตำรวจตรีสาคร... พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า “คาดว่าผู้ตายเสียชีวิตก่อนจะนำให้ตรวจ ประมาณ 2-3 วัน ไม่สามารถระบุวันและเวลาที่แน่นอนได้”
ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าพยานปากดังกล่าวตรวจศพผู้ตาย เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 เวลา 10.10 น.ตามเอกสารหมาย ปจ.3 ซึ่งแสดงว่าผู้ตายอาจเสียชีวิตในวันที่ 13 ตุลาคม 2550 หรือวันที่ 14 ตุลาคม 2550 ก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเวลาที่ผู้ตายถูกทำร้ายตายยังไม่แน่ชัด แล้วเหตุใดคดีนี้พนักงานตำรวจจึงมุ่งเน้นเจาะจงสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานเฉพาะการตาย ในวันที่ 12 ตุลาคม 2550 เท่านั้น
ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่สืบสวนสอบสวนมาได้ก็ยังไม่พบ หรือมี
พยานหลักฐานใดบ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าคนร้ายเข้า-ออกห้องของผู้ตายในช่วงวันเวลาใด
อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2550 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง แต่กลับไม่มีข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าผู้ตายได้ถึงแก่ความตายตามวันเวลาดังกล่าวและจำเลยได้กระทำผิดตามวันเวลาดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในทางพิจารณาที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบจึงแตกต่างกับฟ้อง ศาลย่อมจะลงโทษจำเลย
ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ประกอบมาตรา 192
(2). ประเด็นเรื่องช่องทางที่คนร้ายอาจเข้าห้องพักของผู้ตายได้
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าประตูห้องพักของผู้ตายมีถึง 2 ชั้น โดยประตูด้านนอกทำด้วยเหล็กดัด ส่วนด้านในเป็นประตูไม้มีกลอนอยู่ข้างใน อีกทั้งยังมีกุญแจล๊อกได้อย่างมั่นคงแข็งแรงทั้งสองประตู ดังนั้น หากผู้ตายหรือคนที่อยู่ภายในห้องไม่เปิดประตูทั้งสองชั้นให้บุคคลภายนอกเข้าไป ย่อมไม่มีทางที่คนร้ายซึ่งอยู่ภายนอกจะเข้าไปได้
เว้นแต่คนภายนอกหรือคนร้ายที่เข้าห้องของผู้ตายได้นั้น อาจจะเป็นคนรักหรือคน
ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ตาย โดยผู้ตายยินยอมเปิดประตูห้องให้เอง หรือคนร้ายที่เข้าไปได้นั้นมีกุญแจห้องสำหรับเปิดเข้า-ออกห้องของผู้ตายได้อยู่แล้ว ซึ่งจากการนำสืบพยานของโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้ความว่ากุญแจห้องพักที่เกิดเหตุ นอกจากผู้ตายจะมีแล้ว นางสาวพัชรี... น้องสาวผู้ตาย และนายสุวัตร... แฟนของผู้
ตายก็มีกุญแจสำหรับเปิด-ปิดห้องดังกล่าวด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอดุลย์... เจ้าของห้องและเป็นผู้ให้ผู้ตายเช่าห้องที่เกิดเหตุ และเป็นคนสนิทสนมกับนายสุวัตร... แฟนของผู้ตาย ย่อมจะต้องมีกุญแจห้องดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่คดีนี้เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนนายอดุลย์... เจ้าของห้องไว้เป็นพยานหรือเป็นบุคคลผู้ต้องสงสัยทั้งๆ ที่สามารถติดต่อและตามตัวได้
นอกจากนี้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่เข้าไปตรวจพิสูจน์ในห้องที่เกิดเหตุ ก็เบิกความมีพิรุธเกี่ยวกับกุญแจประตูห้องที่เกิดเหตุ กล่าวคือ การตรวจสถานที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และพนักงานตำรวจที่มาเบิกความต่อศาลเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ต่างก็เบิกความว่าไม่ได้สังเกตว่ากุญแจห้องอยู่ที่ไหนและอยู่อย่างไร ดังนี้ จึงเห็นได้ชัดว่านอกจากผู้ตายจะ
มีกุญแจปิด-เปิดห้อง พักแล้ว ก็ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่ถือกุญแจห้องดังกล่าว ซึ่ง
บุคคลเหล่านั้นย่อมใช้กุญแจนั้นเปิดประตูเข้าห้องผู้ตายได้ตลอดเวลา เมื่อข้อเท็จ
จริงรับฟังได้แต่เพียงเท่านี้ จึงทำให้มีความสงสัยถึงการเข้าห้องผู้ตายของคนร้ายได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ตายเปิดให้ เพราะเป็นรู้จักสนิทสนม หรือผู้ตายอาจจะเข้านอนโดยลืมกุญแจไว้ที่ประตูห้องด้านนอก หรือผู้ตายอาจอ่อนเพลียจนเผลอ
นอนหลับโดยลืมปิดประตู ล๊อกกุญแจและใส่กลอนประตูด้านในห้อง แล้วคนร้ายที่มี
กุญแจได้ใช้กุญแจนั้นไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุได้ ดังนั้น จึงทำให้
เกิดข้อสงสัยว่า คนร้ายที่ถือกุญแจห้องคนใด บุกรุกเข้าไปข่มขืนและฆ่าผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้อง
ปัญหาเรื่องที่ผู้ตายเปิดประตูห้องให้จำเลย ทั้งๆ ที่จำเลยเคาะประตูเพราะความเมา ทำให้เคาะประตูห้องผิด โดยเข้าใจว่าห้องผู้ตายเป็นห้องพักของจำเลยเอง ซึ่งห้องทั้งสองนั้นอยู่ติดกันและมีลักษณะเหมือนกัน ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเวลาดึกดื่นประมาณ 24.00 นาฬิกาแล้ว แต่ผู้ตายกลับเปิดประตูห้องอย่างง่ายดาย โดยยังไม่ทราบว่าใคร
