25 ต.ค. 2023 เวลา 07:57 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุป 3 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ จากหนังสือและบทความของ Ray Dalio EP.3

จากในครั้งที่ผ่านมา เราได้บอกเล่าถึงแรงขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ในความคิดของ Ray Dalio อย่างปัญหาหนี้และความขัดแย้งภายในประเทศกันไปแล้ว
ครั้งนี้เราจะมาต่อกันที่แรงขับเคลื่อนที่สามในความคิดของ Ray Dalio นั่นก็คือ "ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศ" ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งปัญหาหนี้และความขัดแย้งภายในประเทศก่อนหน้านี้
  • ​ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศ
อย่างที่ทราบกันว่าความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นและพบเห็นในปัจจุบัน นั้นมีต้นต่อมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและจีน
ในหัวข้อนี้ Ray Dalio กล่าวว่าเขาได้สังเกตเห็นความเชื่อมโยงของการขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ที่มันมักมาพร้อมกับการพิมพ์เงินและช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าที่เพิ่มขึ้น
จากการศึกษาประวัติศาสตร์โลกและการเงินของเขา Ray Dalio ก็ได้พบว่าสิ่งนี้มันก็เคยเกิดขึ้นแล้วหลายต่อหลายครั้งในอดีตเป็น "วัฐจักร" เช่นเดียวกับปัญหาหนี้และความขัดแย้งภายในประเทศ และวัฐจักรสามเหตุการณ์นี้ชอบเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
ที่มา Principles by Ray Dalio
Ray Dalio กล่าวว่าในครั้งอดีตเมื่อเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศท้ายที่สุดเมื่อมันจบลง มันมักจะนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงของระบบระเบียบหรืออำนาจต่างๆของทั้งภายในประเทศและระดับโลก"
Ray Dalio ได้ยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐฯ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและในระดับโลก
Ray Dalio บอกว่าระบบระเบียบและอำนาจต่างๆของสหรัฐฯนั้นได้มาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในช่วงปี 1930 ถึง 1945 อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดการพิมพ์เงินเป็นจำนวนมากทั่วโลกเพื่อทำสงครามหรือพิมพ์เงินเพื่อลดผลกระทบที่มาจากสงครามในบางประเทศ
1
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงด้วยชัยชนะของฝั่งพันธมิตร ทำให้มหาอำนาจเก่าอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และสหราชอาณาจักร เสื่อมอำนาจลง และสหรัฐฯได้ขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจแทน
และได้มีการทำสนธิสัญญาเพื่อกำหนดระบบการเงินโลกใหม่ที่ชื่อว่า เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ในปี 1944 นำโดยสหรัฐฯและอีก 44 ประเทศ
ซึ่งในปี 1933 ก่อนเกิดเหตุการณ์สนธิสัญญาเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ภายในสหรัฐฯเองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบในประเทศเช่นเดียวกัน อย่างการประกาศที่จะ "ละทิ้ง" มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)
สาเหตุมาจากช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีการใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ จึงได้มีการพิมพ์เงินใหม่เป็นจำนวนมาก ด้วยความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและปริมาณทองคำในประเทศ ผู้คนจึงแห่ถอนทองคำออกจากธนาคาร
รัฐบาลสหรัฐฯจึงอ้างเหตุผลนี้เพื่อจะได้ประกาศละทิ้งมาตรฐานทองคำ ทำให้พวกเขาพิมพ์เงินใหม่ออกมาใช้ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงปริมาณทองคำที่มีอยู่มากเท่าไหร่นัก
เพราะพวกเขาอ้างว่าถ้าไม่ละทิ้งมาตรฐานทองคำ สหรัฐฯอาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้และจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นได้ และจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆมากมาย พูดง่ายๆก็คือ มัดมือชกเพื่อแก้ไขปัญหาตรงหน้านั่นแหละ
การกระทำนี้ของสหรัฐฯไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านระบบการเงินเท่านั้น แต่ด้วยการพิมพ์เงินที่เกิดขึ้นทำให้เกิดช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าหรือความเหลี่อมล้ำที่กล่าวไว้ใน EP.2 และอาจนำไปสู่นโยบายประชานิยมจากภาครัฐเพื่อแก้ไขความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งการใช้จ่ายที่มากในนโยบายประชานิยมก็จะไปกระตุ้นให้เกิดการพิมพ์เงินครั้งใหม่ขึ้นอีก
และถึงแม้การละทิ้งมาตรฐานทองคำของสหรัฐฯในปี 1933 จะเป็นการลดความเชื่อมั่นของสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐลง แต่ด้วยสนธิสัญญาเบรตตันวูดส์ที่เกิดขึ้นในปี 1944 หลังจากที่สหรัฐฯและพันธมิตรชนะสงคราม ทำให้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐยังคงแข็งแรงอยู่และได้กลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก (Reserve Currency)
1
เพราะในสนธิสัญญาเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) กำหนดให้สกุลเงินของประเทศสมาชิกกว่า 44 ประเทศ ต้องอ้างอิงกับมูลค่าของดอลล่าร์สหรัฐ และดอลล่าร์สหรัฐยังคงต้องอ้างอิงมูลค่ากับทองคำอยู่ แม้สหรัฐฯจะประกาศละทิ้งมาตรฐานทองคำในปี 1933 ไปแล้วก็ตาม
และถึงแม้สนธิสัญญาเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) จะล่มสลายลงในปี 1971 จากการยุติการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำของสหรัฐฯ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญให้กับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐมาจนถึงปัจจุบัน
และการที่สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐกลายเป็น "สกุลเงินหลักของโลก" ทำให้สกุลเงินนี้ได้รับการยอมรับและมีนัยกับระบบการเงินทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้
อย่างเช่น เมื่อสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก หมายความว่า หลายๆประเทศทั่วโลกมีดอลล่าร์สหรัฐเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ
1
จึงไม่แปลกเลย ถ้าหากสหรัฐฯมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินแล้วมันจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ไม่เพียงแต่สนธิสัญญาเบรตตันวูดส์ในอดีตเท่านั้นที่ทำให้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐสามารถเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกได้ แต่เพราะในช่วงเวลานั้น ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐเองก็กินสัดส่วนถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก
มันจึงไม่แปลกอีกเช่นกัน หากหลายๆประเทศทั่วโลกจะค้าขายหรือเกิดธุรกรรมทางการเงินกับสหรัฐฯ โดยใช้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ
ที่มา Principles by Ray Dalio
และด้วยปัจจัยหลักๆนี้เอง สหรัฐฯจึงสามารถอยู่เหนือประเทศอื่นๆ และเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเรืองอำนาจมากที่สุด
และการที่สหรัฐฯสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ก็เพราะว่าพวกเขาชนะสงครามนั่นเอง
Ray Dalio จึงได้เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "ระเบียบโลกของสหรัฐฯ"
อธิบายมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะงงหรือไม่เข้าใจสิ่งที่ Ray Dalio จะสื่อ
เขาพยายามจะบอกเราว่า ในหนึ่งวัฐจักรความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นนั้น จำเป็นจะต้องมี "การเปลี่ยนแปลง" ในวัฐจักรอื่นๆอย่างปัญหาหนี้และความขัดแย้งภายในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคหรือระดับโลก และจะนำไปสู่การเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศมหาอำนาจ อย่างที่เคยเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในอดีต เหมือนที่เขายกตัวอย่างในกรณีของสหรัฐฯ
จากการศีกษาข้อมูลของ Ray Dalio เขายังพบว่าการเรืองอำนาจของมหาอำนาจต่างๆในอดีต จะกินเวลาประมาณ 250 ปี ในหนึ่งรอบวัฐจักรใหญ่ ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันระหว่างวัฐวักรประมาณ 10-20 ปี โดยเขายกตัวอย่าง ดัตช์ อังกฤษ สหรัฐฯ และที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นอย่างจีน
ที่มา Principles by Ray Dalio
ที่มา Principles by Ray Dalio
ซึ่งช่วงคาบเกี่ยวของสามมหาอำนาจอย่าง ดัตช์ อังกฤษ และสหรัฐฯ ในอดีตนั้น Ray Dalio ได้นับว่าช่วงเวลานั้นเป็น "ช่วงเวลาแห่งการเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศ"
เนื่องจากหากไม่เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ระหว่างประเทศที่มีอำนาจใกล้เคียงกัน ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของอำนาจผู้นำ
จากในแผนถูมิของเขา Ray Dalio ได้เชื่อว่าเรากำลังจะเข้าใกล้ช่วงคาบเกี่ยวของสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯกับจีนแล้ว
Ray Dalio ได้อธิบายต่อว่าในปัจจุบันเขาเริ่มที่จะเห็น "องค์ประกอบต่างๆ" ที่เขาได้กล่าวและพยาบามอธิบายไว้ตั้งแต่ใน EP.1 EP.2 และที่กล่าวไว้ข้างต้นใน EP นี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น แนวโน้มหนี้ของสหรัฐฯและทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น การเลือกฝั่งเลือกฝ่ายของประเทศต่างๆ การลดการพึ่งพากันและกัน ความเหลี่ยมล้ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก การพิมพ์เงินอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ปัญหาประชากรศาสตร์ รวมถึงสงครามการค้าและอีกๆมากมาย
ปัจจุบันสหรัฐฯได้ถูกท้าทายโดยอำนาจใหม่อย่างจีน ซึ่งจะเรียกว่าอำนาจใหม่ก็ไม่เชิง เพราะในอดีตจีนเองก็เคยมีช่วงที่เรืองอำนาจเหมือนกันแม้จะเสื่อมถอยลง แต่ก็กลับมาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและได้กลับขึ้นมาท้าชนกับระเบียบโลกเดิมและมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ
ที่มา Principles by Ray Dalio
Ray Dalio ระบุว่าเขายังได้ใช้ตัวชี้วัด 8 อย่าง ที่เขาเชื่อว่าสามารถใช้วัดอำนาจของแต่ละประเทศได้
ได้แก่ การศึกษา, ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาเทคโนโลยี, ความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก, ผลผลิตทางเศรษฐกิจ, ส่วนแบ่งการค้าโลก, ศูนย์กลางทางการเงินสำหรับตลาดทุน, ความมั่นคงทางการทหาร และความแข็งแร่งของสกุลเงินในฐานะสกุลเงินสำรอง
ทีนี้เรามาเปรียบเทียบระหว่างของสหรัฐฯกับจีนกัน
  • ​สหรัฐฯ
ที่มา Principles by Ray Dalio
  • ​จีน
ที่มา Principles by Ray Dalio
จะเห็นได้ว่าแม้ในปัจจุบันด้านความแข็งแร่งของสกุลเงินในฐานะสกุลเงินสำรอง ศูนย์กลางทางการเงินสำหรับตลาดทุน และความมั่นคงทางการทหาร จีนเองยังถือว่าห่างไกลจากของสหรัฐฯ
แต่เราจะเห็นได้ชัดว่าในด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก ผลผลิตทางเศรษฐกิจ และส่วนแบ่งการค้าโลก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจีนเองก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
Ray Dalio กล่าวต่อว่าตัวชี้วัด 8 อย่างนี้มีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนตำแหน่งอำนาจผู้นำในอดีตเช่นกัน
โดยเขาอธิบายผ่านโมเดล Big Cycle ของเขา
ที่มา Principles by Ray Dalio
โมเดล Big Cycle นี้ได้อธิบายว่า วัฐจักรรอบใหญ่เริ่มต้นที่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่มักเริ่มด้วยสงคราม เมื่อมันจบลงจะเกิดระเบียบโลกใหม่และมหาอำนาจใหม่
หลังจากนั้นในช่วงแรกจะตามมาด้วยสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และผลผลิต เนื่องจากไม่มีใครสามารถท้าทายอำนาจใหม่ได้
และเมื่อผู้คนคุ้นเคยกับความสงบสุข พวกเขาก็จะคาดหวังว่าสิ่งนี้จะดำเนินต่อไป พวกเขาก็จะเริ่มกู้เงินเพื่อสร้างหรือเดิมพันกับสิ่งใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยี การเกษตร กลาโหม การค้า และอื่นๆ (ซึ่งท้ายที่สุดส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยฟองสบู่สินทรัพย์และการเงิน)
สิ่งใหม่ๆ (Productivity) ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ส่วนแบ่งทางการค้าของประเทศที่มากขึ้นและทำให้ธุรกรรมของสกุลเงินของประเทศนั้น เติบโตขึ้นและมากพอที่จะมาเป็นสกุลเงินสำรองของโลกได้
ซึ่งจะนำไปสู่การกู้ยืมเงินที่มากขึ้นในสกุลเงินนั้นๆ แต่ในขณะเดียวกันความเจริญรุ่งเรืองนั้นจะทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวและไม่กระจายตัว ทำให้เกิดช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าหรือความเหลี่อมล้ำและนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ
ต่อมาฟองสบู่เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองนั้นก็จะแตกลง ตามมาด้วยปัญหาหนี้มากมาย ซึ่งนำไปสู่การพิพม์เงินมาใช้ของประเทศมหาอำนาจนั้น ขณะเดียวกันความขัดแย้งภายในประเทศจะทวีความรุนแรงขึ้น เพราะช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าหรือความเหลี่อมล้ำนั้นกว้างมากขึ้นจากการพิพม์เงิน (อธิบายไว้ใน EP.2)
และก่อให้เกิดการปฎิวัติบางรูปแบบขึ้นเพื่อกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลี่อมล้ำเหล่านั้น
ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจนั้นต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายในประเทศ อำนาจในระดับมหภาคหรือระดับโลกของพวกเขาจะลดน้อยลง เมื่อเทียบกับอำนาจของประเทศคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น
และเมื่ออำนาจของประเทศคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น และแข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันหรือท้าชนกับอำนาจเดิม ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศก็จะเกิดขึ้น โดยอาจจะมาในรูปแบบของสงครามที่รบกันจริงๆ หรือสงครามเศรษฐกิจ (เริ่มคล้ายกับที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับจีนแล้วใช่มั้ย?)
หลังจากเกิดสงครามทั้งภายในและภายนอก ก็จะมีผู้ชนะและผู้แพ้รายใหม่เกิดขึ้น จากนั้นผู้ชนะก็จะกำหนดระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
แล้ววัฐจักรรอบใหญ่ของมหาอำนาจใหม่ก็จะกลับมาสู่ "จุดเริ่มต้น" ของวัฐจักรอีกครั้งนั่นเอง
ซึ่งวัฐจักรเหล่านี้เองก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายต่อหลายครั้ง ผลัดเปลี่ยนกันไปมาตั้งแต่ในอดีต
ที่มา Principles by Ray Dalio
เกิดอำนาจใหม่ > รุ่งเรือง > เกิดปัญหา > เสื่อมถอย > แพ้อำนาจใหม่ > กลับสู่จุดเริ่มต้น
จริงๆแล้ว Ray Dalio เขาได้อธิบายรายละเอียดไว้มากกว่าที่กล่าวมานี้มากๆ เพื่อนๆที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือและบทความของ Ray Dalio ได้ด้วยตนเอง
ปัจจุบันเราจะได้เห็นท่าทีที่ "แข็งกร้าว" ที่มีต่อจีนของสหรัฐฯ สหรัฐฯได้ตระหนักถึงเรื่องนี้และได้มีการขัดขวางจีนเท่าที่จะทำได้ในตัวชี้วัด 8 อย่างของ Ray Dalio ที่กล่าวมา
การขัดขวางจีนของสหรัฐฯได้กลายเป็น ความขัดแย้งและการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสอง
สหรัฐฯและจีนพยายามพัฒนาระบบการศึกษาของตนเองอย่างต่อเนื่อง
จีนได้ลอกเลียนแบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆจากประเทศอื่นๆ
สหรัฐฯและจีนได้ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยีของกันและกันโดยการแบนต่างๆ
สหรัฐฯและจีนพยายามลดการพึ่งพากันและกันในหลายๆด้าน
จีนพยายามเพิ่มส่วนแบ่งการค้าในเวทีโลกมากขึ้น
1
จีนพยายามเป็นศูนย์กลางทางการเงินสำหรับตลาดทุน โดยทำผ่านฮ่องกง
ทั้งสหรัฐฯและจีนต่างเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้มากขึ้น
จีนมีการรวมกลุ่มกับประเทศอื่นๆ เพื่มลดการพึ่งพาสกุลเงินดอล่าร์สหรัฐ
จีนพยายามเพิ่มธุรกรรมการเงินของสกุลเงินหยวนผ่านความร่วมมือทางการค้าต่างๆ
และอื่นๆอีกมากมาย จะเห็นได้ว่ามันคล้ายคลึงการสิ่งที่ Ray Dalio ได้พยายามอธิบายไว้ในหนังสือและบทความของเขา
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำให้ Ray Dalio เชื่อว่าเรากำลังใกล้เข้าสู่ช่วงคาบเกี่ยวของวัฐจักรความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นและนำโดยสหรัฐฯกับจีนนั่นเอง
Ray Dalio กล่าวอีกว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดก็ได้ เพราะสหรัฐฯเองก็พยายามที่จะยื้อเวลาวัฐจักรของตนไว้ให้ได้นานที่สุดเช่นเดียวกัน
ที่มา Principles by Ray Dalio
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ Ray Dalio นั้นก็สามารถเป็นตัวชี้วัดกว้างๆและเป็นแนวทางการลงทุนและปฎิบัติให้แก่เราได้ และหวังว่าบทสรุปย่อนี้จะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆไม่มากก็น้อย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา