22 ส.ค. 2023 เวลา 12:32 • นิยาย เรื่องสั้น

ชีวิตบัดซบที่ไม่คิดว่ามีจริง EP.3 : เด็กน้อย

ครูอ่านเรียงความของเราถึงกับเรียกเราไปถามว่า”ครอบครัวเราเป็นอย่างที่เขียนจริง ๆ เหรอ” เราก็บอกว่า ”จริงครับครู"...
พอเราจบ ป.4 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเราอีกแล้ว...ละ เราถูกส่งไปอยู่กับพ่อที่อยุธยา บ้านที่เราอยู่เป็นห้องแถวไม่ใหญ่มาก พ่อให้เราไปอยู่ในครัวใกล้ห้องน้ำที่โดยใช้ตู้เสื้อผ้ากั้น โดยมีพื้นที่ประมาณ 2 คูณ 3 เมตรเพื่อใช้สำหรับนอนเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆนอนที่ห้องนอนเรา ห้องที่พ่อจัดให้เรานอนอยู่ห้องครัวซึ่งเต็มไปด้วยแมลงสาบและหนูวิ่งยั๊วเยี๊ยเต็มไปหมด(กว่าเราจะนอนได้คืนแรกก็เกือบเช้าเลยเพราะเราเกลียดหนูและแมลงสาบมาก)
เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราต้องเป็นส่วนเกินของบ้านอยู่เสมอ พ่อจะคิดถึงคนอื่นก่อนและเราเป็นคนสุดท้ายที่พ่อเราจะคิดถึงเสมอแต่ในใจเราลึกๆคิดว่าพ่อเค้าคงให้ความอบอุ่นหลังจากที่เราเสียแม่ไปไม่มากก็น้อย...แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย กิจวัตรประจำวันของเราที่นี่เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนตี 5 ทำงานบ้านกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจานก่อนไปโรงเรียน
1
สิ่งที่เราดีใจมากที่สุดคือพ่อส่งเราเรียนโรงเรียนเอกชลซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชลที่ดีแห่งหนึ่งในละแวกนั้น ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน มีทั้งรถรับส่ง อาหารกลางวันดีๆ และที่สำคัญที่สุดคือมีห้องดนตรี ทันทีที่เปิดเทอมเราสมัครเข้าชมรมดนตรีทันทีเพราะเราชอบร้องเพลงและเราอยากเล่นดนตรีเป็น แต่ที่สำคัญกว่านั้นเราคิดว่าดนตรีจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราลืมความทุกข์ในช่วงเวลานั้นได้ ช่วงเวลาที่เราอยู่ชมรมดนตรีเรามีเพื่อนหลายคน และมีกิจกรรมหลายอย่างทำให้เราสนุกและความสุขมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเรียนวิชาดนตรีเรามีความสุขมาก เพราะครูใจดีและสอนเก่งแต่เสียอย่างเดียวเครื่องดนตรีมีแค่เปียนโนกับอิเล็กโทน ทำให้เราเล่นเปียนโนและอิเล็คโทนเป็นเร็วซึ่งสมัยนั้นเราก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันเพราะเราขยันซ้อมมากเราอยากเล่นดนตรีเก่งๆเพื่อเล่นให้พ่อเราฟังเราอยากให้เขาภูมิใจในตัวเรา เวลามีกิจกรรมเราช่วยครูอย่างสุดความสามารถจัดโน่นทำนี่เท่าที่เราทำได้ แต่ที่ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับเด็กดื้ออย่างเราคือการสมัครเป็นแดนเซอร์
1
ถามว่าเราอายไหมแรก ๆ ก็อายพอนาน ๆ เข้าก็กลายเป็นความสนุกและทำอะไรอีกหลายอย่างจนลืมความทุกข์ไปเลย หลังจากความสุขผ่านไปไม่นานเราก็ถูกผู้ใหญ่รังแกจิตใจเราอีกครั้งซึ่งคนคนนั้นก็คือครูเรานั่นเอง
ในงานเข้าพรรษาปีหนึ่ง(จำไม่ได้ว่าปีไหน)ครูก็บอกว่าตอนนี้ทางโรงเรียนกำลังหาตัวแทนโรงเรียนไปร้องเพลงในงานแห่เทียนเข้าพรรษาที่จังหวัดจัดขึ้น ซึ่งครูบอกกับเราว่าครูได้เลือก 2 คนไว้ในใจ
โดยมีเรากับเพื่อนเราเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปร้องเพลง ซึ่งเพื่อนเราเป็นตัวจริงส่วนเราเป็นตัวสำรอง ครูบอกว่าหากใครไปร้องในวันงานไม่ได้จะได้มีอีกคนเป็นตัวแทน ครูสอนให้เรากับเพื่อนซ้อมร้องเพลงทุกๆวัน เราดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนถึงแม้ว่าจะเป็นตัวสำรองก็ตาม เราเก็บเอาความดีใจนี้ไปบอกกับพ่อว่าเราได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปร้องเพลงในงานจังหวัด เราอยากทำให้พ่อเราภูมิใจในตัวเราและรักเราบ้าง...
ในช่วงเวลาที่ใกล้วันจัดงานเราหมั่นฝึกร้องเพลงทุกวันทั้งช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน เพลงที่ครูเลือกให้เราร้องชื่อเพลงว่า “กระจกร้าว” ของพี่เป้ไฮร็อค ทุกคนในวัยใกล้ๆเคียงกับผมน่าจะเคยฟังซึ่งเป็นเพลงที่ร้องโคตรยากเพราะเสียงสูงมาก เพื่อนกับเราฝึกอย่างหนักทุกวันเพราะกลัวโรงเรียนจะเสียชื่อเสียง ยิ่งใกล้วันงานเรายิ่งตื่นเต้นเพราะครูบอกว่าจะมีสถานีโทรทัศน์มาถ่ายไปออกข่าวด้วย และที่สำคัญกว่านั้นเพื่อนเราบอกครูว่ามีธุระจำเป็นและไปร้องเพลงในวันงานไม่ได้ ยิ่งทำให้เราฝึกหนักขึ้นเรื่อย ๆไปอีก
จนในบางวันลืมขึ้นรถโรงเรียนเลยต้องให้ครูไปส่งที่ท่ารถเพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านเล่นเอามืดเลยพอถึงหน้าบ้าน พ่อยืนคอยและถือไม้เรียวพ่อหาว่าเราหนีไปเล่นจนไม่กลับกับรถโรงเรียน เราอธิบายเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เราทั้งโดนด่า โดนตี และแถมโดนตบหน้าหันหาว่าเราเถียง...ไม่เป็นไรเราคิดในใจ...เดี๋ยวก็ถึงวันงานแล้ว ถ้าเราได้ไปร้องเพลงและออกทีวีให้พ่อภูมิใจพ่อคงเข้าใจเราเอง
และงานแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอยุธยาก็มาถึง เราตื่นแต่เช้าเพราะตื่นเต้นมาก เรารีบทำงานบ้านและก็ออกไปรอรถโรงเรียน เราคิดในใจว่าวันนี้พ่อจะภูมิใจในตัวเรา พอถึงโรงเรียนเรารีบวิ่งไปห้องซ้อมดนตรีทันที สิ่งที่เห็นคือเพื่อนเรามาโรงเรียน ซึ่งเมื่อวันก่อนมันบอกกับครูว่ามันมาไม่ได้ เราได้แต่คิดในใจว่า“มึงมาทำไม?” สุดท้ายครูเลือกเพื่อนเราขึ้นร้องเพลง เราได้แต่นั่งซึมเพราะทำอะไรไม่ได้
1
พอกลับบ้านไปสิ่งแรกที่พ่อกับแม่ใหญ่ถามคือเป็นไงได้ออกทีวีมั้ย เราก็บอกไม่ได้ร้องครูเลือกเพื่อนไปร้อง พวกเค้าหัวเราะเยาะเราแล้วยังหาว่าเราเป็นเด็กขี้โกหก เราได้แต่คิดในใจว่า”ทำไมครูทำกับเราแบบนี้เอาอีกแล้วเราโดนผู้ใหญ่ทำร้ายเราอีกแล้ว”แล้วก็ได้แต่นอนร้องให้เพราะเจ็บใจมากแต่ทำอะไรไม่ได้...
พอเวลาผ่านไปเราค่อยๆลืมความเจ็บใจในครั้งนั้นหันไปตั้งใจเรียนเพื่อให้พ่อได้ภูมิใจและหันมามองเราเป็นลูกคนหนึ่งบ้าง จนมาวันหนึ่งพี่สาวคนที่เคยดูแลเราก็ย้ายมาอยู่ด้วยที่บ้านหลังนี้พร้อมกับลูกของเค้า และแล้วเรื่องที่เราเสียใจที่สุดก็เกิดขึ้น........
วันหนึ่งหลังจากเลิกเรียนทำการบ้านเสร็จกินข้าวและก็มานั่นดูทีวีเหมือนทุกวัน พ่อก็เอาลูกของพี่สาวมาเล่น เราก็นั่งมองและก็นึกสนุกจึงเข้าไปเล่นกับเค้าด้วย พ่อนอนแล้วก็อุ้มน้องขึ้นเหมือนกับที่ผู้ใหญ่เล่นกับเด็กเล็ก ๆ เราเข้าไปกอดพ่อจากด้านหลังแล้วก็หัวเราะ พ่อหันหน้ามาหาเราแต่สีหน้าขมึงตึงแล้วก็ใช้เท้าถีบเราออกไปพร้อมพูดขึ้นมาว่า “ออกไปไกลๆกูเกลียดมึง” ในความรู้สึกตอนนั้นมันจุกอกจนร้องให้ไม่ออกมันแน่นไปหมด แล้วก็ลุกเดินออกไปหลังบ้านและแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาแต่ออกเสียงร้องไม่ได้”
1
ขาที่ถูกถีบออกมาก็เจ็บเพราะมันถูกับเสื้อน้ำมัน ใครที่เคยถูกับเสื้อน้ำมันแบบแรงๆน่าจะเข้าว่ามันแสบขนาดไหน สุดท้ายได้แต่นั่งมองพ่อเค้าเล่นกับน้อง เแล้วเราก็หลับไปพร้อมน้ำตา ทำไมพ่อไม่รักเราเหมือนรักหลานเขาบ้าง ทำไมเราเกิดมาไม่มีใครรักเลย
วันเวลาผ่านไป จนเราขึ้น ป.6 เกรดเฉลี่ยเราอยู่ที่ 3 กว่าๆ ชีวิตเราก็ซ้ำๆเดิมทุกวัน การโดนตีเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตเรา จนมาวันหนึ่งเรื่องที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายของครอบครัวเรา เรื่องมีอยู่ว่าพี่สาวเราท้อง(อีกแล้ว)ซึ่งในตอนนั้นเรางงมากเพราะพี่สาวไม่ได้คบกับใคร ทำงานก็ที่ทำงานที่เดียวกับพ่ออีกทั้งยังไม่มีแฟนแล้วท้องได้ยังไง??? ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าพี่สาวท้องกับพ่อเรา (พี่สาวเป็นลูกติดแม่ใหญ่ถ้าใครติดตามใน EP.2 จะทราบ)
เราไม่กล้าถามพ่อว่าทำแบบนี้ทำไม เราได้แต่แอบฟังผู้ใหญ่เค้าคุยกัน จนเรารู้ว่าแม่ใหญ่เป็นคนให้พ่อเราเอาพี่สาวทำเมียเพราะเงินทั้งหมดจะได้ไม่ไปไหนแกรู้ดีว่าพ่อของเราเป็นคนเจ้าชู้ถ้าพ่อมีเมียน้อยเป็นคนอื่นเงินในบ้านจะออกไปข้างนอกหมด เรื่องทั้งหมดเป็นความคิดของแม่ใหญ่ พ่อ และพี่สาว ทั้งหมดตกลงกันโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนรอบด้านรวมถึงเราแม้แต่น้อยพวกเขาทำอย่างนี้ทำไม คำถามนี้อยู่กับเราจนโต เราปล่อยให้วันและเวลาผ่านไปเพราะเราทำอะไรไม่ได้ได้แต่ทำใจและตั้งใจเรียนต่อ
1
เทอมสุดท้ายปลายปีป.6ใกล้สอบปลายภาค ครูวิชาภาษาไทยมีงานให้ทำเพื่อเก็บคะแนน โดยให้เขียนเรียงความหัวข้อเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ด้วยความที่เราเป็นเด็กมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เราเก็บไว้ในใจมาโดยตลอดหลายปี เราเลยเขียนเรียงความที่ครูสั่งไปเหมือนได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาทั้งหมด 3 หน้ากระดาษ ครูอ่านเรียงความของเราถึงกับเรียกเราไปถามว่า”ครอบครัวเราเป็นอย่างที่เขียนจริง ๆ เหรอ” เราก็บอกว่า ”จริงครับครู” ครูก็ได้แต่บอกว่า”สู้ๆต่อไปนะเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”
1
แล้วเราก็กลับบ้านแบบสบายใจที่สุดเพราะได้ระบายความรู้สึกของเราทั้งหมดออกมาลงในกระดาษ 3 แผ่นนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งพี่ๆญาติของแม่ใหญ่เค้ามาเยี่ยมแม่ใหญ่กับพี่สาว เรากับเค้าก็นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานบริเวณหน้าบ้าน พวกเขาปูเสื่อนั่งคุยกันส่วนเรานั่งบนเปลญวน ประมาณ 1 ทุ่ม เราได้ยินเสียงพี่สาวตะโกนเรียกเราเสียงหลง “ไอ้...มึงอยู่ไหน” ผมร้องตอบ “อยู่นี่” พี่สาวผมเดินมาตามเสียงพร้อมสมุดเล่มหนึ่งแล้วง้างมือตบเข้าที่หน้าเราอย่างแรงจนเราตกจากเปลพร้อมทั้งด่าว่า
1
“มึงทำอะไร มึงเขียนแบบนี้ทำไม มึงประจานกูเหรอ” พร้อมทั้งดึงเราเข้าบ้านไปในครัวและก็ถูกโยงเข้ากับขื่อตีเราด้วยหวายอันเดิมอย่างนับไม่ถ้วน จนเลือดเต็มตัวเราไปหมดพี่ยังไม่หยุดตี จนกระทั่งพี่ที่เป็นญาติของแม่ใหญ่มาห้ามให้เลิกตี เราทั้ง งง และตกใจว่าเราทำอะไรผิดอีกเหรอสับสันและกลัวไปหมด เราร้องไห้และซุกตัวอยู่ในมุมห้องเล็กๆของเราอยู่หลายชั่วโมง และค่อยๆออกมากินข้าวเพราะหิว ระหว่างที่เราซุกตัวอยู่ในมุมห้องเราก็ได้ยินพี่เค้าคุยกับพี่สาวว่า “ไปตีมันทำไมตีมันขนาดนั้นเดี๋ยวมันก็ตายพอดี”
1
พี่สาวเราบอกว่าเค้าว่าเค้าแอบไปเปิดกระเป๋าเรียนของเราเพื่อหาอะไรไม่รู้แล้วก็ไปเจอสมุดวิชาภาษาไทยเลยอ่านที่เราเขียนเรียงความหัวข้อ “ครอบครัวของฉัน” เลยโมโหสิ่งที่เราเขียนในเรียงความวันนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องเราถูกทำร้าย ความไม่ยุติธรรมในบ้าน และพ่อเอาลูกเลี้ยงไปทำเมีย พี่สาวหาว่าเราเอาครอบครัวไปประจาณ ในตอนนั้นเราเจ็บปวดมากคิดถึงแม่มาก พ่อมีก็ไม่ช่วยเราเลยได้แต่ยืนดูเราโดนตี
เราไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วทำอะไรก็ไม่ถูกใจใครสักอย่าง ไม่มีค่าในสายตาใครอยู่แล้วตายๆไปคงไม่มีใครสนใจเราหรอก ในใจสับสนไปหมด แล้วพี่ที่เป็นญาติแม่ใหญ่ก็เข้ามาหาเราแล้วก็ปลอบเราจนเราหยุดร้องไห้ แล้ววันเวลาก็ผ่านไปเรายังคงโดนตีอยู่บ่อย ๆเราต้องทนอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะใช้ศัพท์คำไหนเรียกพี่สาวทั้งๆที่เรียกพี่มาตั้งแต่เด็กแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเมียพ่อเราไปแล้ว....
1
จบ EP.3
โปรดติดตาม EP.4 แล้วเราก็จบ ป.6 กำลังตัดสินใจว่าจะไม่เรียนต่อ แล้วก็มีสิ่งกระตุ้นให้เราเปลี่ยนใจ...
โฆษณา