เป็นคนเคาะประตูเรียก ทำให้สงสัยว่าผู้ตายนัดแนะใครคนใดคนหนึ่งไว้ ซึ่งอาจจะเป็นชายคนรักหรือคนที่สนิทสนมไว้ จึงทำให้ผู้ตายเปิดประตูให้อย่างง่ายดายเช่นนั้น คนร้ายจึงอาจเป็นใครก็ได้ที่เคยไปมาหาสู่กับผู้ตายเป็นประจำ
(3). ประเด็นเรื่องการตรวจวัตถุพยานเกี่ยวกับคนร้ายบริเวณที่เกิดเหตุ
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีข่มขืนและฆ่าคนตาย ถือได้ว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ แต่กลับไม่มีประจักษ์พยานใดเลยที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุ อีกทั้งการตรวจที่เกิดเหตุเพื่อค้นหาวัตถุพยานที่จะใช้เป็นหลักฐานมัดตัวคนร้าย ย่อมเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในทางนิติเวชวิทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสืบสวนหรือพนักงานสอบสวน
ทั้งนี้รวมตลอดถึงเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน ผู้ชำนาญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุเกี่ยวกับคนร้ายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม หรือขนเพชร ลายนิ้วมือแฝง รอยฝ่ามือแฝง รอยฝ่าเท้าแฝงของคนร้าย หรือของบุคคลใดก็ตามที่พบในห้องที่เกิดเหตุและบริเวณประตูห้องที่เกิดเหตุ รวมถึงบริเวณภายนอกรอบๆ ที่เกิดเหตุเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเส้นผมหรือขนเพชร
ลายพิมพ์นิ้วมือ รอยพิมพ์ฝ่ามือ รอยพิมพ์ฝ่าเท้าของผู้ต้องสงสัย คนร้าย ผู้ต้องหา
หรือจำเลยว่าวัตถุพยานเหล่านั้นเป็นของคนร้ายหรือจำเลยหรือไม่ แต่คดีนี้พยาน
โจทก์และโจทก์ร่วมกลับเบิกควาใแตกต่างขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญทำให้เกิดข้อสงสัยว่าในคดีนี้ได้มีการตรวจพิสูจน์วัตถุพยานดังกล่าวเปรียบเทียบกับวัตถุพยานที่ได้จากของจำเลยของคนร้ายและของผู้ต้องสงสัยหรือไม่
กล่าวคือ พันตำรวจเอกชัยพร... พยานโจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า “...ทั่วไปการตรวจดีเอ็นเอจากเลือด จึงไม่จำเป็นต้องตรวจเส้นผมหรือเส้นขน และในคดีนี้พนักงานสอบสวนก็ไม่ได้ส่งเส้นผม หรือเส้นขนมาให้ข้าฯ ตรวจด้วย...” และยังได้เบิกความตอบผู้แทนโจทก์ถามติงว่า “...สำหรับคดีนี้ พนักงานสอบสวนไม่ได้ขอให้นำเส้นผมหรือเส้นขนมาตรวจเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอที ตรวจได้จากเลือด
จึงไม่มีการตรวจจากเส้นผมหรือเส้นขน...” และถ้าหากรับฟังว่า มีการนำเส้นผม
ขนเพชรจากผู้ต้องสงสัยไปตรวจพิสูจน์ เพื่อเปรียบเทียบกับวัตถุเส้นสีดำที่เก็บจาก
ห้องที่เกิดเหตุไปตรวจจริงก็ยังมีความสงสัยว่า วัตถุเส้นสีดำที่เก็บจากห้องที่เกิดเหตุ
นั้น เหตุใดจึงไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอได้ พันตำรวจโทหญิงสุดา...ผู้ตรวจและทำบันทึกเอกสารดังกล่าวไม่ได้ให้เหตุผลไว้แต่อย่างใด พนักงานสอบสวนไม่ได้เรียกผู้
ตรวจและทำเอกสารดังกล่าวมาสอบถาม และในชั้นพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้นำพันตำรวจโทหญิงสุดา... มาเบิกความในประเด็นดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นพิจารณากลับมีความแตกต่างกับผลการตรวจพิสูจน์ และความเห็นของพันตำรวจโทหญิงสุดา... อย่างสิ้นเชิง ดังที่พันตำรวจเอกชัยพร...ได้เบิกความต่อศาลในการตอบผู้แทนโจทก์ถามติงว่า “...เส้นผม หรือเส้นขน หากไม่มีราก ก็สามารถตรวจดีเอ็นเอได้”
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการส่งเส้นผม ขนเพชร ลายพิมพ์นิ้วมือ รอยพิมพ์ฝ่ามือ รอยพิมพ์ฝ่า เท้าของจำเลยและของผู้ต้องสงสัยไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับวัตถุเส้นสีดำ ลายนิ้วมือแฝง รอยฝ่ามือแฝง รอยฝ่าเท้าแฝง ซึ่งเก็บได้จากบริเวณที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนมีพิรุธทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งหลายประการ กล่าวคือ ผู้ต้องสงสัยที่พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวไปตรวจเลือดเพื่อหาดีเอ็นเอ 9 คนแรก ตาม
เอกสารหมาย ปจ.4 มีเพียงนายพิชัย... แฟนของผู้ตายคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ อีก 8 คนนั้น คนเหล่านี้เป็นใครมาจากไหนและได้สอบสวนบันทึกปากคำไว้แล้วหรือไม่อย่างไร ไม่มีปรากฏ แต่เมื่อพิจารณารายงานผลการตรวจวัตถุพยานดังกล่าว ตามเอกสารหมาย จ.17 แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดพนักงานสอบสวนจึงขอเส้นขนบริเวณอวัยวะเพศ หรือขนเพชรจากผู้ต้องสงสัยไปเพียง 4 คนเท่านั้น จากที่มี
ทั้งหมด 9 คน นอกจากนี้ นายคะนอง... ผู้ต้องสงสัยลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นใครมาจากไหน
มีรายชื่อมาขอให้ตรวจเส้นขนเพชรได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่มีรายชื่อในการตรวจเลือด
ตามเอกสารหมาย ปจ.5 ส่วนผู้ต้องสงสัยอีก 5 คน หายไปไหน เหตุใดจึงไม่มีการขอเส้นผม หรือขนเพชรไปตรวจ
ยิ่งกว่านั้นผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ รอยพิมพ์ฝ่ามือ รอยพิมพ์ฝ่าเท้า ตามเอกสารหมาย จ.18 เหตุใดพนักงานสอบสวนจึงมีการขอและนำลายพิมพ์นิ้วมือ ลายพิมพ์ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้างเฉพาะของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวไปตรวจเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือแฝง รอยฝ่ามือแฝง รอยฝ่าเท้าแฝงที่พบและเก็บได้จากห้องที่เกิดเหตุ แต่ผู้ต้องสงสัยอีก 9 คน หรือ 10 คนนั้นหายไปไหน เหตุใดจึงไม่มีการขอ
และการนำลายพิมพ์นิ้วมือ ลายพิมพ์ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองของผู้ต้องสงสัยเหล่า
นั้นไปตรวจด้วย หรือกรณีเป็นว่าได้มีการขอและนำไปตรวจแล้วพบว่าวัตถุพยาน
เหล่านั้นตรงกัน เหมือนกันหรือมีความเชื่อมโยงกับการเข้าห้องที่เกิดเหตุแล้วแต่พนักงานสอบสวนกลับไม่นำเข้าสู่สำนวนการสอบสวน เพราะจะทำให้สามารถปิดคดี หรือสรุปสำนวนคดีนี้ได้
การต่อสู้ขัดขืนของผู้ตายกับคนร้าย จะต้องมีพยานวัตถุจากตัวคนร้ายที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของศพผู้ตายและบริเวณที่เกิดเหตุ
ในประเด็นนี้หากพิจารณาถึงลักษณะการเสียชีวิตของผู้ตาย ก่อนที่จะถูกคนร้าย หรือจำเลยฆ่าตามที่พันตำรวจโทชาย... และจ่าสิบตำรวจธนู... พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ต่างเบิกความต่อศาลในทำนองเดียวกันว่าจากการตรวจสภาพห้องที่เกิดเหตุ น่าจะมีการต่อสู้แต่ไม่รุนแรง เพราะมีสิ่งของล้มภายในห้อง สภาพลักษณะท่าของผู้ตายน่า
จะมีการข่มขืนผู้ตายด้วย ซึ่งถ้ามีการต่อสู้หรือขัดขืนจากผู้ตายและมีการข่มขืนผู้ตายจริงดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแล้ว ก็จะต้องมีเส้นผมหรือขนเพชรรวมทั้งลาย
นิ้วมือแฝง หรือรอยฝ่ามือ หรือรอยฝ่าเท้าของจำเลยหรือของคนร้ายตกหล่น หรือติด
อยู่ที่ใดที่หนึ่งภายในห้องที่เกิดเหตุและที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของศพผู้ตายอย่างแน่นอน
เพราะข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าแม้ผู้ตายจะเป็นผู้หญิงแต่สุขภาพร่างกายแข็งแรง
สมบูรณ์ดี มีความสูงกว่าจำเลยไม่น้อยกว่า 10 เซ็นติเมตร การต่อสู้ในลักษณะตัวต่อตัวโดยไม่มีอาวุธแล้ว น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จำเลยจะผลักผู้ตายไปนอนที่เตียงโดย
ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนส่งเสียงร้องให้คนช่วยเหลือ แขน ขาและมือทั้งสองข้างของผู้
ตายที่ยาวกว่าจำเลย จะต้องต่อสู้ทำร้ายหรือต่อสู้จำเลยได้มากกว่าที่จะมีเนื้อเยื่อ
ของจำเลยอยู่ที่เล็บมือขวาของผู้ตายเพียงข้างเดียว ซึ่งผิดปกติวิสัยของการต่อสู้กับ
ศัตรูที่บุกรุกเข้ามาทำร้ายผู้ตาย ลักษณะการต่อสู้ของคนหนีตายไม่ว่าจะเป็นหญิง
หรือชาย ย่อมมีแรงต่อสู้มากเป็นพิเศษ ซึ่งข้อสันนิษฐานในส่วนนี้ก็สอดคล้องตรงกับสภาพศพของผู้ตายที่พบรอยบาดแผลฉีกขาดปริด้านในริมฝีปากล่างและบาดแผลฟกช้ำที่ริมฝีปากบนรวมทั้งรอย ช้ำใต้หนังศีรษะบริเวณด้านหลังขวาที่น่าจะเกิดจากของแข็งไม่มีคม ดังนี้ ตามที่พันตำรวจตรีสาคร... เบิกความตอบโจทก์ประกอบ
เอกสารหมาย ปจ.3 ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ตายได้ขัดขืนดิ้นรนต่อสู้กับคนร้ายอย่างรุนแรงจึงถูกคนร้ายทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บก่อนที่จะถูกคนร้ายเอาหมอนปิดหน้าจนขาดอากาศหายใจ
และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในการต่อสู้ดังกล่าว เปรียบเทียบกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ตอบพนักงานสอบสวน ตามเอกสารหมาย จ.14 แล้ว ยิ่งทำให้เห็นความมีพิรุธน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นในการสอบสวนของพยานโจทก์และโจทก์
ร่วม ทั้งนี้เพราะจำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้ตายต่อสู้โดยใช้เล็บข่วนที่แขนทั้งสองข้าง ซึ่งหากจำเลยให้การดังกล่าวเช่นนี้จริง เนื้อเยื่อของจำเลยก็น่าจะติดอยู่ในเล็บมือผู้ตายทั้งมือซ้ายและมือขวา แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบเนื้อเยื่อของจำเลยในเล็บมือของผู้ตายทั้งมือซ้ายและมือขวา แต่กลับพบที่มือขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้น
(4). ประเด็นเรื่องเนื้อเยื่อของจำเลยติดอยู่ในเล็บมือของผู้ตาย
ในประเด็นที่เกี่ยวกับเนื้อเยื่อของจำเลยติดอยู่ในเล็บมือผู้ตายได้อย่างไร เมื่อใดนั้น ในชั้นพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ที่นำสืบให้เห็นหรือรับฟังได้ว่าจำเลยได้เข้าไปในห้องของผู้ตายจริง และเข้าไปในช่วงระยะเวลาวันเกิดเหตุตามที่โจทก์ฟ้อง โดยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบล้วนแต่เบิกความต่อ
ศาลในทำนองเดียวกันว่าเนื้อเยื่อหรือดีเอ็นเอของจำเลยจะไปติดอยู่ในเล็บมือผู้ตาย
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้อย่าง มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าสาเหตุที่เนื้อเยื่อของจำเลยไปติดอยู่ในมือของผู้ตายนั้น เกิดจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา จำเลยกลับจากไปดื่มสุรากับลูกจ้างของบิดาที่ร้านพีเจอาร์หรือปัญจรส คาราโอเกะ ซอยรามอินทรา 58 ถนนรามอินทรา จนเมาแล้วได้อาศัยรถแท๊กซี่กลับมาที่ห้องพัก
คนขับรถแท็กซี่เป็นผู้ประคองพาตัวจำเลยขึ้นไปส่งที่ห้องพัก แต่ด้วยความมึนเมา
และความงุนงง เพราะจำเลยเพิ่งตื่นจากการหลับในรถแท็กซี่ จำเลยจึงได้เดินผ่าน
เลยห้องพักของตนเองแล้วไปเคาะประตูห้องของผู้ตาย ซึ่งอยู่ติดกันและห้องมีลักษณะคล้ายกัน และเมื่อผู้ตายเปิดประตูออกมา จำเลยเข้าใจว่าผู้ตายหรือคนที่เปิดประตูให้นั้นเป็นภริยาหรือแม่ภริยาของจำเลย จึงจะเดินเข้าห้องดังกล่าวไป ผู้ตายจึง
ได้ส่งเสียงร้องไล่จำเลยให้ออกไปจากหน้าห้องของผู้ตายพร้อมกับใช้มือผลักไสดันตัวจำเลยออกไป ทำให้จำเลยล้มลงที่หน้าห้องของผู้ตาย
ขณะนั้นคนขับแท๊กซี่ที่ไปส่งจำเลยได้เห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วยพยุงจำเลยให้ลุกขึ้นแล้วพาจำเลยมาส่งที่ห้องของจำเลยซึ่งอยู่ติดกับห้องผู้ตายซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้พยานหลักฐานของจำเลย คือ นายไพรัช... นายจตุพล... ซึ่งได้ไปนั่งดื่มสุรากับจำเลยและพาจำเลยส่งขึ้นรถแท็กซี่ และนายอาทิตย์... พยานจำเลย ซึ่งเป็นคนขับรถ
แท็กซี่ได้พยุงไปส่งจำเลยจนถึงห้องพัก รวมตลอดถึงนายชาญ วันดี ทนายจำเลย
ซึ่งเป็นผู้สอบสวนติดตามรวบรวมพยานหลักฐานล้วนต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน ทั้งนี้ นับตั้งแต่การไปนั่งดื่มสุราที่ไหน เวลาเท่าไร ได้ส่งจำเลยขึ้นรถแท็กซี่อย่างไร จนติดตามคนขับแท็กซี่มาเบิกความเป็นพยานของจำเลยได้ อีกทั้งพยานได้แสดงเหตุการณ์จำลองในวันดังกล่าวด้วยพร้อมกับถ่ายภาพบันทึกไว้ดังที่จำเลยได้อ้างส่งต่อศาล ตามเอกสารหมาย ล.5 พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบล้วนแต่เป็นข้อ
เท็จจริงที่พยานแต่ละปากได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์จริง พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบแสดงต่อศาลจึงสอด คล้องต้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ไม่มีข้อพิรุธสงสัยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงรับฟังได้ตามข้อต่อสู้และการนำสืบของจำเลยว่า เนื้อเยื่อหรือดีเอ็นเอของจำเลยไปติดอยู่ในเล็บมือผู้ตายเกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2550 เพราะนอกจากวันเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับห้องของผู้ตายอีกเลย
(5).ประเด็นเรื่องคำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุม และชั้นสอบสวน
(5).1 เอกสารรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจ ทำขึ้นเอง
สำหรับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนพร้อมกับนำเจ้าพนักงานชี้ถ่ายภาพที่เกิดเหตุนั้น จำเลยได้ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ จำเลยได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่าคำรับสารภาพในชั้นจับกุมนั้น จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาทั้งข่มขู่ทั้งเกลี้ยกล่อม
ว่าไม่มีทางต่อสู้คดีแล้ว เพราะผลดีเอ็นเอถูกต้องตรงกัน ซึ่งจำเลยก็ยังคงปฏิเสธว่า
ไม่รู้เรื่องอะไร และขอโทรศัพท์เพื่อติดต่อกับบิดาของจำเลย แต่เจ้าพนักงานตำรวจกลับปฏิเสธและบังคับให้จำเลยลงชื่อในเอกสารก่อน แล้วจึงจะคืนโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ติดต่อกับบิดาได้ โดยในภาวะเช่นนั้นจำเลยไม่มีทางขัดขืนจึงอยู่ในภาวะจำยอมต้องลงชื่อในบันทึกในเอกสารตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอก ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้โทรศัพท์ติดต่อกับบิดา รวมทั้งการลงชื่อในบันทึกคำให้การในชั้น
สอบสวน จำเลยได้นำสืบรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้จำเลยลงชื่อใน
เอกสารต่างๆ หลายฉบับ โดยไม่ได้อ่านให้จำเลยฟังและไม่ให้จำเลยได้อ่าน และแม้การสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.14 จะมีทนายความและบิดาของจำเลยเข้าร่วมรับฟังและลงชื่อในคำให้การดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยได้นำสืบได้ความว่าทนายความที่มาร่วมรับฟังนั้นเป็นเพียงทนายความประจำสถานีตำรวจที่
พนักงานสอบสวนเรียกมาลงชื่อเป็นพยานเท่านั้น ทนายความคนดังกล่าวมิได้เป็นบุคคลผู้ที่จำเลยให้ความไว้วางใจในการร่วมรับฟัง เพราะมิใช่ทนายความที่จำเลยหรือบิดาจำเลยจัดหามาเอง อีกทั้งทนายความคนดังกล่าวก็ไม่ได้อยู่ร่วมรับฟังการซักถามของพนักงานสอบสวนและการตอบคำถามของจำเลยแต่อย่างใด
ทนายความมิได้ให้คำปรึกษาหรือให้คำแนะนำใดๆ กับจำเลย รวมทั้งบิดาของจำเลยก็ไม่ได้ร่วมนั่งรับฟังการสอบสวนด้วย บิดาจำเลยลงลายมือชื่อตามที่พนักงานสอบสวนบอกให้ลงโดยแจ้งว่าลูกชายหรือจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว คำให้การได้ทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องอ่าน เพราะผลดีเอ็นเอตรงกัน ลงชื่ออย่างเดียว เพราะจะต้องรีบพาจำเลยไปแถลงข่าวและถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ซึ่งในส่วนนี้หากศาลได้โปรดพิจารณาพิเคราะห์บันทึกคำให้การของจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.14 อย่างละเอียดถี่ถ้วน
แล้ว จะพบว่ามีพิรุธอย่างยิ่ง กล่าวคือ นายกิตติ.. ทนายความที่ร่วมฟังและลงชื่อการสอบสวน เป็นทนายที่พนักงานสอบสวนจัดหามาเอง ไม่ใช่ทนายความที่จำเลยหรือบิดาจำเลยจัดหามา จึงเป็นที่มาของความมีพิรุธน่าสงสัยว่าคดีนี้มีการสอบสวนจำเลยถึงสามครั้ง ภายในระยะเวลาสามวันติดต่อกัน แต่เป็นทนายความคนเดิมทั้งสามครั้งที่ลงลายมือชื่อในคำให้การ เอกสารหมาย จ.14 โดยการสอบสวนในครั้งแรกมีบิดาจำเลยร่วมลงชื่อ แต่เหตุใดครั้งที่สองและครั้งที่สามไม่ปรากฎว่ามีการเรียก
บิดาจำเลยมาร่วมรับฟังและลงชื่อในคำให้การดังกล่าวด้วยและเป็นที่น่าสังเกตอีกว่า
เหตุใดจะต้องเป็นทนายความคนเดียว และเป็นคนเดิมที่ร่วมฟังการสอบสวน และลงชื่อในคำให้การ เอกสารหมาย จ.14 เพราะปกติแล้วการทำงานของทนายความประจำสถานีตำรวจและศาลจะต้องมีการผลัดเปลี่ยนกันทำงานในลักษณะการเข้าเวรแบ่งกันเป็นคนละช่วงเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับลายมือชื่อของทนายความคนดังกล่าวที่ลงไว้แต่ละแห่ง (ทั้งหมด 5 แห่ง) มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่
น่าจะเป็นทนายความคนดังกล่าว ลงลายมือชื่อด้วยตนเองทั้งห้าครั้ง ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้มีความสงสัยว่าคดีนี้มีทนายความได้ร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยทุกครั้งจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากการสอบสวนจำเลยไม่มีทนายความหรือบุคคลที่จำเลยให้ความไว้วางใจในการเข้ารับฟังการสอบสวน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/3 ว่า “ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้” ซึ่งหากพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติ
ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว การสอบสวนจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.14 ย่อมไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและ
พนักงานอัยการย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยในคดีนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ว่า “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”
(5).2 แต่ถ้าหากพิจารณาพิเคราะห์ถึงสภาพจิตใจ ความรู้สึกของจำเลยขณะที่ถูกสวมใส่กุญแจมือและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีอาวุธและเสียงที่ดุดัง อีกทั้งในขณะนั้นจำเลยก็ยังอยู่ในวัยของเยาวชน อายุเพิ่งผ่านพ้น 18 ปีมาเพียงไม่กี่เดือน ร่างกายก็มีขนาดเล็กเหมือนเด็ก สูงเพียง 150 เซนติเมตร การศึกษาก็จบเพียงชั้นมัธยมต้นเท่านั้น วุฒิภาวะของจำเลยมีความรู้เพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำเลยได้เบิกความต่อศาลแล้วว่าจำเลยรู้สึกตกใจและหวาดกลัว จำเลยไม่มีโอกาส
ที่จะสอบถาม หรือติดต่อบิดามารดาหรือบุคคลอื่นได้ เพราะเจ้าพนักงานตำรวจ
กีดกัน ต่อรองว่าให้จำเลยลงชื่อในเอกสารก่อนจึงจะให้ติดต่อกับบิดามารดา หรือ
แฟนของจำเลยได้ รวมทั้งการนำชี้ถ่ายภาพแสดงการกระทำประกอบคำรับสารภาพของจำเลย จำเลยก็นำสืบหักล้างพยานโจทก์ได้ว่าจำเลยไม่ได้นำชี้และถ่ายภาพด้วยความสมัครใจ เพราะลักษณะท่าทางการแสดงต่างๆ ของจำเลยที่แสดงออกเป็นการแสดงตามที่เจ้าพนักงานตำรวนจสั่งให้ทำทั้งสิ้น โดยจำเลยมีพยานบุคคล คือ นายมานพ... มาเบิกความต่อศาลว่าลักษณะการกระทำของจำเลยเพื่อให้เจ้า
พนักงานตำรวจถ่ายภาพนั้น เป็นการแสดงของจำเลยตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยไม่เข้าใจและแสดงท่าทางไม่ถูก นับตั้งแต่การเคาะ หรือการเข้าห้องที่เกิดเหตุ จำเลยคอยถามเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลาว่าให้จำเลยแสดงท่าทางอย่างไร ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจก็ถ่ายรูปการแสดงท่าทางของจำเลยตามที่บอกจำเลยนั้น และเมื่อพิจารณาถึงลักษณะท่าทางของจำเลยที่แสดงในวันดังกล่าว
ในแต่ละท่า ไม่ว่าจะเป็นภาพตามที่โจทก์อ้างส่งศาล หมาย จ.1 และ จ.11 รวมถึง
ล.3 ประกอบเปรียบเทียบกับคำให้การรับสารภาพ เอกสารหมาย จ.14 แล้ว เห็นได้
ชัดว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีพิรุธน่าสงสัยว่าจำเลยได้รับสารภาพและนำชี้ถ่าย
ภาพที่เกิดเหตุด้วยความสมัครใจหรือถูกบังคับ ดังจะเห็นได้จากภาพที่ปรากฎในทางพิจารณา ไม่มีภาพที่จำเลยคร่อมตัวผู้ที่แสดงเป็นผู้ตายตามที่จำเลยให้การในเอกสารหมาย จ.14 และในภาพเอกสารหมาย ล.3 ก็ไม่ปรากฏว่ามีหมอนปิดที่ใบหน้าผู้แสดงเป็นผู้ตายตรงตามที่ให้การไว้แต่อย่างใด รวมทั้งภาพที่จำเลยแสดงให้
ปรากฏและรับฟังได้ว่าหลังจากจำเลยใช้หมอนปิดทับใบหน้าผู้ตายจนหยุดนิ่งแล้ว จำเลยทำอย่างไรกับผู้ตาย สภาพศพผู้ตายจึงอยู่ในลักษณะตามที่ปรากฎใน
ภาพถ่ายเอกสารหมาย ปจ.1 และ จ.3 ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของ
จำเลยที่กระทำต่อผู้ตายในลักษณะหรือท่าทางข่มขืนผู้ตายนี้ไม่ปรากฏทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นสืบพยานโจทก์ว่าเหตุใดสภาพศพของผู้ตายจึงอยู่ลักษณะหรือท่าทางของคนถูกข่มขืน ตามคำเบิกความของพันตำรวจเอกชัยพร... และเอกสาร
หมาย ปจ.1 กับหมาย จ.3 ซึ่งตามคำให้การของจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.14 ก็ให้การไว้แต่เพียงว่าข้าพเจ้าได้ใช้หมอนบนเตียงปิดใบหน้าผู้ตายไว้... ซึ่งขณะนั้น
ข้าพเจ้าคร่อมตัวผู้ตายอยู่ สักพักผู้ตายหยุดดิ้น ได้ปล่อยมือออกไป ไม่ทราบว่าผู้
ตายเสียชีวิตหรือไม่และเดินมาที่ช่วงบริเวณข้างเตียง... ก่อนออกจากห้อง ผู้ตายอยู่
ในสภาพใด ไม่ได้หันไปมอง.. ปฏิเสธข้อหาข่มขืนผู้ตายเพราะเป็นหนองใน ไม่สามารถร่วมเพศได้...ไม่ได้จับอวัยวะของผู้ตาย...” จากคำให้การของจำเลยดังกล่าว
แล้ว ทำให้เห็นความมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัยว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ใดในการเข้าห้องผู้ตาย และไม่ได้ทำอะไรกับผู้ตายนอกจากการใช้หมอนปิดหน้ากับการลักทรัพย์เงิน 2,000 บาทแล้ว เหตุไฉนผู้ตายจึงถูกถอดกางเกงใน กางเกงชุดนอน เสื้อยืดถูกเปิดขึ้น ขาทั้งสองข้างงอเข่าตั้งชันขึ้นอยู่ใน
สภาพ หรือลักษณะของการร่วมเพศ ซึ่งในประเด็นนี้พนักงานสอบสวน หรือพยานโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ชัดแจ้ง และเมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน
แล้ว ยิ่งทำให้เห็นข้อพิรุธอีกว่าเมื่อจำเลยให้การว่าไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรกับผู้ตาย ไป
เคาะประตูห้องเฉยๆ เพราะเมากัญชา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว แม้ผู้ตายจะเปิดประตูออกมาไม่ว่าผู้ตายจะแต่งกายในลักษณะใด จำเลยก็ไม่น่าที่จะเกิดความรู้สึกทางเพศกับผู้ตาย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยก็ตระหนักดีว่าไม่สามารถจะร่วมเพศกับใครได้ เนื่องจากการเจ็บป่วยทางเพศของจำเลย ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบุกพังประตูเข้าไปข่มขืน หรือฆ่าผู้ตายแล้วเดินออกมาจากห้อง
โดยไม่มีจุดประสงค์ใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินสด จำนวน 2,000 บาท ที่กล่าวหาว่าจำเลยลักเอาไปนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะยืนยันได้ว่า ในวันเกิดเหตุผู้ตายมีเงินอยู่จำนวนดังกล่าวจริงหรือไม่ พยานโจทก์มีความคาดเดาเอาเองว่าผู้ตายมีเงินสด 2,000 บาท ลักษณะของกระเป๋าเงินของผู้ตายเป็นอย่างไร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความสับสนขัดแย้งกันเอง พยานโจทก์บางคนก็เบิกความว่ากระเป๋าเงินผู้ตายเป็นกระเป๋าสะพายแบบผู้หญิง บางปากก็เบิกความว่าเป็นแบบพกใส่
กระเป๋ากางเกงเสื้อผ้าได้ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เบิกความต่อศาลทั้งหมดไม่มี
พยานคนใดเบิกความว่าเป็นคนพบกระเป๋าและเปิดกระเป๋าของผู้ตายเป็นคนแรก พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีแต่คิดเดาเอาเอง และฟังคนอื่นบอกมา
ด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว เอกสารการคำรับสารภาพของจำเลย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพขัดแย้งกัน ไม่อาจรับฟังมาลงโทษจำเลยได้
(5).3 คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า จะนำมาลงโทษจำเลยไม่ได้
คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพนั้น ตามกฎหมายถือว่าเป็นพยานบอกเล่า และพยานบอกเล่าดังกล่าว กฎหมายบัญญัติไว้ห้ามมิให้ศาลรับฟัง ตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ว่า “ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใด ซึ่ง
อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อหานั้น ให้ถือว่าเป็นพยานบอกเล่า...ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า...”
นอกจากนี้พยานเอกสารซึ่งเกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่นตามกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานเหล่านั้น ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ดังนี้ “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็น
พยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา
ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวล
กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน” สำหรับเอกสารคำรับสารภาพบางข้อหาของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในคดีนี้เกิดจากการจูงใจ ขู่เข็ญ หลอกลวงโดยมิชอบ ซึ่งเอกสารดังกล่าวนั้นจะนำมาใช้ลงโทษจำเลยไม่ได้ ดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว
เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพชั้นสอบสวน ในเรื่องนี้ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาว่าคำรับสารภาพของจำเลยเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งมีตัวอย่างหลายฎีกา เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 3578/2526, 154/2538, 2258/2533, 226/2537, 7562/2537 และคำพิพากษาฎีกาที่ 4314/2544 ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2526 โจทก์คงมีแต่พนักงานสอบสวนผู้สอบสวนคำให้การจำเลยมาเบิกความประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย โดยไม่มี
พยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาและนำสืบปฏิเสธว่าคำรับดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ พยานโจทก์ยังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2538 คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอก เล่า พนักงานสอบสวนดำเนินการไปฝ่ายเดียว โดยฝ่ายจำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน แม้ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง แต่ก็มีน้ำหนักน้อย โจทก์จะต้องมีพยานอื่นมาสืบประกอบ จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอลงโทษจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2533 ภาพถ่ายและบันทึกการนำตัวผู้ต้องหาชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพื่อให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 226/2537 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อม คงมีแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน รวมทั้งบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพกับคำให้การชั้นสอบสวนของ ท.ซึ่งมีใจความทำนองเดียวกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมภาพถ่ายจำเลยว่า เป็นการทำโดยไม่เต็มใจตามที่เจ้าพนักงานตำรวจสั่ง เพราะกลัวถูกทำร้าย แม้โจทก์จะมีพันตำรวจตรี ถ.เบิกความประกอบว่าชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับ
สารภาพ เหตุการณ์ที่พันตำรวจตรี ถ.รับทราบเกี่ยวกับเรื่องจำเลยกระทำผิด ก็เป็น
เพียงพยานบอกเล่า ไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2537 พยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 จะต้องไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ การรับฟังคำรับชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยปฏิเสธในชั้นพิจารณามาใช้ลงโทษจำเลย โจทก์ต้องมีพยานประกอบว่าจำเลยกระทำผิดจริง โดยพยานประกอบนั้นต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวนคำรับนั้น ส่วนบันทึกการจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายประกอบการนำชี้ที่เกิดเหตุ แม้จะมีภาพ
จำเลยและมีข้อความระบุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำรับ
สารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะนำมารับ
ฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพื่อให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2544 โจทก์มีแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลย บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายกับภาพถ่ายที่ ส.ชี้จำเลย โดยมี ร.ต.อ. น.พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณว่าคำรับสารภาพมิได้เป็นไปโดยความสมัครใจ และมิได้นำชี้ที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
ดังนั้น การจะนำคำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุชั้นสอบสวนของจำเลยมาฟังลงโทษจำเลย โจทก์จะต้องมีพยานประกอบมาสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ทั้งพยานประกอบต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์ฯ สืบ จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227 วรรคสอง
(6). ประเด็นเรื่องจำเลยกระทำผิดตามฐานความผิดที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องหรือไม่
สำหรับคดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยว่าได้กระทำผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ข่มขืนกระทำชำเรา ฆ่าคนตายโดยเจตนาและลักทรัพย์เงินสด 2,000 บาทของผู้ตาย ซึ่งจำเลยได้นำสืบพิสูจน์ต่อสู้คดี มีพยานบุคคลหลายปากยืนยันได้ว่าตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับในห้องของผู้ตายคงมีแต่ก่อนวันเวลาที่เกิดเหตุตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยเมาสุราและเคาะประตูห้องของผู้ตายผิด เพราะ
สำคัญผิดว่าเป็นห้องพักของจำเลย เนื่องจากประตูห้องมีลักษณะเหมือนกันและห้อง
ที่เกิดเหตุดังกล่าวอยู่ติดกับห้องพักของจำเลยซึ่งผู้ตายได้เปิดประตูห้องแล้วร้องด่าและผลักจำเลยจนล้มลง คนขับแท็กซี่ที่มาส่งจำเลยจึงพาจำเลยมาส่งห้องของจำเลย โดยที่จำเลยไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในห้องของผู้ตายเลย มีแต่ยืนเคาะประตูห้องอยู่ที่หน้าห้องของผู้ตายเท่านั้น
ส่วนพยานโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานคนใด หรือพยานแวดล้อมคนใดเห็นว่าจำเลยได้เข้าไปเกี่ยว ข้องกับผู้ตายในห้องนอนของผู้ตายเลย พยานโจทก์มีแต่เพียงดีเอ็นเอทีตรวจพบที่มือของผู้ตายระบุว่าเป็นดีเอ็นเอของจำเลยเท่านั้น ซึ่งลำพังแต่พบดีเอ็นเอของจำเลยที่ศพของผู้ตาย ไม่ใช่พยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้งว่าจำเลยได้เป็นคนร้ายกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่า
จำเลยอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ตายเท่านั้นและการที่จำเลยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้
ตายอย่างไร จำเลยก็มีประจักษ์พยานหลายปากยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุหลายวัน ผู้
ตายได้ต่อสู้ผลักดันกับจำเลยที่หน้าห้องของผู้ตายเท่านั้น ซึ่งเล็บของผู้ตายที่ผลักดันขีดข่วนร่างกายของจำเลย อาจทำให้เนื้อเยื่อของจำเลยไปติดอยู่ที่เล็บมือของผู้ตายได้ ดีเอ็นเอของจำเลยที่นิ้วมือศพ จึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเข้าไป
เกี่ยวข้องกับร่างกายของผู้ตาย ไม่ใช่หมายความชัดแจ้งว่า จำเลยได้กระทำชำเราและฆ่าผู้ตายตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องแต่อย่างใด
ส่วนข้อหาลักทรัพย์ก็เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไร้เหตุผล โจทก์ไม่มีพยานคนใดยืนยันได้เลยว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายมีเงินสดหรือไม่ หรือมีเงินสดอยู่เป็นจำนวนเท่าไร คงมีแต่ข้อความที่ระบุในคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเท่านั้นว่าจำเลยรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ซึ่งจำเลยก็ได้สืบพิสูจน์แล้วว่าคำให้การดังกล่าวจำเลยไม่
เคยให้การเช่นนั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักเงิน 2,000 บาทของผู้ตายไปจริง
ส่วนในบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ระบุว่า จำเลยรับสารภาพฐานฆ่า
ผู้ตายนั้น จำเลยนำสืบได้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยไม่เคยให้การรับสารภาพเช่นนั้น พนักงานสอบสวนบันทึกเอาเองทั้งสิ้น โดยจำเลยไม่ทราบข้อความเหล่านั้นเลย เอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ว่าเป็นคำรับสารภาพฐานฆ่าคนตาย อย่างไรก็ดีแม้ศาลจะฟังว่าเป็นคำรับสารภาพของจำเลยฐานฆ่าคนตาย ฐานบุกรุกและฐานลักทรัพย์ คำ
ให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า ศาลไม่อาจนำมาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ตามบทกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้นแล้ว
ส่วนปัญหาว่าจำเลยได้เข้าไปกระทำผิดในห้องของผู้ตายหรือไม่นั้น คดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานคนใดรู้เห็นว่าจำเลยเข้าไปในห้องผู้ตาย การตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ นิ้วเท้า ขนเพชรและวัตถุพยานอื่นเกี่ยวกับคนร้ายก็ไม่มีวัตถุพยานหลักฐานใดของจำเลยในห้องที่เกิดเหตุและที่ศพของผู้ตายเลย แม้แต่รอยคราบอสุจิของคนร้ายก็ไม่ปรากฏ การที่จะสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปข่มขืน และฆ่าผู้ตายก็ฟังไม่ได้
เพราะข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดแจ้งว่ารูปร่างของจำเลยมีขนาดเล็กและต่ำกว่าผู้
ตายมาก จำเลยยังมี อายุน้อยเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น โดยหลักนิติเวชวิทยาแล้ว การ
ข่มขืนกระทำชำเราระหว่างชายหญิงตัวต่อตัวและชายมีรูปร่างเล็กกว่าหญิงแล้ว หากหญิงหรือผู้ตายไม่ยินยอมแล้วไม่มีทางเลยที่ฝ่ายชายจะกระทำชำเราหญิงได้สำเร็จ ฝ่ายหญิงจะต้องต่อสู้ขัดขืนดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ชีวิตรอดจากคนร้าย โอกาสที่
จะอ้างว่าจำเลยเอาหมอนกดทับจมูกผู้ตายจนผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะหากจำเลยซึ่งตัวเล็กกว่าผู้ตายจะ
ใช้หมอนกดทับผู้ตาย ย่อมแน่นอนว่าผู้ตายซึ่งมีรูป ร่างที่ใหญ่กว่าจำเลยแข็งแรงกว่า
จะต้องต่อสู้ขัดขืนดิ้นรนให้พ้นจากการถูกหมอนกดจมูกได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว จำเลยจึงเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดในทุกฐานความผิดที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลย
(7).จำเลยควรได้รับความเมตตาจากศาล
คดีนี้จำเลยถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนร้ายทั้งๆ ที่จำเลยไม่ได้กระทำผิดดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว จึงขอศาลได้โปรดเมตตาพิจารณายกฟ้องปล่อยตัวจำเลยพ้นข้อหาไป ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความ
สงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้
จำเลย” แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องก็ขอศาลได้โปรดปราณีแก่
จำเลยโดยพิพากษารอการลงอาญาแก่จำเลยไว้ หรือลงโทษจำเลยน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้
(7).1 จำเลยเป็นเยาวชนมีอายุขณะเกิดเหตุเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น อายุยังเยาว์ อายุจำเลยเกิน 18 ปีไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยอายุไม่เกิน 18 ปี จำเลยก็จะได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวมีนโยบายที่จะแก้ไขการกระทำผิดของจำเลย ไม่ใช่มุ่งลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว หากจำเลยขึ้นศาลเยาวชนฯ จำเลยจะได้รับ
ความเมตตาจากศาลเยาวชนฯ อย่างแน่นอน จึงขอศาลนี้ได้โปรดเมตตาแก่จำเลยผู้เยาว์วัยนี้ด้วย
(7).2 จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหนังสือมาโดยตลอด เพื่อจะศึกษาต่อในขั้นมหาวิทยาลัยต่อไป จำเลยประพฤติตนเป็นพลเมืองดีมาตลอดอีกทั้งขยันขันแข็งทำการงาน ได้รับเงินเดือนจากธุรกิจอุปกรณ์แอร์รถยนต์ของบิดาตลอดมา
(7).3 นอกจากนี้ญาติของผู้ตายได้ฟ้องร้องจำเลยและญาติของจำเลยเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.911/2551 ที่ศาลจังหวัดมีนบุรีนี้ เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาลหลายล้านบาท จำเลยและบิดามารดาของจำเลยได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดเพื่อตกลงที่จะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งนี้ให้กับญาติผู้ตายมาแล้วหลายครั้งทั้งๆ ที่จำเลยไม่ได้กระทำผิด แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือ
ญาติของผู้ตายในด้านมนุษยธรรม ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาตกลงกันอยู่ โดย
จำเลยและบิดามารดาของจำเลยยินดีจ่ายเงินให้กับญาติของผู้ตาย แต่ขณะนี้ติดขัด
ในเรื่องการเจรจาต่อรองจำนวนเงินกันอยู่ ซึ่งหากฝ่ายญาติของผู้ตายเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินไปและจำเลยไม่มีเงินมากพอจะให้ได้ จำเลยก็จะพยายามบรรเทาผลร้ายของผู้ตายโดยนำเงินจำนวน 800,000 บาทไปวางไว้ที่ศาล เพื่อให้ญาติของผู้
ตายไปรับเงินดังกล่าวได้จากศาล ทั้งนี้ด้วยความปรารถนาดีของจำเลยอย่างบริสุทธิ์ใจโดยแท้จริง จึงขอศาลได้โปรดเมตตาแก่จำเลยด้วย
ข้อ.3 ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว ขอศาลที่เคารพยิ่งได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมและโปรดปราณีแก่จำเลยสักครั้ง โดยพิพากษายกฟ้องปล่อยตัวจำเลยพ้นข้อหาไป หรือมิฉะนั้นก็ได้โปรดพิจารณาลงโทษจำเลยสถานเบาที่สุด เพราะจำเลยยังเยาว์วัยและได้พยายามอย่างที่สุดเพื่อบรรเทาผลร้ายแล้ว โดยโปรดรอการลงโทษให้แก่จำเลยด้วย ก็จะเป็นพระคุณแก่ชีวิตของจำเลยอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
(ลายเซ็นของจำเลย) จำเลย
คำแถลงฉบับนี้ ข้าพเจ้านายชาญ วันดี ทนายจำเลยเป็นผู้เรียงและพิมพ์
(ลายเซ็นของนายชาญ วันดี) ผู้เรียงพิมพ์
การแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยที่ดี มีเหตุผลทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง อาจทำให้ศาลเห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยชนะคดีได้
นี่คือ "ทางรอดคุกของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย" ทางหนึ่ง
ศรัญญา วิชชาธรรม
28 ก.ค. 66
1 บันทึก
4
1
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย