ทำไม ออสเตรเลีย ถึงเป็นประเทศยอดนิยม สำหรับนักเรียนไทย

ปัจจุบัน การไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ นับเป็นหนึ่งใน Wish List ของเด็กรุ่นใหม่หลาย ๆ คน
1
เพราะนอกจากจะช่วยให้พวกเขาได้เรียนต่อ ในเส้นทางที่สนใจแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเป็นอีกประสบการณ์สำคัญ ที่ได้ใช้ชีวิตในต่างแดน
และหนึ่งในประเทศยอดนิยม ที่นักเรียนไทยเลือกไปเรียนต่อ พักหลัง ๆ มานี้ ก็คือ “ออสเตรเลีย”
ทำไม ออสเตรเลีย ถึงเป็นประเทศขวัญใจนักเรียนไทย ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
สำหรับนักเดินทางแล้ว ออสเตรเลีย ถือเป็นหมุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ในแถบนี้ก็ว่าได้ เพราะออสเตรเลีย มีลักษณะภูมิประเทศที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งทะเล ภูเขา และทะเลทราย ทำให้ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ครบจบในประเทศเดียว
 
ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียก็เป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และคนที่ต้องการเรียนเสริมทักษะด้านภาษาอังกฤษ
5
โดยกระทรวงศึกษาธิการของออสเตรเลีย รายงานว่า เฉพาะในปี 2023 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม มีจำนวนนักเรียนต่างชาติ มาเรียนที่ออสเตรเลียมากถึง 700,000 คน
6
ส่วนนักเรียนไทยในออสเตรเลีย ถือเป็นนักเรียนต่างชาติ ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับ 7 โดยมีจำนวนมากถึง 24,000 คน..
5
ซึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ออสเตรเลีย กลายเป็นประเทศยอดนิยม สำหรับนักเรียนไทย ก็มีตั้งแต่
1. คุณภาพการศึกษาที่ดีติดอันดับโลก
จากข้อมูลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ของ Times Higher Education หรือ QS World University Rankings ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น
-The University of Melbourne (อันดับ 14 ของโลก)
-The University of New South Wales หรือ UNSW Sydney (อันดับ 19 ของโลก)
-The University of Sydney (อันดับ 19 ของโลก)
-The Australian National University (อันดับ 34 ของโลก)
-Monash University (อันดับ 42 ของโลก)
2
*ตามการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2024
จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 20 อันดับแรก ก็ตั้งอยู่ในออสเตรเลียถึง 3 แห่ง
อีกทั้งคอร์สเรียนต่าง ๆ ในออสเตรเลีย ก็มีการเปิดสอนในหลากหลายสาขา ครบทุกรายวิชา และมีสถาบันเฉพาะด้านให้เลือกมากมาย
1
2. ค่าใช้จ่ายที่ถูกลง เมื่อเทียบกับประเทศทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกา
แน่นอนว่า ประเทศแรก ๆ ที่นักเรียนหรือนักศึกษานึกถึง เมื่ออยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ คงหนีไม่พ้นอังกฤษ หรือไม่ก็สหรัฐอเมริกา
โดยเฉพาะเมืองใหญ่ อย่างลอนดอนหรือนิวยอร์ก
2
ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายคนที่มองหาตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่า อย่างซิดนีย์หรือเมลเบิร์น
1
ทั้งนี้ Hands On บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศ ได้สรุปค่าใช้จ่ายต่อปี ทั้งค่าเรียนและค่าใช้ชีวิตทั้งหมดในเมืองนิวยอร์ก ว่าเริ่มต้นอยู่ที่ราว ๆ 1.5-2 ล้านบาทต่อปี
2
ในขณะที่เมืองยอดนิยมของออสเตรเลีย อย่างซิดนีย์ จะเริ่มต้นอยู่ที่ราว ๆ 1.2-1.5 ล้านบาทต่อปี
ทำให้มีนักเรียนไทยจำนวนหนึ่ง ตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกลงหลายแสนบาทต่อปี
และยิ่งใครที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองรองลงมา อย่างเมลเบิร์นหรือเพิร์ท ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งถูกลงไปอีก
1
ที่สำคัญก็คือ ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนในออสเตรเลีย ยังสามารถทำงาน Part-Time ได้ 48 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถทำที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ
ในขณะที่ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนในสหรัฐอเมริกา จะมีข้อจำกัดมากกว่า เช่น สามารถทำงานได้แค่ในมหาวิทยาลัย หรือสถานที่ที่อยู่ในเงื่อนไข ตามที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น หากออกไปทำงานข้างนอกมหาวิทยาลัย จะถือว่าผิดกฎหมาย
1
ซึ่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม อีก 5.75% โดยจะอยู่ที่ 550 บาทต่อชั่วโมง
3
นั่นเท่ากับว่า นักเรียนที่ทำงานเต็มเวลา 96 ชั่วโมงต่อเดือน จะมีรายได้เสริมขั้นต่ำอยู่ที่เดือนละ 52,800 บาทเลยทีเดียว
1
และสามารถนำรายได้ส่วนนี้ มาบรรเทาค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายประจำวันได้ในระหว่างเรียน
3. ที่ตั้งของเมืองที่น่าอยู่ติดอันดับโลก
ต้องบอกว่า เมืองยอดนิยมของประเทศออสเตรเลียที่นักเรียน นักศึกษาเลือกไปเรียนต่อ คือ ซิดนีย์ และเมลเบิร์น
1
ทั้ง 2 เมืองนี้ ติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก อันดับ 3 และ 4 ของโลกตามลำดับ วัดจากดัชนีชี้วัดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลก (Global Liveability Ranking) ของ EIU ในปี 2023
ซึ่งเมลเบิร์นและซิดนีย์ ก็เป็นรองเพียงแค่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เท่านั้น
โดยดัชนีนี้ใช้ 5 เกณฑ์หลัก ๆ ในการพิจารณา คือ เสถียรภาพและความมั่นคงในชีวิต, สาธารณสุข, วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม, การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
4. ความสะดวกในการเดินทาง
ส่วนเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องการเดินทางไปออสเตรเลีย ที่ง่ายและสะดวก เพราะใช้เวลาบินตรงจากไทยเพียงแค่ 8-9 ชั่วโมง และมีสายการบินให้เลือกหลายเจ้า แถมค่าตั๋วยังถูกกว่าบินไปยุโรป หรืออเมริกา เป็นอย่างมาก
รวมถึงการเดินทางภายในประเทศ ก็สะดวกสบาย เพราะมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟ หรือสกูตเตอร์
อีกทั้งยังสามารถใช้บริการรถแทรมได้ฟรี (Free Tram Zone) ในเขตใจกลางเมืองเมลเบิร์นและซิดนีย์อีกด้วย
3
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจบอกได้ว่า ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจ สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เรียนต่อในต่างประเทศ
1
เพราะนอกจากออสเตรเลีย จะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกแล้ว
2 เมืองยอดฮิตสำหรับนักเรียน นักศึกษา ยังติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย
เรียกได้ว่า การไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เสียไป ทั้งในแง่คุณภาพของการเรียน และคุณภาพชีวิตดี ๆ ที่อาจหาที่ไหนไม่ได้นั่นเอง..
3
Presented by กลุ่มบริษัทธนจิรากรุ๊ป (TANACHIRA) เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศได้แก่ Pandora (แพนดอร่า), Marimekko (มารีเมกโกะ), Cath Kidston (แคท คิดสตัน) และเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิวพรรณ สปาแบบองค์รวมรายแรกในไทยภายใต้แบรนด์ HARNN (หาญ), VUUDH (วุฒิ), HARNN Heritage Spa (หาญ เฮอริเทจสปา) และ SCape by HARNN (เอสเคป บาย หาญ) มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและในภูมิภาคกว่า 165 สาขา ภายใต้แนวคิด “Bring the Best of the Brand to the Best of Thailand”
  • 93
โฆษณา