Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนูนิ
•
ติดตาม
10 ก.ย. 2023 เวลา 15:40 • นิยาย เรื่องสั้น
ผจญภัยมิติพิศวง 11 ภัยร้ายจากดาวหางฮัลเลย์
.
บทที่ 14 การเดินทางวันที่ 10 และ ล่องไพรลำดับที่ 9
.
เทวรูปชาวอินคา บทประพันธ์ของ น้อย อินทนนท์
.
7.ไมราถูกลัก
.
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นมนุษย์ค้างคาวลืมตาแจ๋วแหวว ไมราป้อนยาและให้อาหารแก่มันด้วยเนื้อหมูป่าที่เหลือ แต่มันยังกินอาหารแข็งไม่ได้เพราะอาการอัมพาตจากพิษลูกดอกต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงจึงหาย
แม้โรเบอร์โตจะไม่พอใจที่มนุษย์ค้างคาวร่วมแพไปด้วย แต่ก็ขัดไมราไม่ได้และแพ้เสียงข้างมาก ไมราขอแค่ 3-4 ชั่วโมงก็จะปล่อยไป
.
แพออกจากท่าน้ำที่ตาเกิ้นพบเจอปิรันฮาอย่างอกสั่นขวัญแขวน ลำธารที่ล่องไปนั้นค่อนข้างแคบ 2 ฝั่งปกคลุมด้วยป่าสูง ตลอดจนหน้าผาสูงคอตั้งบ่าไม่สามารถปีนได้
.
อีกหลายชั่วโมงผ่านไป มนุษย์ค้างคาวก็เริ่มพลิกตัวกระสับกระส่ายและหอน ไมราปลอบโยนและให้อาหารแก่มัน 2-3 คำ แต่มันยังหลับตาปี๋
ดร.สมิธจึงบอกภรรยาว่าอย่างนี้จะปล่อยไปได้อย่างไร โรเบอร์โตจึงอธิบายว่ามนุษย์ค้างคาวอยู่ในป่าทึบเพราะกลัวแสงสว่าง กลางวันนอนกลางคืนจึงออกหากิน มันบินได้อย่างบ่าง มันจะปีนต้นไม้ถึงยอดแล้วถลาเหมือนเครื่องร่อนไปสู่ต้นต่อไป ที่ไหนไม่มีต้นไม้มันก็เดินเหมือนคน ไมราจึงบอกให้รอจนพลบ
.
แต่ตาเกิ้นก็เห็นคนวิ่งตามแพระหว่างต้นไม้บนฝั่งขวาเสียงแก๊กๆเหมิอนนกกระตั้ว เสียงกระแตแต้แว้ดมาจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งตาเกิ้นยืนยันว่าเป็นเสียงคนให้สัญญาณ แต่โรเบอร์โตไม่เชื่อแถมหัวเราะถามว่า "นี่หรือพรานใหญ่เมืองไทย ฟังเสียงนกเป็นเสียงสัญญาณ"
.
เสียงวี้ดดังมาจากพุ่มไม้ทางขวาธนูดอกหนึ่งตัดอากาศข้ามศีรษะโรเบอร์โตไปพร้อมกับปืนในมือตาเกิ้นก็ลั่นเปรี้ยง เสียงร้องแหลมดังมาจากป่าตอนนั้นพร้อมด้วยร่างหนึ่งถลาออกมาริมฝั่งแล้วตกจากตลิ่งจมน้ำไป ตาเกิ้นหัวเราะดังลั่นตอบนายตีนโตว่า "นี่ละพรานใหญ่เมืองไทย"
.
มนุษย์ค้างคาวส่งเสียงหอนเหมือนได้กลิ่นอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า ไมราพยายามกดมันให้นอนราบกับแพเหมือนคนอื่น ๆ ธนูดอกหนึ่งเฉียดศักดิ์ไปติดที่เสาบัลซาตาเกิ้นจึงลั่นกระสุนไปจนหมดแม็กเสียงร้องเหมือนวัวเหมือนควายดังมาจากหลังพุ่มไม้
.
ตาเกิ้นหัวเราะบอกนายตีนโตว่า "นกของเธอหนีไปหมดแล้ว" โรเบอร์โตครางออกมาเบา ๆ "มันมาอีกแล้ว ซามอเกิ้น นี่เป็นพวกแมวมองกองหน้าเท่านั้น ได้ยินเสียงกลองไหม พวกที่หนีไปกำลังให้สัญญาณ"
.
เสียงกลองยังคงดังต่อไปเนิบ ๆ แช่มช้า และ สม่ำเสมอ ภายในป่าสีเขียวที่อบอ้าวและชื้นแฉะ เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ เกาะที่หน้าผากมนุษย์ค้างคาว และ พวกเขาทุกคน ไมรากระซิบถามโรเบอร์โตว่าควรจอดแพฝั่งตรงข้ามแล้วหลบหนีดีกว่าไหม
.
