การลดหย่อนภาษี ควรซื้อประกัน หรือ กองทุนรวมพวก SSF/RMF ก่อนดี??

ถ้าคนมีรายได้เยอะ ฐานภาษีสูงๆ คงต้องตอบว่า
“Why choose?”
เพราะคุณต้องบริหารภาษีอย่างเข้มข้นกว่าคนที่ฐานภาษีน้อยกว่าแน่นอน
แต่สำหรับคนที่ฐานภาษีไม่ได้สูงมาก และยังต้องการบริหารภาษี หลายๆ คนคงเคยลังเลว่า จะเอาไงดี?? จะเอาเงินไปซื้อประกันชีวิตดี หรือจะเอาไปลงในกองทุนรวมดี ??
ถ้า จะเอา 2 อย่างนี้มาเปรียบเทียบกันตรงๆ คงลำบาก เนื่องจากจุดมุ่งหมายของการมีประกัน และ จุดมุ่งหมายของการไปลงทุนในกองทุน ก็ย่อมต่างกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าจะต้องเลือกจริงๆ จะต้องเลือกอะไรดี???
คำตอบของแต่ละท่านย่อมไม่เหมือนกัน และมีเหตุผลต่างๆ นานาที่แตกต่างกันไป ตามบริบทและเป้าหมายของแต่ละท่าน แต่ขอให้ทุกท่านคิดตามไปกับผมตามนี้
.
.
.
ถ้ายังจำ ปิระมิดทางการเงิน (financial pyramid) กันได้
ขั้นตอนวางแผนทางการเงิน และอิสรภาพทางการเงิน ประกอบไปด้วย
- Cashflow management
- Protection & Risk transfer
- Saving & Investment
- Wealth transfer
โดยพื้นฐานของการจะไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ย่อมเริ่มจากการบริหารเงินในกระเป๋าตังค์เราก่อน เพราะถ้าเรายังมีรายรับที่น้อยกว่ารายจ่าย มีหนี้สินเกินขีดความสามารถที่จะใช้หนี้ การไปสู่อิสรภาพทางการเงินนั้น จะบอกตามตรงว่าหริบหรี่เหลือเกิน
ดังนั้นวงจรทางทำงานของเงินในกระเป๋าเราคือ
มีรายได้รับเข้ามา > หักรายจ่าย > มีเงินเหลือไว้เก็บ/ไว้ลงทุน
แต่!! … พุทโธ ธัมโม สังโฆ … ชีวิตทุกวันนี้เรามีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้อีกมากมาย ถ้าสมมุติมีเหตุทำให้วงจรนี้โดนตัดลง เช่น คุณไม่สามารถหารายได้ได้ หรือเกิดเหตุที่ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน (และเป็นจำนวนเงินที่มาก) มันย่อมไปกระทบเงินกองสุดท้ายที่เราหวงแหนคือ กองเงินเก็บและเงินลงทุน อย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำให้แผนอิสรภาพทางการเงินนั้นล้มเหลว หรือ ไปถึงด้วยความยากลำบากมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในปิระมิดทางการเงินเค้าจึงแนะนำ
ว่าก่อนที่จะทำ saving & investment เราควรจัดการบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ คือการโอนย้ายความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้คนอื่นรับแทน ในที่นี้คือ “บริษัทประกัน”
ต้นเหตุที่ทำให้รายได้คุณหาย รายจ่ายคุณเพิ่ม จนกระทบเงินคงคลังของคุณหลักๆ จะเป็นในเรื่องของ
เสียชีวิต เจ็บป่วยจนไม่สามาถทำงานได้ และเจ็บป่วยจนต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก
โอนสิ่งเหล่านี้ไปให้ประกันดูแลแทน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ฯลฯ
เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เงินเก็บและเงินลงทุนของคุณจะได้ปลอดภัยจากความเสี่ยงเหล่านี้
.
.
.
ดังนั้น ถ้าจะให้แนะนำ จะแนะนำว่า ถ้ามีเงินจำกัด ฐานภาษีไม่มาก แนะนำทำในส่วนของ “ประกัน” ก่อน ครับ
ได้ทั้งความคุ้มครองเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยง และยังได้บริหารภาษีไปในตัว
 
“จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คุณจะไม่มีประกันอยู่ในทางเดินสู่อิสรภาพทางการเงินของคุณ” ขอบคุณครับ
#pulmofinance
#AIA
#synergy10
#วางแผนภาษี
#วางแผนการเงิน
#ลดหย่อนภาษี
  • 1
โฆษณา