27 ต.ค. 2023 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์

เทวรูปรุ่นเก่าและเทวรูปเด่นจากเมืองศรีเทพ “สุริยเทพ”

เทวรูปรุ่นเก่าสวมหมวกทรงกระบอกพบที่เมืองศรีเทพคือพระวิษณุ แกะจากหินสูงกว่า ๒๐๗ เซนติเมตร ลักษณะเป็นประติมากรรมลอยตัวพระกรทั้งสี่ยกขึ้นไม่ติดกับส่วนองค์แต่หักหายไป นุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นซึ่งเป็นอิทธิพลวัฒนธรรมแบบเขมร (ถกเขมร) ยืนเอียงตนลักษณะแบบตริภังค์ และคล้ายกับที่พบพระวิษณุสวมหมวกแขกที่พบจากเมืองโบราณที่ดงศรีมหาโพธิ์ ปราจีนบุรี เป็นหลักฐานของการนับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดูในช่วงยุคแรกๆ บนแผ่นดินไทย
“สุริยเทพ” หรือพระอาทิตย์ ในศาสนาฮินดูถือว่าเป็นเหตุแห่งการมีชีวิต ได้รับการบูชาในยามเช้าและมีวัดฮินดูในอินเดียหลายแห่งที่บูชาพระสุริยะเป็นการเฉพาะ เทวรูปพระอาทิตย์ในอินเดียบ้างเป็นเทพสองมือถือดอกบัว บ้างมีสี่มือถือดอกบัว จักร สังข์ และคทา เมื่อราตรีกาลผ่านไป พระสุริยเทพก็จะประทับราชรถข้ามฟากฟ้ามาประทานความอบอุ่นและชีวิตให้กับสัตว์โลกอีกครั้งเอาชนะความมืด ผลัดเปลี่ยนกันไปตลอดกาล
พระสุริยะเป็นเทพเก่าแก่และสำคัญองค์หนึ่งมีลัทธิเป็นเอกเทศของตนเองเรียกว่าลัทธิเสาระ ซึ่งรุ่งเรืองมากในสมัยหลังคุปตะราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ พระองค์อยู่ในกลุ่มอาทิตยเทพที่มีทั้งหมด ๑๒ องค์ ซึ่งมักบูชาควบคู่กับการบูชาเทพนพเคราะห์หรือดาวเคราะห์อีก ๙ ดวง การบูชากลุ่มอาทิตยเทพมีมานานแล้วในอินเดีย แต่พระสุริยะยังไม่ได้รับการยกย่องมากนัก
จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากอิหร่านในราชวงศ์กุษาณะราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๘ โดยนักบวชอิหร่านที่เคยอาศัยทางตะวันออกของอิหร่านปัจจุบันซึ่งมีสายรัดเอวที่เรียกว่าอวยังคะ หมายถึงเข็มขัดศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือพระอาทิตย์เทียบได้กับสายธุรำหรือสายยัชโญปวีตของพราหมณ์
สุริยะเทพถือเป็นเทพแบบฮินดูองค์แรกๆ ที่พบการสร้างประติมากรรมเพื่อเคารพบูชาในท้องถิ่น ในระยะแรกจะเป็นประติมากรรมเฉพาะองค์แบบลอยตัว เช่น ที่พบจากไชยา สกุลช่างโจฬะจากอินเดีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ อันเป็นยุคศรีวิชัยและสุริยะเทพทำจากสำริด พบที่เมืองโบราณยะรัง ในจังหวัดปัตตานี
พระสุริยะแต่งตัวหุ้มหน้าอกจนถึงเท้า ซึ่งไม่สวมรองเท้า ถ้าเป็นทางอินเดียใต้บริวารต่างๆ รวมทั้งรถม้าแบบทางเหนือหายไป ถือดอกบัวในพระหัตถ์ในระดับบ่าทั้ง ๒ ข้าง สวมต่างหูสวมสร้อยไข่มุกยาวคาดเข็มขัด (อวยังคะ) ไว้รอบเอว มีรัศมีวงกลมด้านหลังพระเศียร
สุริยะเทพที่พบจากศรีเทพจะมีรูปลักษณ์คิ้วหนาต่อกันเป็นรูปปีกกา ตาโต บางองค์มีหนวดโง้งเคราหนา ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับบุคลลเชื้อสายเปอร์เซีย สวมหมวกทรงสูงมีลวดลายคล้ายทรงสามเหลี่ยมเป็นลายงดงามประดับอยู่ทั้ง ๓ ด้าน ประทับยืน พระกรหักหาย แต่เห็นลักษณะงอข้อศอกสันนิษฐานว่าแต่เดิมคงถือดอกบัว สวมต่างหูใหญ่เป็นรูปกลีบดอกไม้ ประดับกรองศอเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยมและบางองค์มีสายคาดเอวหรืออวยังคะชัดเจน และมีประภามณฑลด้านหลังพระเศียร
เทวรูปสุริยะเทพพบที่เมืองศรีเทพมากที่สุดในบรรดาเมืองโบราณในประเทศไทยคือ ๖ องค์ และน่าจะเป็นเมืองโบราณในภาคกลางแห่งเดียวที่พบพระสุริยะ ทำจากฝีมือช่างท้องถิ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ รูปแบบประติมากรรมเห็นได้ว่าปรับรับอิทธิพลจากศิลปะแบบอินเดียใต้แบบคุปตะและหลังคุปตะ หรือบางองค์ก็คล้ายกับพระสุริยะในราชวงศ์มถุรา ในรัฐอานธรประเทศ แล้วมาสร้างเป็นงานประติมากรรมแบบของตนเอง เป็น “ศิลปะแบบศรีเทพ”
ต่อมามีความเชื่อที่ดูจะปรับเปลี่ยนไป แม้จะกล่าวว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากตำราโหราศาสตร์ของฮินดูก็ตามคือ ความเชื่อเรื่องเทพนพเคราะห์พบว่ามีการสลักเป็นกลุ่มเทพนพเคราะห์เช่นที่พบบนทับหลังในปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทโลเลยในกัมพูชา และเป็นผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ในตำราโหราศาสตร์ฮินดู ซึ่งมีเทพบริวารอีก ๘ องค์ รวมเป็น ๙ องค์ ซึ่งจะให้โทษหรือสร้างอุปสรรคให้กับมนุษย์มากกว่าจะให้คุณ
ต่อมาจึงต้องมีผู้ควบคุมเทพนพเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ พระคเณศ เทพผู้เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล เทพนพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ
นอกจากประติมากรรมเทวรูปพระสุริยเทพ ยังปรากฏรูปพระสุริยะบนธรรมจักรหินทวารวดีจำนวน ๓ ชิ้น จากเมืองโบราณในภาคกลาง เป็นรูปบุคคลชาย นั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองถือดอกบัวยกขึ้นระดับหน้าอก
จากเอกสาร ท่องเที่ยวเพื่อเข้าใจเมืองไทย “ในมัณฑละแห่งศรีจนาศะ ละโว้ ศรีเทพ เสมา”
#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
โฆษณา