โรเบอร์โตตอบว่าในรัศมี 5 กิโลเมตรพวกมันรู้แล้วว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาที่นี่พร้อมด้วยมนุษย์ค้างคาวศัตรูของมัน เว้นแต่จะรีบส่งมันขึ้นฝั่งคนพวกนั้นจึงเลิกติดตามเ
ไมราตอบเสียงกร้าวว่าการส่งเขาขึ้นฝั่งตอนนี้คือการส่งเขาไปตายซึ่งเธอไม่ยอม โรเบอร์โตตอบว่า "งั้นทุกคนก็ต้องตายแทนมัน"
.
เสียงกลองเปลี่ยนจังหวะเป็นดังถี่ขึ้นขณะที่มันใกล้เข้ามา ป่าทั้งป่าดูเต็มไปด้วยเสียงของมัน มนุษย์ค้างคาวหอนออกมาอย่างตกใจ โรเบอร์โตพึมพัมด้วยเสียงสั่น ๆ ว่าทุกคนต้องตายเพราะอ้ายมนุษย์ค้างคาวนี้
.
แล้วเขาก็หัวเราะก้องเหมือนคนบ้า นัยน์ตาอันแดงก่ำของเขากวาดดูทุกคนขวาง ๆชอบกล น้ำเสียงเด็ดขาดที่สั่งให้หยุดของไมราทำให้โรเบอร์โตเงียบไปทันทีเปลี่ยนเป็นพึมพัมคนเดียวแต่สายตาสอดส่ายไปมาระหว่างทิวไม้ 2 ฝั่งข้างหน้า
.
เสียงกลองยังคงดังกระชั้นเข้ามาจนกระทั่งถึงตอนที่ป่าโปร่งจึงเห็นร่างของคนบนฝั่งได้รำไร แต่ละคนสูงใหญ่ไม่ต่ำกว่า 6 ฟิต ผมยาวประบ่า รัดเกล้าตรงหน้าผากเสียบขนนกการเวก มือถือหอกใหญ่ และ ยาว โรเบอร์โตถึงกับตาเหลือกไปทันทีที่เห็นอุทานว่า "มาซูบี"
.
มาซูบีเป็นมนุษย์ยักษ์เผ่าหนึ่งในป่านี้เป็นศัตรูเก่าแก่ของมนุษย์ค้างคาว โรเบอร์โตพยายามพูดให้ไมราปล่อยมนุษย์ค้างคาวเสีย มิฉะนั้นชาวคณะจะหนีไม่พ้นและต้องตายหมดแต่ไมราปฏิเสธ
.
กระแสน้ำในลำธารสายนั้นไหลเชี่ยวซัดไปทางฝั่งซ้ายซึ่งเสียงกลองเพิ่งหายเงียบไป แม้ทุกคนจะช่วยกันค้ดท้ายก็ไม่สามารถทานความแรงของน้ำได้
ตาเกิ้นซึ่งยืนอยู่ทางหัวแพพิจารณาดูหัวคุ้งที่แพกำลังพุ่งไป แกแปลกใจที่อยู่ ๆ เสียงกลองก็เงียบไป
.
กำลังที่แพพุ่งลงสู่เกลียวน้ำที่หัวคุ้งนั่นเอง ประกายแว่บแหวกมาในอากาศซึ่งปืนในมือตาเกิ้นก็ลั่นออกไป ได้ยินเสียงคนร้องแล้วร่างใหญ่ร่างหนึ่งก็ร่วงจากกิ่งไม้เบื้องบนหล่นโครมลงไปในน้ำ พร้อม ๆ หอกใหญ่เล่มหนึ่งข้ามศีรษะดร.สมิธไปอย่างฉิวเฉียด
.
ตาเกิ้นสั่งให้ทุกคนหลบเข้าหลังขอนไม้พลางทิ้งตัวลงนอนพังพาบและบอกให้ยิงทุกอย่างที่เคลื่อนไหว นายทหารเรืองอย่าทิ้งหางเสือพยายามคัดห้วออกไว้ (อ้าว! คุณเรืองมาด้วยหรือนี่ สงสัยผู้กำกับลืมแจกบทพูดให้)
.
แล้วปืนในมือตาเกิ้นก็ลั่นอีกครั้งขณะที่แพลอดกิ่งไม้ใหญ่ พร้อมทั้งร่างสูงใหญ่ถือหอกพลัดจากกิ่งไม้ลงน้ำไป หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันต่างคนต่างยิง เสียงกลอง
ที่เงียบหายไปกลับดังสนั่นพร้อมด้วยเสียงร้องเดือดดาลแล้วห่าฝนของหอกก็ปลิว
ลงมายังแพ
.
ปืนในมือของทุกคนซัลโวแล้วซัลโวเล่าใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหว เสียงสนั่นของปืนระคนเสียงร้องของชาวป่าก้องไปในอากาศที่แน่นิ่ง ครั้นแล้วเสียงต่าง ๆ ก็เงียบลงอย่างกระทันหันเป็นเวลาที่แพอ้อมพ้นคุ้งน้ำไป เมื่อแพออกมาอยู่กลางแม่
น้ำทุกคนจึงลุกขึ้นนั่งพลางถอนใจ
.
ตาเกิ้นเข้าใจว่าพอเห็นทางเราเอาจริง และ อาวุธสู้กันไม่ได้ มันก็เลิกพยายาม แต่โรเบอร์โตก็หัวเราะลั่นบอกว่า พวกยักษ์มาซูบีไม่เคยกลัวความตาย ลงถือใครเป็นศัตรูแล้ว ไม่ละความพยายามง่าย ๆ
.
มันเคยยกเข้าตีปาฮัว 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งถูกชาวเมืองฆ่าตายเสียนับไม่ถ้วน แต่มันก็ไม่เคยละความพยายาม ความทรหดของพวกนี้เป็นที่รู้กันในปาฮัว พวกมันไม่รู้ค่าของทองคำ สิ่งที่มันต้องการคือสิ่งที่สัญชาตญาณป่าดงพงไพรบังคับมันต้องการสืบเชื้อสาย
.
ไมราหน้าซีดตัวสั่น เธอบอกโรเบอร์โตว่าเธอไม่อยากได้ยินเช่นนั้น มันหวาดเสียว และ น่าสะอิดสะเอียนเกินไป โรเบอร์โตบอกว่า ทุกสิ่งที่เป็นความจริงล้วนน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัว น่าสะอิดสะเอียนทั้งนั้น
.
ศักดิ์บอกให้โรเบอร์โตมาปรึกษากันดีกว่าจะทำอย่างไรจึงจะพ้นภัยจากคนป่าพวกนี้ ซึ่งโรเบอร์โตบอกว่า การปล่อยมนุษย์ค้างคาวไปเสียเป็นทางรอดเดียวแต่ไมราพูดเสียงเด็ดขาดว่าไม่ยอม โรเบอร์โตจึงยักไหล่ "งั้นก็เลิกพูดกันได้"
.
ไม่มีใครเห็นด้วยกับโรเบอร์โตในการปล่อยมนุษย์ค้างคาวไปเป็นเหยื่อมรณะอย่างโหดร้ายทารุณ แม้แต่ตาเกิ้นยังอดพูดไม่ได้ว่า "เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราควรให้
ความคุ้มครองเขาจนกว่าจะปลอดภัย"
.
ตลอดเวลาที่เหลือในวันนั้นไม่ปรากฎวี่แววพวกมาซูบีอีก จนกระทั่งตกเย็นต่างก็โล่งอกและหายใจทั่วท้องขึ้น และคิดกันว่ามันคงเลิกความพยายามติดตามเพราะ
ไม่คุ้มกับการสูญเสียดังที่ประสบ
.
ลำธารสายนั้นยังคงคดเคี้ยวต่อไปในภูมิประเทศอันเต็มไปด้วยป่าและเขาแต่ก็ไม่มีวี่แววพวกมาซูบีอย่างใด เมื่อความมืดเริ่มแผ่ซ่านลงมาจึงจอดแพแวะพักค้างคืนใน
ที่โล่งเตียนแห่งหนึ่งโดยฝืนคำแนะนำของโรเบอร์โตที่ให้เดินทางต่อ
.
ไมราให้เหตุผลว่าการเดินทางกลางคืนเสี่ยงต่อการที่แพจะล่มเป็นเหยื่อของปิรันฮามากกว่าการถูกพวกมาซูบีรบกวน นอกจากนี้เธอยังไม่เคยได้ยินว่าพวกชาวป่าเดินทางกลางคืน
.
เพื่อความไม่ประมาทศักดิ์จัดเวรไว้ 4 ผลัดจนรุ่งสว่าง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็เร่งเดินทางทันที หากพวกมาซูบีติดตามมาจริงทุกคนก็เปิดไปไกลแล้ว โรเบอร์โตได้แต่ถอนใจเตือนว่า "พวกมาซูบีไม่เหมือนชาวป่าเผ่าอื่นที่นี่ อย่าแน่ใจว่ามันจะไม่เดินทางกลางคืน"
.
เขาหยิบปืนสั้นออกมาบรรจุกระสุนจนเต็มแม็กซ์และสำรองในกระเป๋าด้วย พลางชำเลืองมองมนุษย์ค้างคาวอย่างชังน้ำหน้า ในขณะที่สายตาของมันจับจ้องอยู่ที่
ไมราเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ภักดีเจ้าของ
.
