Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วิเคราะห์บอลจริงจัง
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
30 ก.ค. 2023 เวลา 03:29 • กีฬา
ย้อนอดีตริโอโดนแบน 8 เดือน เพราะ "ลืม" ตรวจสารกระตุ้น
จากกรณีของเพชรทนง เมื่อสองวันก่อน ผมเขียนถึงริโอ เฟอร์ดินานด์ ไว้ว่า "เขาลืม" ตรวจโด๊ป จนโดนแบน 8 เดือน และนั่นเป็นจุดด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุด ในชีวิตการค้าแข้งของเขาด้วย
มีลูกเพจบางท่านอยากให้ขยายความให้ละเอียดขึ้น ผมขออนุญาต เล่าเรื่องนี้ให้ฟังในวันนี้นะครับ
1
ในฟุตบอลอังกฤษนั้น หลังเกมจบทุกนัดจะมีการสุ่มตรวจสารกระตุ้นผู้เล่น อย่างน้อยสโมสรละ 1 คน ด้วยการส่งปัสสาวะ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ หรือที่เรียกว่า Tester
อันนั้นคือรูทีนหลัก แต่จะมีบางครั้งที่หน่วยงานตรวจสารกระตุ้น จะเดินทางไปสนามซ้อมแบบกะทันหัน แล้วสุ่มนักเตะของแต่ละสโมสรมาตรวจปัสสาวะทันที 3-4 คน ซึ่งสโมสรจำเป็นต้องให้ความร่วมมือ
วันอังคารที่ 23 กันยายน 2003 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงฝึกซ้อมที่สนามแคร์ริงตันตามปกติ คณะกรรมการตรวจสารกระตุ้นแห่งสหราชอาณาจักร (UKAD) แจ้งสโมสรมาว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ Tester มาเก็บปัสสาวะ โดยแรนดอมนักเตะ 4 คน ประกอบด้วย นิคกี้ บัตต์, จอห์น โอเช, ไรอัน กิ๊กส์ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์
หลังจากการการซ้อมผ่านไป 45 นาทีแรก คุณหมอประจำสโมสรไมค์ สโตน เดินมาบอกนักเตะทั้ง 4 คน ว่าซ้อมเสร็จอย่ารีบกลับไปไหน วันนี้ต้องส่งปัสสาวะให้ Tester ด้วย ซึ่งริโอ เฟอร์ดินานด์ได้ยินแล้ว และรับทราบเรียบร้อย
พอซ้อมเสร็จ ริโอเข้ามาอาบน้ำและเตรียมเปลี่ยนชุดกลับบ้าน คุณหมอไมค์ สโตน ตะโกนบอกอีกครั้ง "อย่าลืมตรวจสารกระตุ้นให้เรียบร้อยด้วยนะ" ริโอตอบกลับว่า "ได้เลย ไม่มีปัญหา"
20 นาที หลังจากอาบน้ำเสร็จ ริโอเดินออกจากห้องแต่งตัว ปรากฏว่าเขามองไม่เห็นเจ้าหน้าที่ Tester เพราะ Tester นั่งอยู่บนห้องทำงานของคุณหมอสโตนซึ่งอยู่ชั้น 2 ของอาคาร
ขณะที่ กิ๊กส์, โอเช และบัตต์ ซึ่งต้องตรวจเหมือนกัน ทุกคนเจอ Tester เรียบร้อย แยกไปปัสสาวะแล้วส่งตัวอย่างกันครบถ้วน
แต่กับริโอ เฟอร์ดินานด์ พอเดินออกจากห้องน้ำ แล้วไม่เจอ Tester ทำให้เขาลืมว่าต้องตรวจสารกระตุ้น เขาเล่าว่า "ผมควรจะจำได้ เพราะดร.สโตน บอกผมถึง 2 รอบ แถมครั้งสุดท้ายก็เพิ่ง 20 นาทีก่อนอาบน้ำ แต่ผมลืม คือในเวลานั้นผมกำลังย้ายบ้าน ใจของผมก็คิดแต่เรื่องนั้น จำได้แม่นว่าภรรยาของผม รีเบ็คก้า สั่งให้ไปซื้อผ้าปูเตียงใหม่หลังซ้อมเสร็จด้วย"
เมื่อเฟอร์ดินานด์ลืมสนิท ทำให้เขาเดินไปขึ้นรถทันที และขับตรงไปที่ห้างฮาร์วีย์ นิโคลส์ ในตัวเมืองแมนเชสเตอร์
ในจังหวะนั้นเอง คุณหมอสโตน ร้อนใจมากที่ริโอไม่มาตรวจสักที เขาเดินตามหาทั้งแคร์ริงตันแล้วก็ไม่เจอ จึงโทรหาเฟอร์ดินานด์แบบรัวๆ แต่ริโอ ดันปิดเสียงโทรศัพท์พอดี
ริโอให้เหตุผลว่า "ปกติผมจะตั้งปิดเสียงไว้ เพราะมันดังไม่หยุด ดังนั้นถ้าผมยุ่งอยู่ ผมจะปิดเสียงไว้จนกว่าจะว่าง"
หลังจากเดินซื้อของในห้างเสร็จ ริโอบังเอิญไปเจอเอยัล เบอร์โควิช ดาวเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันมาก่อนตอนเล่นให้เวสต์แฮมพอดี ทั้งคู่เลยคุยกันยาว และไปกินอาหารเที่ยงด้วยกันเลย
กว่าริโอจะสังเกตมือถือ ก็ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมง เขาเห็นมิสคอล, แมสเซจ และ วอยซ์แมสเซจ เต็มไปหมด ซึ่งทั้งหมดมาจาก ดร.สโตน โดยเสียงในวอยซ์เมล์ของคุณหมอเต็มไปด้วยความกังวล โดยกล่าวว่า "ริโอ กลับมาสนามซ้อมเร็ว คุณมีตรวจสารกระตุ้นนะ!"
ตัวริโอเองอธิบายว่าเขาไม่รู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้น เขาโทรกลับหาคุณหมอทันที "หมอ ผมอยู่ในเมืองน่ะสิ คงใช้เวลาสัก 20 นาทีกว่าจะขับรถกลับไปถึง"
แต่คุณหมอตอบกลับมาว่า Tester เขารอเป็นชั่วโมงแล้ว ตอนนี้เขากลับไปหมดแล้ว ริโอบอกว่า "หมอช่วยโทรตามคนตรวจให้กลับมาก่อนได้ไหม เดี๋ยวผมรีบไปเลย"
ดร.สโตน อธิบายว่าริโอไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้ใหญ่แค่ไหน เขาบอกว่า "เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่มากนะริโอ คุณอาจมีปัญหาได้ ปัญหาใหญ่มากๆ ด้วย"
ในการตรวจสารกระตุ้นนั้น สมาคมฟุตบอลอังกฤษจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะเป็นงานของ UKAD ที่จะจ้าง Tester อิสระมาเก็บข้อมูล แล้วส่งผลการตรวจให้สมาคมฟุตบอลอีกทีหนึ่ง
ปัญหาคือ ดร.สโตน ไม่มีเบอร์ของ Tester คนดังกล่าว และไม่มีเบอร์ของเจ้าหน้าที่ UKAD ด้วย
1
สโมสรพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ปรากฏว่าคนที่ดูแลเรื่องการตรวจสารกระตุ้นลาไปพักร้อนพอดี จึงไม่มีใครหาเบอร์ Tester คนนั้นได้
ตามกำหนดการ จะมี Tester อีกกลุ่มมาตรวจสารกระตุ้น ที่สนามซ้อมแคร์ริงตัน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน หรือ อีก 2 วันต่อมา ซึ่งด้วยความที่ริโอ ไม่คิดว่าจะเป็นประเด็นใหญ่อะไร เขาเลยบอกหมอว่า งั้นถ้าติดต่อใครไม่ได้เลย อีก 2 วัน ค่อยเอาตัวอย่างปัสสาวะของเขาไปให้ Tester กลุ่มใหม่ละกัน
จากนั้นริโอก็กลับบ้าน ใช้ชีวิตตามปกติ เขาบอกรีเบคก้า ว่าเออ วันนี้ลืมตรวจสารกระตุ้นนะ แต่ก็ผ่านไป แล้วก็ไปสนใจเรื่องการย้ายบ้านต่อ
อีก 2 วันต่อมา ริโอส่งปัสสาวะให้ Tester กลุ่มใหม่ ทุกอย่างก็เหมือนจะผ่านไปด้วยดี
1
------------------------
ริโอ เฟอร์ดินานด์ลงเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ดไปเรื่อยๆ ในช่วงต้นฤดูกาล 2003-04 โดยทีมกำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับอาร์เซน่อลอย่างสนุก
หลังเกมชนะเบอร์มิงแฮม 3-0 ในวันที่ 4 ตุลาคม 2003 เป็นช่วงพักเบรกทีมชาติ โดยอังกฤษจะลงแข่งยูโร 2004 รอบคัดเลือก นัดชี้ชะตากับตุรกี ที่อิสตันบูล
ก่อนเกมเริ่ม อังกฤษมี 19 แต้ม ตุรกีมี 18 แต้ม ถ้าอังกฤษบุกไปยันเสมอได้ที่บ้านตุรกี พวกเขาจะได้ไปเล่นยูโรรอบสุดท้ายทันทีในฐานะแชมป์กลุ่ม ดังนั้นนี่คือเกมที่มีความหมายที่สุด นักเตะทุกคนไม่มีใครอยากพลาด
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม เดวิด เดวีส์ ผู้บริหารของเอฟเอ ได้แจ้งกับสเวน โกรัน เอริคส์สัน เฮดโค้ชทีมชาติ ว่าจะไม่สามารถส่งริโอลงเล่นได้ในเกมกับตุรกี เพราะตามกฎของเอฟเอระบุว่า นักกีฬาคนใดที่มีข้อต้องสงสัยเกี่ยวกับสารกระตุ้น จะลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษไม่ได้ จนกว่าจะได้ข้อสรุป
เมื่อพลาดการเล่นเกมสำคัญ ริโอโมโหอย่างเดือดดาลมาก เขาบอกกับเดวิด กิลล์ ซีอีโอของแมนฯ ยูไนเต็ดว่า "ให้ตายเถอะ อะไรมันจะโอเวอร์ขนาดนั้น ผมพลาดการตรวจก็จริง แต่ผมก็ไปตรวจในอีกแค่ 48 ชั่วโมงต่อมานะ และผลก็ออกมาเนกาทีฟ ปัญหามันคืออะไร? อย่าว่าแต่สารกระตุ้นเลย แม้แต่กัญชาผมยังไม่เคยลองเลยสักครั้ง"
เหตุการณ์ต่อมาคือเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาถามริโอว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ริโออธิบายว่า "ผมบอกผู้จัดการทีม ว่าผมลืมจริงๆ และเดินออกมาจากสนามซ้อมเลย แต่ก็พยายามจะกลับไป แต่สุดท้ายพบว่าคนตรวจเขาไม่อยู่แล้ว"
เซอร์ อเล็กซ์บอกว่า การลืมไม่ใช่ข้ออ้าง และเรื่องนี้ริโอต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสันยืนยันว่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน เขาจะยืนเคียงข้างริโอไปตลอดทาง
28 ตุลาคม 2003 เอฟเอแถลงการณ์ว่า "ริโอ เฟอร์ดินานด์ ทำผิดกฎข้อ E26 ด้วยการปฏิเสธ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสารกระตุ้น" ส่วนการตัดสินคดี ว่าจะลงโทษหนักแค่ไหน จะมีขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2003
ริโออธิบายว่า "ผมรู้สึกว่าข้อหาที่เอฟเอชี้แจงมันไม่ถูกต้อง เพราะผมไม่ได้ปฏิเสธหรือไม่ให้ความร่วมมือ ผมแค่ลืมเท่านั้น ผมยินดีจะไปตรวจสารกระตุ้นในวันนั้นทันที อีกอย่างคนตรวจก็ไม่ได้แจ้งเวลาแบบเป๊ะๆ มาด้วยว่า ผมต้องตรวจกี่โมง ตรวจที่ไหน มันจึงเกิดความสับสนได้"
สำหรับต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้งานริโอ ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงวันตัดสินโทษ ซึ่งระหว่างนั้น ริโอยื่นข้อเสนอให้เอฟเอ ตรวจรากผมของเขา เพราะจะสามารถช่วยยืนยันว่า 6 เดือนที่ผ่านมา เขารับยาหรือสารกระตุ้นอะไรไปจริงหรือไม่ แต่ทว่าเอฟเอปฏิเสธ
การสืบสวนคดี กินเวลาหลายวัน มีการสืบพยานหลายปาก ทั้งตัวริโอเองที่ต้องให้ข้อมูลในวันที่เกิดขึ้น และมีการสอบถามเซอร์ อเล็กซ์ว่าตัวนักเตะมีพฤติกรรมอย่างไรตลอดเวลาที่ร่วมงานกัน รวมไปถึงมีการสอบถามทีม Tester ในวันนั้นด้วย
ในที่สุดวันตัดสินคดีก็มาถึง คณะกรรมการวินัยของเอฟเอ ได้ข้อสรุปคือ "ริโอ เฟอร์ดินานด์ จะถูกแบน 8 เดือน เริ่มตั้งแต่ 12 มกราคม 2004 และถูกปรับเงิน 5 หมื่นปอนด์"
1
การโดนแบน 8 เดือนแปลว่า เขาจะไม่สามารถลงเล่นครึ่งซีซั่นหลังของแมนฯยูไนเต็ดได้ทุกถ้วย รวมไปถึง ไม่สามารถลงเล่นยูโร 2004 รอบสุดท้ายได้อีกด้วย เขาจะกลับมาได้อีกที คือฤดูกาลหน้าเลย
ริโอยอมรับว่าช็อก "ผมคิดว่าผมฟังผิด ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่า 8 สัปดาห์หรือเปล่า แต่ไม่ใช่ มันคือ 8 เดือนจริงๆ พวกเขากล้าพรากเกมฟุตบอลที่ผมรักไปเกือบปี น้ำตาผมไหลลงมา ผมหัวหมุนไปหมด ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าผลการตัดสินแบบนั้นออกมาได้อย่างไร"
เมื่อผลออกมาแบบนั้น มัวริซ วัตกินส์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของแมนฯยูไนเต็ด แถลงการณ์ทันที โดยกล่าวว่า "เราผิดหวังมากกับผลที่ออกมา มันเป็นความโหดร้ายที่รุนแรงจริงๆ แต่เรายืนยันว่า ริโอ จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแน่นอน"
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพยายามอุทธรณ์อีกครั้ง และหาหลักฐานทุกอย่าง รวมถึงเคสตัวอย่างจากประเทศอื่นๆ มาอ้างอิง แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นผล เอฟเอยังคงให้โทษแบน ยึดอยู่ที่ 8 เดือนตามเดิม สุดท้ายริโอ ก็จึงต้องจำใจรับโทษแบนด้วยความเจ็บปวด สาเหตุเพราะการหลงลืมที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
ความโหดคือ การโดนแบน 8 เดือน เพราะการลืม มันเทียบเท่าหรือใกล้เคียง กับคนที่ตรวจเจอสารกระตุ้นจริงๆ เลยด้วยซ้ำ อย่างกรณีของอาเดรียน มูตู ที่ตรวจเจอว่าเสพโคเคน โดนแบน 7 เดือน หรือโคโล่ ตูเร่ ที่ใช้ยาลดน้ำหนักของภรรยา โดนแบน 6 เดือน
หลักคิดของหน่วยงานตรวจสารกระตุ้น คือ คุณไม่ยอมตรวจ แปลว่าหลังจากนั้น อาจจะไปหาวิธีทำให้ร่างกายตัวเองคลีน ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้ มันเป็นการสื่อถึงความไม่บริสุทธิ์ใจ ดังนั้นเมื่อเรื่องไปถึงสมาคมฟุตบอลอังกฤษ จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ
และจากเคสนี้ ผ่านมาแล้ว 20 ปี ไม่เคยมีนักฟุตบอลคนใดลืมตรวจสารกระตุ้นอีกเลย และแน่นอนว่าตัวริโอเอง ก็ได้รับบทเรียนในชีวิต และได้รู้ว่าการลืมในเรื่องสำคัญ มันอาจส่งผลกระทบรุนแรงแบบที่เขาคาดไม่ถึง
------------------------
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างมาก ในวงการกีฬา ว่าหน่วยงานตรวจสารกระตุ้น จะสามารถไปตรวจคุณได้แบบเซอร์ไพรส์ได้เสมอ ที่ไหนก็ได้ ตัวนักเตะต้องมีร่างกายที่คลีนอยู่เสมอ และพร้อมให้ความร่วมมือตลอดเวลา
การลืมแบบริโอ ไม่สามารถเป็นข้ออ้างได้ คุณบอกว่าลืม ใครจะไปรู้ว่าคุณพูดจริง อาจจะแค่หาวิธีหลบเลี่ยงก็ได้ ดังนั้นบทลงโทษก็ต้องหนัก และแรงพอๆ กัน
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ไม่สน แม้จะไม่มีริโอ ไว้ใช้งานในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างยูโร 2004 เพราะความโปร่งใสเรื่องการใช้สารกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า
สำหรับนักกีฬาอาชีพ เรื่องการตรวจโด๊ป หรือสารต้องห้ามนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จุดประสงค์เพื่อการแข่งขันที่แฟร์ และไม่มีใครได้เปรียบจากการใช้สารเคมีเพิ่มพลัง จะชนะหรือแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังของตัวเองครับผม
#DRUGCHEAT
7 บันทึก
40
6
7
40
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย