“ฉิบหายแน่”

บทสรุปส่งท้าย (3)
ก่อนจะเดินหน้าเล่าต่อถึงปัญหาของอียู หรือ เรื่องลับลวงหลอกของอียู...ผมขอเล่าข้อมูลเพิ่มอีกหน่อย เกี่ยวกับ นาย Romano Prodi
เผื่อจะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจ เรื่องราวของอียู และ ฉากยูเครนเพิ่มขึ้นอีก…และทำให้ท่านผู้อ่านมองเรื่องของอียู
ยูเครน และ +++ ได้ชัดเจนขึ้น
2
นาย Romano Prodi ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการของอียู
(President of European Commission …ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียว
กับที่คุณนายหน้าเหี้ยมเออซูลา เป็นอยู่ในปัจจุบัน)
และ ได้ผลักดันอย่างสุดแรง ในการรับสมาชิกอียู รุ่น big bang นั้น …
เขามีประวัติน่าสนใจไม่น้อยเลย
1
นาย Prodi นั้น เป็นชาวอิตาเลียน …ที่ได้รับความชื่นชมอย่างมาก
จากบรรดาพวกอีลิตของยุโรปและอเมริกา…
ว่าเป็นคนเก่งมาก เก่งอย่างรอบตัว ชนิดหาตัวจับยากด้วย
เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เป็นนักวิชาการที่ทรงภูมิ
เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
เป็นนักการเมืองและ ผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง
ที่มีนโยบายค่อนไปทางเอียงซ้าย…
และ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิตาลี ถึง 2 สมัย…
1
เขาเก่งถึงขนาดนั้นจริงหรือ
จริงไม่จริงผมไม่รู้ …
รู้แต่ว่า นาย Prodi ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมาธิการของอียู
ในช่วง ปี คศ 1999 - 2004…
ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ฝ่ายตะวันตก กำลังหลอกต้ม
และ ทุบสหภาพโซเวียต…จนแหลกเละ…
เลยมาจนถึงเรื่องปฏิวัติสีส้ม 1 ของยูเครนนั่นเลย
คงมีผู้สงสัย …ไหนว่าพวกตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา
ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ว่ารังเกียจพวกเอียงซ้าย …
และไม่เห็นชอบอย่างยิ่งกับระบอบคอมมิวนิสต์
อย่างไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงนั้น
แล้วทำไมถึงยินยอม (หรือจัดการ!?) ให้มีการแต่งตั้ง
นาย Prodi …ที่เป็นพวกเอียงซ้ายเข้ามารับตำแหน่งสำคัญมากในอียู
1
เออ…ใช้พวกเอียงซ้าย ไปหลอกต้มพวกอดีตสหภาพโซเวียต
ที่เป็นซ้ายจัด …ให้พลิกย้ายมาอยู่อีกฟากนึงได้นี่ …
มันน่าจะเป็นสุดยอดยุทธศาสตร์ ของการลวงหลอกต้มอย่างเนียนเลยนะ
2
และอาจมีผู้งุนงงขึ้นไปอีก หรือ หายงุนงงไปเลย …
ถ้ารู้ว่า นาย Prodi นั้น เขาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ ของ Goldman Sachs
บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ ของบ้านไอ้ปากเหม็น …
ที่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหัน การเมืองในบ้านไอ้ปากเหม็นได้
และ นอกบ้านปากเหม็นก็ยังทำได้ด้วย (เช่น บ้านสมันน้อยไง!)
เพราะ เจ้าของตัวจริงของ Goldman Sachs …
ก็คือ CFR องค์กรของท่านหินร่วง…ตัวโปรดของผมนั่นเอง
โลกนี้มันซับซ้อน ลวงหลอกล่อลงหม้อตุ๋นจริงๆ
ผมไม่ได้ตั้งชื่อเพจ แบบตลกบ้าบ๊องนะครับ
1
นาย Prodi นั้น ยังเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้ง ของ Club de Madrid
ซึ่งก่อตั้งขึ้น ในปี คศ 2001 (คือเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย)
โดยแจ้งว่าเราเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (แต่แสวงหาอำนาจ !?!) …
และอ้างว่า วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง…
ก็เพื่อส่งเสริมการเป็นประชาธิปไตย และ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ของสากลประเทศ …ให้ไปในแนวทางของการเป็นประชาธิปไตย
1
Club นี้มีสมาชิก 126 คน จาก 73 ประเทศ …
สมาชิกทั้งหมด เป็นผู้นำประเทศหรืออดีตผู้นำประเทศ
หรือหัวหน้ารัฐบาล
และนาย Prodi ที่เอียงซ้าย …ก็เข้าไปร่วมเป็นสมาชิก
ของ Club นี้ …แถมเป็นสมาชิกรุ่นก่อนตั้งเสียด้วย
การประชุมก่อตั้ง Club de Madrid …
มีขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม คศ 2001 ระหว่างผู้นำของประเทศ
ที่ยังอยู่ในตำแหน่งจำนวน 32 คน
และ อดีตผู้นำฯ รวมทั้งตัวแทนของรัฐบาลของประเทศต่างๆ
อีก ประมาณ 100 คน …
งานใหญ่นะ …แต่ทำไมเงียบจัง ไม่ค่อยมีข่าวออกมาเลย
หรือเรื่องแบบนี้ เขาไม่ค่อยอยากให้ออกข่าวกัน
1
ผู้เข้าร่วมประชุมคนสำคัญ …หรือเป็นหัวหอกในการให้มีการประชุม
คือ ปธน Bill Clinton ของบ้านปากเหม็น
ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งในปลายปีนั้น
(Clinton เป็น ปธน 2 สมัย …ตั้งแต่ ช่วง 1993-2001)
กับ อีก 1 คนสำคัญ…คือ อดีต ปธน Mikhail Gorbachov
ของสหภาพโซเวียต …ที่เป็นคนสำคัญในการร่วมมือ…
กับฝ่ายตะวันตก (ปธน Bush ตัวพ่อ)
ในการทุบสหภาพโซเวียตให้แตก …
และ ส่วนที่แตกก็แยกมาเป็นประเทศ ที่มาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู
อีกคนสำคัญ คือ กษัตริย์ Juan Carlos ที่ 1 ของสเปน
ที่เหมือนเป็นตัวแทน ของฝ่ายยุโรป (สายไอ้นิ้วก้อย)
และ แน่นอน ต้อง มีนาย Prodi เข้าร่วมประชุมด้วย
ผู้เข้าร่วมประชุมอื่น ส่วนใหญ่เป็นผู้นำของประเทศ
แถบยุโรป …มีบ้าง ที่มาจากแถบละตินอเมริกา
เป้าหมาย(จริง!) ของ Club de Madrid …
คือ เพื่อวางแนวทาง ในการบริหารจัดการ ครอบงำ คัดท้าย
จนถึงควบคุม …หรือ สั้นๆ คือ แนวทาง “จัดการ”
กับประเทศ …ที่แตกแยกออกมาจากสหภาพโซเวียต …
ตามยุทธศาสตร์และ แนวทางที่อเมริกาต้องการ
1
ตัวละครหรือ สมาชิกสำคัญ ของ Club de Madrid
จึงแบ่งเป็น 2 พวก
คือ พวกหนึ่ง ….เป็น ตัวแทนของฝ่ายทุบ …คือ อเมริกาและพวก
กับ อีกพวกหนึ่ง …เป็น ตัวแทนของฝ่ายถูกทุบ …
คือ สหภาพโซเวียตและพวกแตกออกมา
และหน้าที่หลักของตัวละคร หรือ สมาชิกทั้ง 2 พวก
คือ ฝ่ายหนึ่งส่งลูก …อีกฝ่ายก็รับลูก …ไปเล่นต่อตามสั่ง!
Club de Madrid ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ …และขยายขอบเขตของการเสือก
เลยออกมาจากเรื่องเกี่ยวกับสหภาพโซเวียต …มาจนถึงการตั้งอียู และ อื่นๆ
เพื่อมาช่วยกันเล่นสกรัม อย่างที่กำลังดำเนินอยู่นี้
ปัจจุบันนี้ การเสือกได้มาถึงประเทศในแถบเอเซียด้วยแล้ว
เช่น พม่า … ซึ่งพวกตะวันตกอ้างว่า กำลังตกเป็นเหยื่ออย่างน่าเป็นห่วง
จากการแทรกแซงทางการเมือง โดยประเทศที่ไม่นิยมประชาธิปไตย คือ จีน
ฝ่ายตะวันตก จึงผนึกกำลังกันเพื่อต้านจีน ในพม่า
พร้อมกับแต่งตั้ง ให้นางอองซาน ซูจี เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์
ของ Club de Madrid ด้วย …น่าปลื้มมาก!
1
การกล่าวอ้างของตะวันตกคงได้ผล …เพราะฝ่ายรัฐบาลทหารของพม่า
จึงรีบจัดการกวาดล้างกองกำลังแฝงตัวของ “พวกตะวันตก” ในพม่า
จนไอ้อีแอบทั้งหลาย …รีบเก็บของเผ่นหนีกระเจิงกลับบ้านแทบไม่ทัน …
และ ท่านสมาชิกกิตติมศักดิ์ อองซานซูจี …ก็เลยได้รับของขวัญ …
ถูกดำเนินคดีข้อหาเป็นกบฎต่อประเทศ …และ ติดคุกไป …
1
พม่าเพิ่งใจอ่อน หรือเล่นบทใจดี ด้วยประกาศลดหย่อนผ่อนโทษ
ให้นางอองซานซูจี เมื่อวันวิสาขบูชา ที่ผ่านมานี้เอง …
ท่านสมาชิกกิตติมศักดิ์ เลยได้ย้ายกลับมานอนบ้านตัวเอง
แบบถูกกักบริเวณ…แทนการนอนคุก
1
เอะ…สูตรกลับมานอนบ้านนี่ ถ้าจะกำลังฮิต…
ไม่รู้เป็นความคิดของใครหลอกใครให้ใครหลอกประนีประนอมกับใคร
หม้อต้ม…มันวางเรียงกันแยะจนผมตาลาย
1
Club de Madrid ยังเป็นตัวตั้งตัวตี ในการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว
นาย Alexei Nalvalny …นักกิจกรรมทางการเมืองชาวรัสเซีย
ที่แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณพี่ปูติน อย่างเหนียวแน่น
และ จัดชุมนุมเพื่อประท้วงนโยบายของคุณพี่ปูตินทุกเรื่อง
ล่าสุด เขาถูกดำเนินคดี และต้องโทษจำคุกอยู่ในรัสเซีย…
โดยมี ไอ้ปากเหม็น และ ไอ้นิ้วก้อย ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง
ด่าคุณพี่ปูติน …และ เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว นายNalvany …
โดยสื่อให้ CNN ช่วยโหมข่าวอย่างไม่หยุด…แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไร…เพราะคุณพี่ปูตินของผมบอกว่า เกมแบบนี้มันหน่อมแน้มเกินกว่าเราจะไปเสียเวลาด้วย
1
ปัจจุบัน Club de Madrid …มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 121 คน
ทั้งหมด เป็น อดีตผู้นำประเทศ หรือ ผู้นำรัฐบาลโดยแบ่งตามโซนดังนี้ :
57 คน จากยุโรป
29 คน จากอเมริกา
19 คน จากอาฟริกา
16 คน จากเอเซีย แปซิฟิก
จาก 16 คน ที่มาจากเอเซียแปซิฟิก
มาจากประเทศไทย 1 คน …
ชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน (เยี่ยมจัง น้า)
1
เรื่องน่าสนใจของนาย Prodi ไม่ได้มีเท่านั้น
เขายังเป็นสมาชิกตัวเอ้ ของสมาคมลับ Bilderberg Group
ซึ่งเป็นสมาคมลับลึกยิ่งกว่า CFR (เจ้าประจำของผม) เสียอีก
Bilderberg Group ได้ก่อตั้งขึ้นในปี คศ 1954
มันเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกมาได้ไม่นานกี่ปี
โดยประเทศส่วนใหญ่ทางยุโรป ที่พังฉิบหายเกือบหมด
ต่างต้องซ่อมแซม หรือ สร้างเมืองใหม่ ด้วยเงินช่วยเหลือของอเมริกา
ตามโครงการ Marshall Plan…
ทำให้ให้บรรดาลูกหนี้ชาวยุโรปหัวสูง ที่เคยหย่ิงยะโส
รู้สึกหงุดหงิด จนพาลเหม็นขี้หน้าไอ้แยงกี้ไม่มีรากเหง้าไม่มีวัฒนธรรม
แต่ดันรวย… แล้วยังทำกร่าง…เพราะดันเป็นเจ้าหนี้พวกเราอีก…
เลยส่งเสียงเรียกร้องให้ Yankee Go Home …ออกมาทางสื่ออยู่บ่อยๆ
ไอ้แยงกี้เห็นอย่างนั้น ก็หงุดหงิดจัด จนทนไม่ได้…
หนอย …พวกมึงจนจะตายห่า
แถมยังเอาเงินของกูไปซ่อมบ้านซ่อมเมือง …
แทนที่จะคิดสำนึกในบุญคุณของกู
สดุดีกูบ้าง …กลับเนรคุณ ทำเบือนหน้าหนีกู แถมยังจะไล่กูอีก…
แบบนี้ จะ(ทน)ไหวเหรอวะ
1
แต่ที่สำคัญ …Marshall Plan นั้น…เป้าหมายจริง …
มันเหมือนเป็นการวางมัดจำ หรือการจ่ายล่วงหน้า
สำหรับให้พวกยุโรปเตรียมตัวให้พร้อม ในการเข้าร่วมฉาก
การบดขยี้สหภาพโซเวียต …
(แต่ตอนนั้นชาวยุโรปทั่วไปย่อมไม่รู้ถึงแผนนี้…
ถึงตอนนี้ก็ไม่แน่ ว่ารู้ตัวกันเท่าไหร่…
ว่าต้องเล่นบทในฉากไหน เพื่อเป็นการ “ใช้หนี้” เขา)
ร้อนถึงอังกฤษ ที่เหมือนเป็นหัวหน้าใหญ่ และใกล้ชิด
แบบคอหอยกับลูกกระเดือกกับอเมริกา มาถึง 2 สงครามโลก
จึงรีบออกหน้า …เดินสายจับมือกับบรรดาพวกยุโรป …
เพื่อบอกว่า…อเมริกากับยุโรปนั้น…เราเป็นหนึ่งเดียวกันนะ
อย่าเข้าใจเป็นอื่น …แล้วอังกฤษก็ใช้พวกเจ้ายุโรป จัดการออกหน้า
แสดงการก้มหัวจับมือกับอเมริกาโดยดุษฎี …
เป็นการยอมรับว่า อเมริกาเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก
1
แต่อเมริกา ฉลาดล้ำลึกกว่านั้น …โดยบอกกับบรรดาพวกเจ้ายุโรป
ว่าเป้าหมายจริง ของการรวมตัวระหว่าง อเมริกา กับยุโรป
(ที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตเจ้าอาณานิคมเกือบทั้งสิ้น )
มันเป็นเพียงแค่บันไดขั้นต้น สำหรับ “พวกเรา” พวกผิวขาวผมทอง …
ที่จะครองโลกอย่างเบ็ดเสร็จ …เหมือนมีรัฐบาลเดียวของโลกเลยนะ…
พวกเราแค่หลอก…(ให้เชื่อ) ว่า
การเป็นประชาธิปไตย มันคือการสร้างความเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครใหญ่กว่าประชาชน …เท่านั้นเอง
เข้าใจไหม “พวกเรา” ทำได้ไหม
1
[[[ หมายเหตุ:
โปรดอย่าลืมว่า อเมริกานั้น กำเนิดมาจากไหนกัน
พวกที่อพยพเข้าไปตั้งรกรากในอเมริกา…ส่วนใหญ่นั้นเป็นพวกไม่มี
แผ่นดินจะอยู่ เป็นหัวขโมย เป็นพวกขี้คุกขี้ตะราง มีคดีติดตัว
ต้องหนีออกมาจากประเทศตัว เป็นนักเลงหัวไม้ นักเผชิญโชค ฯลฯ
มาจากดินแดนต่างๆ …พวกมันสารพัดพันธุ์ สารพัดประเภทจริงๆ
หม้อต้มยี่ห้อ Bilderberg Group จึงสำคัญมาก และใหญ่มาก …
และยังมีการสุมฟืนไฟ ให้ร้อนระอุได้ในเกือบทุกบริเวณดินแดนในโลก
จนถึงปัจจุบัน
และมันก็เป็นแนวคิดแนวทางเดียวกัน ในความต้องการครอบครอง
หรือปกครองโลกนี้ของอเมริกา “หนึ่งเดียว” …
ไม่ต่างกันกับเป้าหมายของ CFR …ถังความคิดที่สำคัญมาก
ของอเมริกา ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี คศ 1921 …
คือหลังจากที่อเมริกา …ทำหน้าที่เป็นนายทุนใหญ่ให้อังกฤษ
ไปทำสงครามโลกครั้งที่ 1…
จนอังกฤษเป็นฝ่ายชนะสงครามได้ครอบครองดินแดนเกือบทั้งโลก
อเมริกา นั่งดู การยึดและครอบครองดินแดนต่างๆ
ที่อังกฤษ ยึดมาได้จากการชนะสงครามโลก
(ที่อเมริกาเป็นนายทุนให้เงินกู้แก่อังกฤษ )
แล้วคงคิดออก…ว่าตนเองควรดำเนินการต่อไปอย่างไร
ในการครองโลกใบนี้ ]]]
1
แล้วพวกเขา (ยุโรปกับอเมริกา) ก็จับมือกันเดินแผน
โดยแบ่งการกำกับดูแล(โลก) ตามโซนประเทศ
หรือ บริเวณดินแดนในโลก
รวมทั้งแบ่งระดับ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแล (โลก)
พวกเขายังมีการแบ่งชั้นวรรณะ ของสมาชิกของพวกเขาอีกด้วย
แปลว่า ภายในพวกเขาเอง ก็ไม่ได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน
คือ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย !!
1
เรื่องประชาธิปไตยนั่น มันเอาไว้หลอกเหยื่อ โง่ๆ เท่านั้นเอง
ทำความเข้าใจกันให้ดี นะครับ
ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหัวหอก…ในการเดินสายก่อตั้ง Bilderberg Group
ใน ปี คศ 1954… คือ Prince Bernhard …
พระสวามี ของพระราชินีจูเลียนนา แห่งเนเธอร์แลนด์
แหม…จะเอาพระสวามี ของพระราชินีอังกฤษออกหน้า
คงจะเอิกเกริกไปหน่อยไหม…
เอาที่มันดังน้อยหน่อย แต่ก็(ยัง)ใช้ได้ดีกว่า
ท่านผู้อ่าน ที่เคยอ่านนิทาน เรื่อง “มหาอำนาจ” มาแล้ว
คงจะพอจำได้ ว่าพระราชวงศ์ของเนเทอร์แลนด์ นั้น
เกิดขึ้นมาได้ ก็โดยการสนับสนุนของไอ้เกาะนิ้วก้อยนั่นแหล่ะ
เรื่องเดินสาย (เป็นนอมินี) แค่นี้ ทำไมจะทำให้ไม่ได้
สมาชิกรุ่นแรกของ Bilderberg … ส่วนใหญ่จึงมักเป็นเชื้อพระวงศ์
ระดับกษัตริย์ เจ้าชายเจ้าหญิงของโลกทางซีกยุโรป
หรือกลุ่มตะวันตก …โดยเฉพาะพวกที่เป็นเส้นสายของไอ้เกาะนิ้วก้อย
ต่อมาก็เพิ่มระดับประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐีระดับโลก
เข้าไปเป็นสมาชิกด้วย
และ รายชื่อสมาชิกจริง ก็ถูกปกปิดเป็นความลับ
เพราะเดี๋ยวชาวโลกมันจะเห็นความไม่เท่าเทียมกัน
ไม่เป็นเป็นประชาธิปไตยจริง …หรือยังไงนะ ?!?
1
แต่เมื่อไหร่ ที่บอกว่า “อะไร “ เป็นเรื่องลับ หรือ ความลับ
มันก็เหมือนเป็นบัตรเชิญ ให้ผู้คนอยากเข้าไปขุดค้น
จากการขุดค้นของชาวโลกที่ไม่ชอบถูกเชือกจูง
ทำให้รู้ว่า เจ้าชายฟิลิป พระสวามีของ พระราชินีเอลิซาเบธ ที่ 2
และ กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส แห่งสเปน…ก็เป็นสมาชิก Bilderberg ด้วย
(สเปน นั้น ก็เคยอยู่ในสังกัดของไอ้เกาะนิ้วก้อย เช่นกัน)
1
กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส นั้น อื้อฉาวไม่เบา…
วันหนึ่งแอบไปล่าสัตว์ยิงช้างป่าในอาฟริกา แต่เรื่องแดงออกมา
เพราะตัวเองดันเกิดอุบัติเหตุเสียเอง จนต้องหามกลับบ้าน
ชาวสเปนรู้เข้า ก็เลยออกมาประท้วงเป็นการใหญ่
เพราะกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส นั้น เป็นสมาชิกใหญ่ ของ WWF
หรือ World Wildlife Fund…หรือสมาคมพิทักษ์สัตว์โลก
ซึ่งอ้างว่าตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาชีวิตสัตว์โลก
แต่ดันไปเล่นล่าสัตว์ ยิงช้างป่าของอาฟริกาเสียเอง
1
แถมยังมีเรื่องอื้อฉาว เกี่ยวกับการไปรับสินบน
จากประเทศอื่น เพื่อวิ่งเต้นงานให้กับพ่อค้าอีกด้วย
ตกลงเรื่องธรรมาภิบาล นี่เอาไว้หลอกพวกเหยื่อ
ไม่ให้แตกแถวจากพวกมันหรือยังไง
นี่ พวกมัน ตั้งใจจะลวงหลอกเหยื่อ ทุกเรื่องเลยใช่ไหม
2
และในที่สุด ชาวสเปนก็ลุกฮือ และ กษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส ก็ต้องสละราชบัลบังก์
และให้ลูกขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน (และยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน)
หลังจากนั้นอดีตกษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส ก็หลบหน้าหนีหายไปจากสังคม
เขาเพิ่งกลับมาโผล่หน้าในสังคมชั้นสูง เมื่อปีที่แล้วนี้เอง
โดยไม่ได้ไปพักที่สเปน …แต่พักอยู่ที่กรุงบรัสเซล …
ที่ตั้งของ สนญ อียู นั่นแหล่ะ
ปัจจุบันนี้ รายชื่อสมาชิกของ Bilderberg เปลี่ยนไปไม่น้อย
เพราะราชวงศ์ยุโรป แก่เฒ่าล้มตายหายหดไปแยะ …
สมาชิกส่วนใหญ่ของ Bilderberg ปัจจุบันนี้…
จึงเป็นระดับผู้นำประเทศ ทั้งอดีตและปัจจุบัน เป็นเจ้าของธุรกิจ
ขนาดใหญ่ยักษ์ระดับโลก เศรษฐีโคตรรวยระดับโลก
หรือ ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองการทูต มีชื่อเสียงระดับโลก
เช่น ไอ้แก่หนังเหนียว เฮนรี่ คิสซิงเจอร์…
ก็ ยังเป็นอยู่ และ ก็ยังไปเข้าร่วมประชุมอยู่
เราจึงควรประเมินการไปจีน ของไอ้แก่หนังเหนียวให้ลึกหน่อย
ไม่ใช่ตามแต่ที่สื่อตะวันตก มันให้ข่าว(ต้ม) เรา
1
แต่ที่สำคัญ …สมาชิกเกือบทั้งหมดของ Bilderberg
มาจากประเทศ แถบตะวันตกและ อเมริกา…
และ เป็นพวก “ ผิวขาวล้วน” ไม่มีสีอื่นมาเปื้อนปน
1
ต่างกับ CFR ของท่านหินร่วง ที่ มีสีอื่นมาปนบ้าง
แต่ก็ต้องเป็นพวกระดับเกรดเอ พรี่เมี่ยม มีกระดาษหุ้มห่ออย่างดี
1
และ ต่างกับ Trilateral Commission
ที่ตั้งขึ้น ในปี คศ 1973…ซึ่งเน้นการร่วมมือกับสมาชิกทางซีกเอเซีย
โดยเฉพาะนักธุรกิจระดับใหญ่ของญี่ปุ่น ต่อมาก็เพิ่มนักธุรกิจ
ระดับใหญ่ ของ อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย
รวมไปถึงพวกอีลิต ทางซีกเอเซียด้วย
แต่เหมือนสมาชิก Trilateral Commission
จะคล้ายเป็นผู้สนับสนุน หรือ ผู้รับใช้ของกลุ่ม CFR อีกต่อหนึ่ง
และ ก็มีคนบ้านเรา ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมเป็นสมาชิก Trilatterral
กับเขาด้วย และก็ดูเหมือนจะปลาบปลื้มไม่เบา
ที่ได้อยู่กับกลุ่มผู้คุมบังเหียนโลก
ตอนนี้ยังปลื้มใจอยู่เหมือนเดิมไหมครับ น้า…
ที่ได้เป็นเหมือนทาสชั้นสูง ของพวกต่างประเทศ
ที่อ้างว่า สนับสนุนการเป็นประชาธิปไตย
1
แต่ สำหรับ Bilderberg Group …
ไม่ว่าจะเป็นอีลิต นักวิชาการ นักการเมือง ฯลฯ
ส่วนใหญ่พวกเขา จะเป็นเพียงแขกรับเชิญ เพื่อไปชี้แจง
หรือให้ความรู้ หรือ ไป “รับคำสั่ง” จากที่ประชุมนี้
สรุปว่า Bilderberg Group นี้ คือ สมาคมลับแต่ใหญ่คับโลก
สมาชิกส่วนใหญ่ อยู่ในสังคมชั้นสูง และเป็นพวกผิวขาว
ผมทอง ตาสีฟ้า …ของจริง ไม่ใช่พวกย้อมสี…
เป็นนักล่าอาณานิคมตัวจริง ทั้งในอดีต และปัจจุบัน
พวกเขา ดูถูก และ เหยียดหยาม ชาวโลกผิวสีอื่น
ว่าโง่เง่า และ ไม่น่าที่จะมีที่ยืน (อีกต่อไป) ในโลกนี้
1
ประธาน สมาคม Bilderberg คนปัจจุบัน
ชื่อ นาย Henri de Castries เป็นมหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส …
พ่อ และ ปู่ ของเขาเป็นทหาร
และ มียศศักดิ์ เป็นระดับขุนนางของฝรั่งเศส
ต่อมาภายหลัง ไปสังกัดอยู่กับกลุ่ม Free France
ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เอานาซีเยอรมัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
และ มีฐานกำลังอยูแถบประเทศอาฟริกาที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
Henri de Castries เป็นผู้กว้างขวางในสังคมชั้นสูงของฝรั่งเศส
เขาคุ้นเคย หรือ เรียกว่าเป็นก๊วนกัน กับกลุ่มชนชั้นสูงของฝรั่งเศส
เช่น …นาย Dominique de Villepin อดีตนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส
และ นาย Francois Holland อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส …
ทั้ง 2 เป็น นักการเมืองฝรั่งเศส สายไอ้ปากเหม็น
และ นายมาครง ก็อยู่สายไอ้ปากเหม็น เช่นกัน
1
Henri de Castries เคยทำงานสายการเงินการคลัง
กับหน่วยงานของรัฐ (ฝรั่งเศส) มาก่อน ที่จะมาทำงาน กับ AXA
จนเป็นประธานกรรมการของ AXA
และสุดท้าย ลาออกมาทำกิจกรรม กึ่งการเมืองระดับโลก
AXA เป็นบริษัทประกันครอบจักรวาล ขนาดใหญ่ระดับคับโลก
ที่เป็นการร่วมทุน ระหว่างประเทศแถบ ยุโรป และ อเมริกา
และ ลงทุนในธุรกิจหลากหลาย เช่นทางด้านธุรกิจเงินทุน
และ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่
นอกจากเป็นประธาน Steering Committee
ของ Bilderberg Group แล้ว
นาย de Castries ยังเป็นกรรมการ
ของ Carnegie Endowment for International Peace (CEIP)
ถังความคิดระดับโลก ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ คศ 1910
และมีส่วนในการสนับสนุน ที่จะให้เกิดสงครามโลกครั้ง ที่ 1…
น่าจะเป็นถังรุ่นแรกเลยนะ
1
เมื่อตั้งขึ้นมาใหม่ๆ…ถัง CEIP มีที่ปรึกษาใหญ่ คือนาย Elihu Root …
ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ War and Peace Studies
โครงการนี้ …ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการบ้าน และวางแผนให้อเมริกา
เข้าสู่สงครามโลกครั้ง ที่ 2
โดยมีเป้าหมายว่า หลังจากสงครามโลกจบลงแล้ว …
อเมริกา “จะต้อง” ได้เป็นมหาอำนาจครองโลกหนึ่งเดียวเท่านั้น
Elihu Root ยังเป็น 1 ในผู้ก่อตั้ง CFR
และเป็นประธานคนแรก ของ CFR
(หมายเหตุ: Elihu Root เป็นนักกฏหมาย และนักการเมือง
สายพรรค Republican …ต่อมาเขาได้เป็น รัฐมนตรีว่าการสงคราม
ในช่วงปี คศ 1899-1904
คือ ในสมัย ปธน Theodore Roosevelt (ปธน ช่วง คศ 1901-1909)
เขาเป็นชาวอเมริกัน ที่เชื่อกันว่า มีความฉลาดล้ำหน้ายุค
และ เขาได้สร้างกลุ่มThe Wise Men ซึ่งทำหน้าที่เดินแผนคัดท้าย
การเดินเกมของอเมริกา ใน สงครามโลกทั้งที่ 2 …
ซึ่งมีส่วนทำให้อเมริกา ได้เป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียว
ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 จบสิ้นลง
ผมเคยเขียนเรื่องของโครงการ War and Peace Studies
ตั้งแต่สมัยแรกๆ ของการเขียนนิทานฯ …เพื่อให้ท่านผู้อ่าน
เข้าใจถึง “ที่มาของการสร้าง” มหาอำนาจชื่ออเมริกา)
1
นาย de Castries ยังเป็นกรรมการ CFR ยุโรป อีกด้วย
และยังสังกัดในอีกหลายสถาบัน
ประเภทที่ชอบเสือกเรื่องชาวโลกบริเวณอื่นๆ
Biderberg Group เพิ่งมีการประชุมประจำปี คศ 2023 ไป
เมื่อช่วงวันที่ 18-21 พฤษภาคม ที่เมืองลิสบอน โปรตุเกส
หัวข้อการประชุม ที่ Bilderberg Group แถลงแก่สื่อมวลชน
(แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน หรือ ผู้ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย)
มีดังนี้
: เรื่อง AI
1
: เรื่อง ระบบการธนาคาร
: เรื่อง จีน
: เรื่อง การเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับฐานพลังงานของยุโรป
: เรื่อง ของยุโรป
: เรื่อง ความท้าทายด้านการเงิน
: เรื่อง อินเดีย
: เรื่อง นาโต้
: เรื่อง รัสเซีย
: เรื่อง การเปลี่ยนแปลง อย่างท้าทาย (?)
: เรื่อง ยูเครน
: เรื่อง ผู้นำของบ้านปากเหม็น
นี่แหล่ะครับ คือ เรื่องราวต่างๆ…ที่น่าจะเป็นที่มา หรือมีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย กับการเมืองเบื้องลึกของโลกใบนี้…ที่ไม่ค่อยมีใครขุดค้น
เอามาเล่าให้ฟัง
1
ถึงต้องมีนิทาน เกี่ยวกับการลวงหลอกล่อลงหม้อตุ๋น
สวัสดีครับ
จาก คนเล่านิทาน
25 สิงหาคม 2566
เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจากกูเกิล
1
โฆษณา