ครึ่งคืนแรกเป็นเวรของร้อยเอกเรือง และ ตาเกิ้น ขณะที่คนอื่น ๆ หลับด้วยความอ่อนเพลีย มนุษย์ค้างคาวลืมตาแจ๋ว ไม่มีอาการง่วง หรืออ่อนเพลีย เมื่อถึงเวรของโรเบอร์โต เขาตื่นขึ้นอย่างหงุดหงิดที่นอนไม่เต็มอิ่ม บ่นกระปอดกระแปดอยู่นานกว่าจะเงียบ
.
พลอยทำให้ศักดิ์นอนไม่หลับไปด้วยครั้นพอเคลิ้ม ๆ ก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า "ซินญอร์สาก ดูอ้ายมนุษย์ค้างคาวนั่น มันเอาแต่จ้องมองซินญอราไมรา"
.
ศักดิ์ตอบอย่างห้วเสียว่าไม่เห็นแปลกอะไรก็เมื่อเขาไม่ง่วงและก็ไม่หลับ แต่โรเบอร์โตรู้สึกเหมือนตกอยู่ในอันตราย
ศักดิ์จึงว่าเหลวไหลและอุปาทานกำลังทำให้คิดวุ่นวายพยายามระงับใจอยู่ยามต่อไปดีกว่า แล้วศักดิ์ก็ล้มตัวลงนอน โรเบอร์โตเดินกลับไปยังที่ของเขาชักปืนออกมาตรวจดูกระสุนแล้วเอนหลังพิงต้นไม้หันหน้าออกไปยังความมืดของป่า
.
ภาพนั้นติดตาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ศักดิ์จะหลับไป ศักดิ์มาได้สติเมื่อเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และเสียงร้องด้วยความตกใจของไมรา "ช่วยฉันด้วย ทอม"
.
ศักดิ์ผวาลุกขึ้นยืนพร้อม ๆ กับตาเกิ้นที่นอนถัดไป ไฟในกองดับมอดจนไม่เห็นอะไร นอกจากเงาตะคุ่มที่วิ่งพล่าน เสียงปืนดังลั่นขึ้นอีกมีเสียงดร.สมิธตะโกนว่า "อย่ายิง โรเบอร์โต จะถูกไมราเข้า"
.
มีเสียงมนุษย์ค้างคาวหอนมาจากยอดไม้ข้างหน้า เสียงโรเบอร์โตร้องบอกว่ามนุษย์ค้างคาวขโมยตัวซินญอราไมราไป และเสียงดร.สมิธร้องจนเสียงหลงเรียกไมรา เขาออกวิ่งไปทางทิศที่เสียงหอนดังมาโดยมีศักดิ์ ร้อยเอกเรือง และ ตาเกิ้นวิ่งตามไป
.
ศักดิ์ได้ยินเสียงโรเบอร์โตสบถออกมาลั่นเมื่อวิ่งไปชนต้นไม้ เสียงหอนของมนุษย์ค้างคาว เสียงร้องให้ช่วยของไมราดังสับสนไปหมด ดร.สมิธวิ่งพลางร้องเรียกภรรยาพลางราวเขากำลังเสียสติ แล้วศักดิ์ก็วิ่งไปชนเข้ากับร่างๆหนึ่ง สิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับศีรษะก่อนหมดสติไป
กลิ่นควันไฟลอยมาปะทะจมูกเป็นความรู้สึกแรกที่ศักดิ์ได้รับ เสียงพึมพัมเหมือนหมีกินผึ้งเป็นเสียงแรกที่เขาได้ยินแต่ก็ไม่สามารถลืมตาได้ เพราะปวดหัวคิ้วและขมับซ้าย มีผ้าชุบน้ำโปะที่หัวคิ้วทำให้ความปวดเบาบางลง เสียงตาเกิ้นบอกให้นอนนิ่ง ๆ ทำให้ศักดิ์ดีใจจนร้องออกมา
.
ตาเกิ้นบอกให้รู้ว่านอกจากแหม่มไมราทุกคนอยู่กันครบ แม้จะไม่รู้ว่าอยู่กันที่ไหนแต่คาดว่าน่าจะเป็นเมืองยักษ์ เพราะแต่ละคนสูงอย่างกับต้นตาล
ก่อนหน้านี้ดร.สมิธ ร้อยเอกเรือง และ โรเบอร์โต ถูกนำตัวออกไป ตอนนี้กลับมาแค่ดร.สมิธ และ ร้อยเอกเรือง
.
8.ในเงื้อมมือของมาซูบี
.
ดร.สมิธใบหน้าซูบซีดเหมือนอดนอนมาทั้งคืนแต่เมื่อพบศักดิ์เขายังคงยิ้มราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศักดิ์ถามอย่างร้อนรนว่าได้ข่าวไมราอย่างไรบ้างแต่เขาตอบว่าไม่มีอะ
ไรคืบหน้านอกจากมนุษย์ค้างคาวลักตัวไมราไปแต่เมื่อคืน และเวลานี้ทุกคนตกอยู่
ในเงื้อมมือยักษ์มาซูบี
.
ร้อยเอกเรืองเล่าว่าขณะที่วิ่งตามมนุษย์ค้างคาวออกมาเพื่อช่วยไมรา แต่ดันผ่าเข้าไปในวงของพวกมาซูบีที่เตรียมเข้าโจมตีตอนเช้า ต่อจากนั้นทุกคนก็มาอยู่ที่นี่ ศักดิ์โชคดีที่โดนเข้าโป้งเดียวสลบจากที่โน่นมาที่นี่ คนอื่น ๆ ทรมานมาหลายคืนแล้ว
.
โรเบอร์โตดูจะหนักกว่าเพื่อนเพราะหัวหน้ามาซูบีพูดอะไรด้วยเขาเอาแต่เงียบเจ้าหัวหน้าจึงโมโหมาก ตาเกิ้นจำได้ว่าโรเบอร์โตบอกกับแหม่มไมราให้ปล่อยมนุษย์ค้างคาวไปแล้วพวกมาซูบีจะไม่ยุ่งกับชาวคณะ ก็เมื่อมนุษย์ค้างคาวหนีไปกับแหม่มไมราทำไมมันยังจับตัวทุกคนมา
.
ดร.สมิธสันนิษฐานว่าพวกนี้ไม่สนใจอะไรมากไปกว่า ปาฮัว มันกักตัวโรเบอร์โตไว้ เพราะเขารู้ทางไปปาฮัว แต่ดร.สมิธยังเชื่อว่าโรเบอร์โตจะปิดปากได้สนิท ตาเกิ้นสงสัยว่าโรเบอร์โตจะทนได้นานเพียงใดหากถูกทรมาน
.
ร้อยเอกเรืองรับประกันว่าโรเบอร์โตไม่สะทกสะท้านต่อการขู่เข็ญของพวกมาซูบี ศักดิ์จึงพูดว่าถ้าเช่นนั้นทุกคนก็ไม่มีทางเป็นอิสระ จนกว่าพวกมันจะได้ความจริง
จากโรเบอร์โต
.
ทุกสิ่งในหมู่บ้านนั้นสูงใหญ่ไปเสียทั้งสิ้น ทั้งกระท่อมรูปประทุนมุงด้วยใบลาน หญิงชายที่เดินไปมาสูงไม่ต่ำกว่า 6 ฟิต นุ่งผ้าเตี่ยวถักด้วยเปลือกไม้หรือใบหญ้า ผมยาวเป็นกระเซิง รัดเกล้าด้วยเชือกปักขนนกการเวก พวกผู้หญิงใช้ดอกไม้แทน
.
ที่กลางลานอันเตียนโล่งระหว่างกระท่อมซึ่งเรียงรายอยู่ตามชายป่า มีกลองใบมหึมาแขวนอยู่กับคานซึ่งขวางบนยอดเสาสูง 2 ต้น เลยกลองใบนั้นไปมีกองไฟที่คุกรุ่นข้างโคนไม้ตาย
.
ชายกลุ่มหนึ่งกำลังยกนั่งร้านสูงขึ้นไปในอากาศไม่ต่ำกว่า 3 วา ผู้หญิงและเด็กช่วยกันขนฟืนจากป่ามากองไว้ข้างล่าง คณะของศักดิ์ไม่มีใครรู้ว่าพวกนี้คิดอะไรทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งตกบ่ายเสียงกลองเริ่มดังขึ้นอย่างแช่มช้า เดี๋ยวสั้นเดี๋ยวยาว ราวกับรหัสส่งโทรเลข
.
เพลาเย็นมาถึงพวกมาซูบีตำบลใกล้เคียงก็ทะยอยกันมาไม่หยุดหย่อนจนลานแน่นขนัดแทบหาที่ว่างไม่ได้ คณะของศักดิ์เริ่มกระสับกระส่าย
กองไฟถูกสุมให้คุกรุ่นตลอดเวลา พวกนักรบที่ทาหน้าแดงคว้าหอกประจำตัวออกไปเต้นและร้องเพลง ดร.สมิธหันมาบอกทุกคนว่า
.
"พิธีครั้งนี้เป็นพิธีใหญ่แน่ ๆ ตอนนี้ไม่มีผู้หญิงและเด็กปนอยู่ด้วย พวกผู้ชายจากหมู่บ้านอื่นก็ล้วนฉกรรจ์ มีอาวุธประจำตัว ทาหน้าอย่างชาวป่าตอนออกศึก"
.
ดร.สมิธหันหน้าไปดูลานที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนั้นอีก แล้วสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่โรเบอร์โตถูกทรมานจนทนไม่ไหวเปิดเผยทางไปปาฮัวให้มันแล้ว มันจึงระดมนักรบจากหมู่บ้านอื่นมาที่นี่ เตรียมพร้อมไป ไปไหน ถ้าไม่ใช่ปาฮัว
.
ศักดิ์ ร้อยเอกเรือง และ ตาเกิ้น ไม่สามารถยืนยันความหวาดกลัวข้อนี้ได้ เพราะติดต่อโรเบอร์โตไม่ได้ การคิดหนีนอกจากเจ้ายักษ์ 2 คนที่เฝ้าหน้าประตู การไม่มีอาวุธใด ๆ และ ไม่มีโรเบอร์โตนำทางเป็นสิ่งที่คาดเดาบทลงเอยของอนาคตได้ไม่ยาก
.
ตกค่ำก็มีคนเอาอาหารที่ทำด้วยรากไม้เผา เนื้อสัตว์ต้ม ใส่ในภาชนะไม้มาให้ ดร.
สมิธพยายามสนทนาด้วยภาษาเผ่าต่าง ๆ แต่มาซูบีคนนั้นไม่ปริปากตอบ ดร.สมิธ
เดินพล่านด้วยความเดือดดาลเมื่อคิดว่า มันรู้ภาษาที่เขาพูดแต่แกล้งไม่รู้ ไหนจะ
ห่วงภรรยาทำให้เขากินอะไรไม่ลง
.
ศักดิ์และอีก 2 คนก็รู้สึกเป็นห่วงไมราไม่ต่างจากดร.สมิธ พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อนไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ แต่ความหิวโหยตลอดทั้งวันทำให้กลืนอาหารอย่างเหลือฝืน
.
หลังรับประทานอาหารเสร็จได้ไม่นาน ยักษ์มาซูบี 4 คนก็เข้ามาพาคนทั้ง 4 ไปที่นั่งร้าน แล้ว 1 ใน 4 คนนั้นก็ชี้มือให้พวกเขาปีนขึ้นไป ซึ่งทันทีที่ถึงนั่งร้านแลเห็นกองฟืนพะเนินอยู่ใต้นั่งร้าน ดร.สมิธก็หยุดชะงักหันมากระซิบกับศักดิ์ว่า นั่งร้านนี้สร้าง
ขึ้นเพื่อย่างคนทั้ง 4 เป็นอาหาร
.
ในขณะนั้นโรเบอร์โตที่ท่าทางเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นขนาบข้างด้วยมาซูบี 2 คน ก็ถูกนำตัวออกมาจากกระท่อมหลังใหญ่ มีชายสูงกว่าคนใด ๆ ในเผ่า สูงถึง 7 ฟิตตามมาอย่างช้า ๆ
.
ชายนี้แต่งกายผิดจากคนอื่น ๆ ในเผ่า เพราะเตี่ยวที่นุ่งและหน้าผากของเขาคาดด้วยหนังเสือลายตลับ ดร.สมิธ และ ร้อยเอกเรืองพึมพัมออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นชายผู้นี้ว่า "นั่นแหละเจ้าหัวหน้าเผ่า"
.
ต่อจากเจ้าหัวหน้าเผ่าก็เป็นชายชราแต่งกายด้วยเขี้ยวสัตว์ ศีรษะลิง และหนังงู คาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นหมอผีประจำเผ่า ถือหม้อไฟตามมาอย่างงก ๆ เงิ่น ๆ
.
โรเบอร์โตยืนเหม่อโดยไม่ได้ยินเสียงเรียกของดร.สมิธ ขมับทั้ง 2 ข้างมีรอยเขียวช้ำ ปากและจมูกโลหิตไหลรินเป็นทาง ริมฝีปากแตก ดร.สมิธหันไปถามเจ้าหัวหน้าเผ่าว่า ทำไมทำร้ายกันอย่างนี้ทั้งที่ไม่เคยมีอะไรต่อกัน เจ้าหัวหน้าเผ่าได้ยินก็หัวเราะเสียงดังตอบว่า "คนหน้าดำตาแดงเป็นศัตรูกับเรา รวมทั้งเพื่อนๆด้วย"
.
ดร.สมิธพยายามชี้แจงเจ้าหัวหน้าเผ่าว่า โรเบอร์โตเป็นเพียงคนนำทางเท่านั้นเสร็จธุระก็จากกัน เจ้าหัวหน้าเผ่าจึงสั่งให้บอกทางไปปาฮัวที่เจ้าคนหน้าดำตาแดงบอกแล้วก็จะปล่อยคนทั้ง 4
.
ดร.สมิธพูดว่าโรเบอร์โตไม่เคยบอกทางสายนั้น เขาคนเดียวที่รู้จักทาง เจ้าหัวหน้าเผ่าหัวเราะเสียงดังแล้วบอกว่า "เพราะฉะนั้นเจ้าคนหน้าดำตาแดงต้องอยู่ พวกท่านทั้ง 4 จะต้องตาย"
.
แล้วเจ้าหัวหน้าเผ่าก็สั่งลูกน้องทั้ง 4 ที่มากับพวกศักดิ์ผลักไสและใช้หอกจิ้มให้คนทั้ง 4 ปีนพะองขึ้นไปบนนั่งร้านแล้วเอาพะองลงเสีย ตาเกิ้นเกาะพื้นลูกระนาดแน่น ชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่างพึมพัมว่า "มันจะเล่นอะไรของมัน อยู่ข้างบนเป็นลิง
เป็นค่าง อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา"
.
ดร.สมิธคว้าแขนตาเกิ้นกลับมากดศีรษะลงบนพื้นนั่งร้านอย่างกระทันหัน ทันพอที่
จะพ้นวิถีของหอกเล่มหนึ่งซึ่งพุ่งมาจากข้างล่างข้ามไปตกในเงามืดคนละฟาก
เสียงมนุษย์ยักษ์เหล่านั้นหัวเราะกันลั่น ตาเกิ้นโกรธจนตัวสั่นคำรามในคอว่า "ตาเกิ้นไม่ตายเสียก่อน ได้พบไอ้คนนั้นอีกเมื่อไรได้เห็นดีกัน"
.
แต่การกีฬาของพวกชาวป่าหายุติแค่นั้นไม่ ประเดี๋ยวหอก ประเดี๋ยวลูกธนู แหวกอากาศมา เสียงหัวเราะชอบใจราวสนุกเสียเต็มประดา เสียงกลองดังเป็นจังหวะ
ช้า ๆ บรรดาชายฉกรรจ์ที่ชุมนุมกันในลานต่างก็เต้นกันโดยไม่เข้าจังหวะจะโคนแต่อย่างใด
.
โรเบอร์โตเองก็เต้นกะหยองกะแหยงไปกับนักรบเหล่านั้น กิริยาของเขาเหมือนตุ๊กตาไขลาน เมื่อไปหยุดตรงหน้าหมอผี เขาก็เข่าอ่อนทรุดลงนั่งเหมือนรูปปั้น
ดร.สมิธบอกว่าโรเบอร์โตถูกสะกดจิต ร้อยเอกเรืองสงสัยว่าพวกนี้ทำไปเพื่ออะไร ทันทีที่ริมฝีปากแห้งผากของเจ้าหมอผีพึมพัมอยู่กับหม้อไฟที่ยกมา ในขณะที่โรเบอร์โตโยกตัวเข้ากับจังหวะกลอง
เมื่อหมอผีชูมือขึ้นโรเบอร์โตก็หยุด หมอผีสั่งด้วยเสียงดังว่า "เขียน" โรเบอร์โตก็ใช้นิ้วขีดเขียนไปมาบนพื้นทราย ดร.สมิธอุทานว่า "พวกมันบังคับโรเบอร์โตเขียนแผนที่บอกทางไปปาฮัว"
.
"ข้อนั้นไม่สำคัญเท่ากับมันจุดไฟในกองใต้นั่งร้านแล้ว" ตาเกิ้นร้อง เสียงกลองเปลี่ยนจังหวะเป็นเร็วขึ้นราวนัดกันไว้ ควันไฟที่ลอยขึ้นมาเป็นกลุ่มทำให้ทั้ง4คนสำลักไปตามๆกัน อวสานดูเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น เปลวไฟที่แลบขึ้นมาร้อนจนทน
แทบไม่ได้
.
กำลังที่ต่างทอดอาลัยกันอยู่นั้นทุกสิ่งก็เปลี่ยนอย่างกระทันหัน เสียงกลอง เสียงเพลงปลุกใจ การเต้นรำผีหยุดชะงัก ร้อยเอกเรืองที่สำลักควันหันมาถามดร.สมิธว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ตาเกิ้นซึ่งน้ำตาไหลพรากเพราะควันรมหัวเราะ "เรายังไม่ถึงที่ตายวายชีวาวาตม์ นายทหารเรือง เพราะตาเกิ้นได้ยินเสียงคุณนายไมรา กับนกมีหู หนูมีปีกพวกนั้น"
เสียงหอนที่ทุกคนจำได้ดังมาแต่ไกล เสียงเรียกหาสามีของไมราดังมาเป็นระยะ ๆ "ทอม...ทอม...ฉันมาแล้ว เธออยู่ไหน"
.
"ไมรา" ทุกคนตะโกนออกไปพร้อมกัน ตอนนั้นเองมนุษย์ค้างคาวก็ปรากฎตัวขึ้นในระยะใกล้ ไม่ใช่ตัวเดียวแต่หากเป็นหลายตัวจนก้องไปหมดทั้งป่า เจ้าหัวหน้าเผ่ามา
ซูบีลุกขึ้นยืน มันทิ้งธนูในมือหันไปคว้าหอกใหญ่แล้วร้องสั่งลูกน้องนักรบทั้งหลาย ที่พากันวิ่งพล่านเพราะไม่รู้ว่าศัตรูมาจากทิศใด
.
"เรารอดตาย" ดร.สมิธยกมือขึ้นทำเครื่องหมายกางเขนที่ทรวงอกเบื้องซ้าย ใบหน้านองไปด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
พวกมาซูบีกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฝูงแรกของมนุษย์ค้างคาวก็ถึงตัว ในท่ามกลางแสงสลัวของกองไฟจากกลางลาน เจ้าหัวหน้าเผ่าและหมอผียืนตะลึงอยู่กับที่ โรเบอร์โตยังขีดเขียนต่อไปในขณะที่ทั่วบริเวณลานแปรสภาพเป็นสนามรบ
.
เสียงกรีดหวีดหวาดของมนุษย์ค้างคาวที่ถลาลงไปเหมือนเครื่องบินจิกหัวลงไปโจม
ตีข้าศึก เสียงอื้ออึงของพวกมาซูบีที่พยายามต่อสู้ด้วยอาวุธที่มี หรือพยายามหนีจากกรงเล็บอันคมกริบของมนุษย์บินเหล่านั้น
.
ไมรากระโดดลงจากหลังมนุษย์ค้างคาวตัวหนึ่งที่ถลามาเกาะที่นั่งร้าน แล้วสั่งทุกคนเตรียมเกาะหลังมนุษย์ค้างคาวตัวอื่น ๆ ที่กำลังตามมาแล้วบินตามเธอไปโดยไม่ต้องซักถาม การต่อสู้ในระยะแรกมนุษย์ค้างคาวอาจได้เปรียบเพราะโจมตีกระทันหัน แต่ถ้าสู้กันนานไม่มีทางสู้
.
ศักดิ์บอกเธอว่าอาวุธทั้งหมดรวมทั้งเวชภัณฑ์อยู่ในกระท่อมของหัวหน้าเผ่า ไมราบอกให้ตาเกิ้นขี่หลังมนุษย์ค้างคาวอีกตัวหนึ่งที่ถลามาเกาะที่นั่งร้าน แล้วสั่ง
ให้ตาเกิ้นตามเธอที่เกาะหลังมนุษย์ค้างคาวตัวที่เธอเคยช่วยเหลือสังเกตได้จาก
สีขาวของปลาสเตอร์ที่ปิดซอกคอ
.
การสู้รบระหว่างมาซูบีที่เป็นภาคพื้นดิน และ มนุษย์ค้างคาวที่เป็นฝ่ายอากาศดำเนินไปอย่างดุเดือด กรงเล็บอันคมกริบและกำลังปีกที่แข็งแรงของฝ่ายหลังทำให้การต้านทานของมาซูบีแตกกระจาย
.
การโจมตีของมนุษย์ค้างคาวเป็นระลอกอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้พวกมาซูบีไม่มีโอกาสใช้อาวุธยาวและตั้งตัวไม่ติด ต่างพากันล้มระเนระนาด บาดแผลที่คอ ที่หน้า และ ที่ต่าง ๆ ทำให้โลหิตแดงฉานไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวของโลหิตคลุ้งขึ้นมาถึงนั่งร้านที่พวกของศักดิ์อยู่
.
มนุษย์ค้างคาว 3 ตัวที่คนทั้ง 3 คนเกาะหลังบินไปในความมืดที่ไม่เห็นอะไร ห่างไกลจากแสงสว่างและการต่อสู้ออกไปทุกที พวกมันร่อนขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างต้นไม้ใหญ่ในป่าอันมืดทึบและเย็นชื้น มองไม่เห็นแสงสว่าง และ ไม่ได้ยินเสียงอะไรแม้แต่มนุษย์บินตัวอื่น ๆ
.
ได้แต่กลิ่นสาบของกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ซึ่งเป็นพาหนะเท่านั้น แล้วจู่ ๆ ก็ออกสู่ที่โล่งภายใต้ท้องฟ้าโปร่งระยิบระยับด้วยดวงดาวที่ดารดาษ
ท่ามกลางอากาศที่เย็นเฉียบปรากฎทิวเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ ตะคุ่มอยู่ในแสงสลัวได้ยินเสียงเป่าเขาดังมาแต่ไกล มนุษย์ค้างคาวคงบินต่อไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่เหน็ดเหนื่อย ใกล้เงาตะคุ่มของหน้าผาสูงแห่งหนึ่งเข้าไปเสียงเป่าเขาก็ดังขึ้นทุกที
.
แสงสว่างปรากฎเป็นลำอยู่ในหุบผาข้างล่าง พาหนะของศักดิ์บินต่ำลงไปด้วยความรวดเร็ว แล้วถลาเข้าไปในปากอุโมงค์กว้างชั้นล่างของหน้าผา ซึ่งแสงสว่างพวยพุ่งออกมาพร้อมทั้งเสียงเป่าเขาเซ็งแซ่
.
โปรดติดตามตอนต่อไป แม่เฒ่าอะวาโม ภาพปก เสือดาว(Leopard)
2 บันทึก
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย