11 ก.ย. 2023 เวลา 02:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand)

🕓“รวยช้า แต่รวยชัวร์”🕣

การลงทุนเป็นเรื่องของเวลา ถ้าคุณมีระยะเวลาเพื่อลงทุนยาวนานพอ และมีปริมาณหุ้นที่ถือครองอยู่มากพอตามกำลังของเรา ส่วนที่เหลือคือการรอคอยให้ผลลัพธ์แห่งการทบต้นได้ทำงาน อย่างไรเสียก็ประสบความสำเร็จได้ทุกคน หน้าที่ของเราคือต้องเลือกวิธีการลงทุนให้ถูกต้อง เท่านั้นเอง
ความเป็นจริงแล้วการลงทุนไม่ใช่เรื่องยากอะไร ไม่มีความซับซ้อน ไม่มีสูตรลับหรือเคล็ดลับใดๆ หากอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนจำเป็นต้องหาวิธีการอันถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเราเองก่อน ความเหมาะสมคือ จริตส่วนตัว อัตลักษณ์ ความเฉพาะตัว ข้อจำกัด วิถีชีวิต หรือความพึงพอใจ กระบวนการลงทุนที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อตัวคุณเอง
✳หากเราแบ่งหุ้นเป็น 6 ประเภท อย่างที่ ‘ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch)’ นักลงทุนในตำนานได้นำเสนอเอาไว้ นั่นคือ “หุ้นเติบโตช้า หุ้นเติบโตเร็ว หุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว หุ้นทรัพย์สินมาก และหุ้นแข็งแกร่ง”
ส่วนตัวแล้วผมจะเลือกลงทุนในหุ้นเพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ หุ้นเติบโตช้า หุ้นสินทรัพย์มาก และหุ้นแข็งแกร่ง โดยบริษัทนั้นๆจะต้องเข้าเกณฑ์เงื่อนไขเพิ่มเติมคือ
🟢 บริษัทต้องมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องยาวนาน และจ่ายในอัตราที่เหมาะสม
🟢 มี ‘กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน’ ที่เป็นบวก และไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิมากเกินไป ค่าติดลบหรือค่าน้อยอาจหมายถึง การที่บริษัทไม่ได้รับรู้รายได้เป็นเงินสด เงินยังไม่ได้ไหลเข้ามาในบริษัทจริงๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่องในอนาคต
🟢 มี ‘วงจรเงินสด’ ที่ไม่นานจนเกินไป และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม
🟢 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของทุน (Interest Bearing Debt) ไม่เกิน 2 เท่า
บริษัทที่เราสนใจหากเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ แสดงว่าเป็นกิจการที่ทำมาหากินแล้วมีผลกำไรสม่ำเสมอ ส่วนผลตอบแทนเงินปันผลก็ควรอยู่ในระดับ 5% เป็นอย่างน้อย หากตามหาหุ้นที่เข้าเงื่อนไขแบบที่คุณต้องการไม่ได้ ก็ไม่ต้องฝืน รอให้เป็น ตลาดหุ้นทุกแห่งบนโลกใบนี้ไม่มีที่ไหนจะเป็นขาขึ้นได้ตลอดกาล สักวันหนึ่งมันจะต้องร่วงลงมา
เมื่อนั้นก็เป็นโอกาสของเรา โอกาสในการเข้าซื้อหุ้นดีๆ หมั่นทำการบ้านแล้วหยิบใส่กระเป๋าเพื่อรอคอย (Watchlist) ในทุกๆปีจะมีโอกาสให้เราเข้าซื้อหุ้นได้เสมอ และเราทุกคนไม่ได้มีเงินเยอะที่จะสามารถซื้อหุ้นได้ทุกบริษัทที่ต้องการหรอก อย่างมาก 5 – 8 บริษัทก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นเราจึงควรรอโอกาสดีๆผ่านเข้ามา มากกว่าการฝืนซื้อหุ้นซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
🚻ผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือน มีธุรกิจส่วนตัวต้องดูแล มีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายในชีวิตที่ต้องจัดสรรเวลา ไม่สามารถติดตามบริษัทหรือตลาดหุ้นได้ตลอดเวลา กระบวนการเลือกหุ้นเช่นนี้จึงเหมาะสมกับวิถีชีวิต จริตส่วนตนแบบผม สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อีกข้อหนึ่งคือ บริษัทนั้นๆต้องมีผู้บริหารเก่งและซื่อสัตย์ เก่งพอที่จะเป็นผู้นำพากิจการไปตลอดรอดฝั่งเมื่อเจอสถานการณ์คับขัน ซื่อสัตย์ต่อทุกฝ่ายรวมถึงผู้ถือหุ้นอย่างเรา หากผู้บริหารแย่ ก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี ต่อให้บริษัทนั้นจะเข้าเงื่อนไขทั้งหมดข้างต้นมาแล้วก็ตาม
หลายคนสงสัยว่า “กระบวนการลงทุนเช่นนี้ผลตอบแทนมันจะดีหรือ? ลงทุนแบบนี้เมื่อไหร่จะรวย?” จริงอยู่ที่ว่าการลงทุนแบบนี้จะไม่ทำให้เรารวยเร็ว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การลงทุนเป็นเรื่องของเวลา อย่างน้อยก็ 10 ปี เมื่อคุณมีรูปแบบการลงทุนที่ถูกต้อง มีระยะเวลายาวนานมากพอ ต่อให้คุณลงทุนในธุรกิจที่โตช้า แต่มีเงินปันผลสม่ำเสมอ และนำเงินปันผลนั้นกลับเข้ามาลงทุนซ้ำ (Reinvest)
วิธีการเช่นนี้จะทำให้เรามีปริมาณหุ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เงินปันผลก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี ที่เหลือก็เพียงแค่รอคอยวันเวลาให้ “ผลตอบแทนทบต้น” ทำงาน เท่านั้นเอง ความเสี่ยงต่ำกว่าการพยายามหาผลตอบแทนสูงๆ กับหุ้นที่คาดการณ์อนาคตได้ยากเย็น เป็นวิธีที่คนธรรมดาทำได้ไม่ยาก
❇สุดท้ายอย่าให้ความสำคัญกับราคาหุ้นในตลาดมากจนเกินไป มันจะทำให้เราโลภ กลัว และหวั่นไหว จงคิดไว้เสมอว่า “ถ้าเราเลือกหุ้นมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง ก็เป็นเพียงตัวเลข อย่าใส่ใจ อย่างไรแล้วเราก็ไม่ขายหุ้น เราร่วมเป็นเจ้าของกิจการ” หากคิดได้เช่นนี้ เราจะสามารถถือครองหุ้นได้อย่างยาวนาน ปราศจากความโลภและความกลัว เป้าหมายของเราคือการพยายามเพิ่มปริมาณหุ้นที่ถืออยู่ในแต่ละปี ไม่ต้องไปเปรียบเทียบผลตอบแทนกับใคร
อย่างที่ ‘วอเร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)’ เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าคุณจะรวยเร็วหรือรวยช้า ยังไงคุณก็รวยอยู่ดี” ไม่ว่าคุณจะมีพรสวรรค์หรือความพยายามมากเพียงใดก็ตาม แต่ในบางครั้งอย่างไรเสียคุณก็ต้องใช้เวลา หากคุณทำได้ ความสำเร็จก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม
การออมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากคุณอยากเป็นนักลงทุน อย่างแรกเลยคุณจะต้องมีเงินเก็บออมก่อน นำเงินจากการเก็บออมมาลงทุน และนำเงินปันผลที่ได้รับกลับไปลงทุนต่อ การออมไม่ใช่แค่ทำให้คุณมีเงินเก็บ แต่คือ “นิสัยของการใช้ชีวิต” นิสัยการออมส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากกว่าที่คิด คนที่ไม่ชอบอดออมมักอยากได้โน่น ได้นี่ ความอยากจะไม่มีวันสิ้นสุด หากตัดนิสัยเช่นนี้ออกไปได้ ความอยากได้ อยากมี จะลดลง คุณจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ไม่ยาก
📶บัฟเฟตต์ได้เคยพูดไว้อีกครั้งว่า “หากคุณซื้อของที่ไม่จำเป็นในวันนี้ วันข้างหน้าคุณจะต้องขายของที่จำเป็นอย่างแน่นอน”
🖋ปริญญา เธียรวร
📖ส่วนหนึ่งจากหนังสือ
“วิถีแห่ง VI” : บทเรียนการลงทุนที่ตกผลึกโดยต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า 35 ท่าน เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
ขอให้มีความสุขกับการลงทุน ในทุกๆวันนะครับ 🙂
โฆษณา