10 ส.ค. 2023 เวลา 02:50 • ปรัชญา

วิบากกรรม กับ พันธุกรรม

คนเราเมื่อใกล้เสียชีวิต จะระลึกถึงภาพความทรงจำเก่าๆขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เป็นการบีบอัดข้อมูลในภพชาติปัจจุบัน เพื่อบันทึกเข้าสู่จุติจิต ก่อนที่กายหยาบจะสูญสลายไป
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Aging Neuroscience วารสารเกี่ยวกับสมองชั้นนำของโลก ฉบับ 22 กุมภาพันธ์ 2022  โดย ทีมนักวิจัย จาก สหรัฐ แคนาดา และ จีน ถึง 13 ท่าน ทำการทดลองร่วมกัน พบว่า
ก่อนและหลังหัวใจหยุดเต้น30 วินาที สมองจะประมวลผลความทรงจำของชีวิตอีกครั้ง
ดร. อัจมาล เซมมาร์ (Ajmal Zemmar) แห่งมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ หนึ่งในทีมนักวิจัย บอกว่า เป็นความบังเอิญที่เราค้นพบเรื่องนี้
ในตอนแรกของการทดลอง ไม่มีใครคิดว่า คนใกล้ตายจะมีสัญญาณของคลื่นสมองที่เหมือนกับคนกำลังทำสมาธิหรือฝันอยู่
ในทางพุทธ บอกว่า ความทรงจำเหล่านั้นอาจเป็นการกระทำเก่าๆ  เช่น เคยฆ่าสัตว์ ภาพของสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าจะปรากฏอย่างชัดเจน  หรือ ปรากฏในรูปสัญลักษณ์ เช่น เห็นมีด ปืน ที่ใช้ในการสร้างกรรม
ส่วนบุญก็จะปรากฏตามที่สร้างมา ภาพของการถือศีล ทำทาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ปรากฏให้เห็น
ดังนั้น ภาพนิมิตที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามกรรมเก่าที่เคยทำ
กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากภายในไม่กี่วินาที
แต่เนื่องจากจิตในขณะนั้นมีความไวสูงกว่าแสง ทำให้เวลาจิตยืดยาวขึ้น พอที่จะรับรู้เหตุการณ์ในชีวิตที่ผ่านมามากมาย
ภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมง เรายังสามารถ download ทั้งเรื่อง เสร็จภายในเวลาไม่กี่วินาที
แต่จิตทำงานเร็วกว่าระบบดิจิตอลเป็นล้านเท่า
ดังนั้น กระบวนการบันทึกกรรมจะเกิดขึ้นทันทีทันใด แม้เสียชีวิตแบบกะทันหัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการ download เรื่องราว
ของชีวิตทั้งหมด
หลังจากนั้น จะเกิด “คตินิมิต” ตามมา  คือ ลักษณะของภพที่จะไปเกิดใหม่ ปรากฏให้เห็นผ่านทวารหก ทางใดทางหนึ่ง เช่น ได้กลิ่นหอม เสียงอันไพเราะ ภาพวิมานแก้ว  หรือ กลิ่นเหม็น  เสียงโหยหวน  เปลวเพลิง  
 
ดร.ปีเตอร์ โนเบิล (Peter Noble) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่า หลังเสียชีวิต ยีนและดีเอ็นเอในร่างกายส่วนหนึ่ง กลับทำงานอย่างหนักขึ้นต่อไปอีก 24 ชั่วโมง ทั้งที่มันควรจะหยุดทำงานไปแล้วตั้งแต่สมองตาย
ดร.พีจอท กาจาเจฟ ( Dr.Pjotr Garjajev ) นักชีวโมเลกุลที่ศึกษาเรื่องดีเอ็นเอมาอย่างยาวนานบอกว่า
ดีเอ็นเอมีความสามารถในการส่งต่อข้อมูลเข้าไปในมิติที่ห้าได้
นั่นหมายความว่า ขณะเสียชีวิต ร่างกายพยายามถ่ายทอดข้อมูลของชีวิตผ่านทางดีเอ็นเอด้วย
และระหว่างมีชีวิตอยู่ DNA นี่แหละ คือ ตัว download พลังแห่งกรรม เข้ามาจากอีกมิติ
และเหนี่ยวนำตัวเจ้าของดีเอ็นเอนั้นให้เกิดบุคลิกภาพ ความรู้สึก โรคภัยไข้เจ็บ ไปตามกรรมเก่าที่สะสมมา
วิบากกรรม กับ พันธุกรรม จึงมีความสัมพันธ์กันผ่านช่องทางนี้
ดร.พีจอท กาจาเจฟ บอกว่า  DNA ส่วนที่ทำหน้าที่รับพลังแห่งวิบากกรรม คือ DNA ส่วนที่ไม่ได้กลายเป็นยีน (Junk DNA)
ปกติคนเราก็มีความทรงจำเก่าๆผุดขึ้นมาอยู่ทุกวันในรูปของความฝัน
นิมิตตอนใกล้เสียชีวิตแบ่งออกได้ เป็นสี่แบบคล้ายกับความฝัน คือ บุพพนิมิต   จิตอาวรณ์   เทพสังหรณ์  และ ธาตุกำเริบ
ซึ่ง บุพพนิมิต กับ เทพสังหรณ์ ถ้าเกิดขึ้นกับผู้ใด จะทำให้รู้ถึงภพภูมิที่จะไปหลังจากเสียชีวิต
ส่วน จิตอาวรณ์ และ ธาตุกำเริบ เป็นเพียงภาพหลอน ที่เกิดจากความแปรปรวนของกายและจิตขณะป่วยหนัก
คนที่ฝึกเจริญสติสมาธิจนถึงในระดับที่คุมนิมิตได้ จะสามารถเลือกให้ภาพสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเป็นไปตามที่ปรารถนา
พระพุทธองค์ จึงทรงบอกว่า ถ้ามีสติ กรรมเก่าก็ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้น ควรฝึกภาวนาด้วย นอกจากการทำบุญ ทำทาน ถือศีล
ความรู้สึกสุดท้ายก่อนเสียชีวิตสำคัญมาก แต่ถ้าไม่เคยฝึกสมาธิ เจริญสติ มาเลย ยากที่จะคุมความรู้สึกในช่วงนี้ได้
เพราะขณะนั้นสภาพร่างกายอ่อนแอเต็มที ระบบร่างกายแปรปรวนด้วยฤทธิ์ยา มีความเจ็บปวด จิตใจว้าวุ่น สับสน ห่วงใย
ไม่อยากตาย  ต้องใช้กำลังสมาธิสติมากกว่าปกติหลายเท่า จึงจะคุมจิตอยู่
ฝึกนั่งสมาธิ ถึง ฌาน 2 ก็เห็นนิมิตแล้ว ทำบ่อยๆ จนคุ้นเคยกับมัน ในที่สุดจะควบคุมมันได้ และไม่กลัวตายอีกเลย
นั่นเพราะเราสามารถเลือกไปในภพภูมิใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้  แม้ว่าจะเคยสร้างกรรมมาบ้างก็ตาม อย่างน้อย ขอไปเกิดในภพที่สูงไว้ก่อน
ส่วนบุญจากการให้ทาน ถือศีล จะส่งผล หลังจากที่ได้ถือกำเนิดในภพใหม่แล้ว
ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมไอน์สไตน์ ถึงบอกว่า ในอนาคตจะเหลือศาสนาแห่งจักรวาลเพียงศาสนาเดียว นั่นก็เพราะการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับสิ่งที่พุทธศาสนาบอกมาก่อนตั้งสองพันห้าร้อยปี
ไม่ว่าเรื่อง เวลายืดหด  ปรมาณู  มิติต่างๆ  เรื่องจักรวาล  การทำงานของสมอง ฯลฯ
***ขอขอบคุณผู้เขียนและผู้ส่งมาให้อ่านขออนุญาตแบ่งปันต่อนะครับ***
โฆษณา