11 ก.ย. 2023 เวลา 09:54

อานันท์ ปันยารชุน เคยพูดถึงพระราชอำนาจของในหลวง

จะเห็นได้ว่าหลายปีที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างเรื่องบิดเบือนโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด เพื่อหวังสร้างความแตกแยก และสร้างความรู้สึกด้านลบต่อสถาบันฯ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่
ซึ่งการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้ที่พุ่งเป้าโจมตีไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ หากพิจารณาดูให้ดีก็เป็นเพราะว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถลงมาเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ใดได้ เมื่อในหลวงท่านถูกกล่าวหาโจมตี ท่านไม่สามารถแก้ต่างหรือโต้ตอบอะไรใครได้
ในหลวง พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ท่านทรงมีสถานะอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือความขัดแย้งต่างๆ ของขั้วการเมือง และไม่สามารถลงมาเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ใดได้ การลงพระปรมาภิไธยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง ก็ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะเห็นได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจใดๆ นอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เลย
นี่คือหลักการของระบอบพระมหากษัตริย์ตาม (ใต้) รัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy ที่ในหลวงท่านทรงปฏิบัติมาอย่างเคร่งครัด
ซึ่งคำสัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้กล่าวถึงประเด็นทั้งหมดข้างต้นไว้อย่างชัดเจน ดังนี้…
“พระเจ้าอยู่หัวของเรา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระบรมฯ ท่านเป็นชนชาวไทยแต่ท่านขาดสิทธิมากมาย สิทธิอันหนึ่งที่ทั้ง 3 พระองค์ ท่าน ขาดมาก คือท่านไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้
สมมุติท่านรู้อยู่ว่า นายกคนนี้ก็ดีหรือรัฐมนตรีคนนี้ก็ดี หรืออธิบดีคนนี้ก็ดี หรือนาย ก. นาย ข. นักธุรกิจ พูดไม่จริง ท่านก็ออกมาบอกไม่ได้...ว่าเขาพูดไม่จริง หรือถ้าเกิดว่าเขาพูดดีท่านก็ชมไม่ได้
เพราะฉะนั้นการเป็นพระเจ้าอยู่หัว การเป็นสมเด็จพระบรมราชินี การเป็นสมเด็จพระบรมฯ หรือเจ้านายอื่น มีข้อจำกัดมาก ท่านไม่สามารถใช้สิทธิตามมนุษยชนที่ปวงชนชาวไทยมีได้เลย
เพราะฉะนั้น ท่านมีหน้าที่ที่ท่านทำอยู่ปัจจุบัน ท่านอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีพระราชอำนาจอะไรจริงจัง พระราชอำนาจลงนามแต่งตั้งคนนั้น อธิบดีคนนี้ เป็นอำนาจที่มาจากการเสนอของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี
และเมื่อท่านลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรี หรือประธานสภา หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้สนองรับพระบรมราชโองการ ซึ่งผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือผู้รับผิดชอบโดยตรง”
โฆษณา