Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AOMSAP Journey
•
ติดตาม
22 ธ.ค. 2023 เวลา 23:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ทศวรรษ 1970 เกิดอะไรขึ้น ทำไม Fed ถึงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ต้อง "ซ้ำรอย"
ทศวรรษ 1970 ถูกจดจำว่าเป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจและสังคมในสหรัฐฯ
ณ เวลานั้น ประเทศสหรัฐฯต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อย่างเช่น สงคราม ราคาน้ำมัน ภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ซบเซา และอื่นๆ
วิกฤตในครั้งนั้นได้กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้แก่นักลงทุน และเหล่าธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed)
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย Fed เลยมุ่งมั่นที่จะทำให้ภาวะเงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันลดลงให้ได้ตามเป้าหมาย
บทความนี้เลยจะมาบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งทศวรรษ 1970 ว่า ณ เวลานั้นเกิดอะไรขึ้นในสหรัฐฯ และทำไม Fed ถึงไม่อยากให้วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องซ้ำรอยกับที่เกิดขึ้นในครั้งอดีต
หากจะกล่าวถึงวิกฤตช่วงทศวรรษ 1970 คงต้องย้อนไปถึงช่วงหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
ในช่วง 25 ปี หลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง อำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯนั้นไม่มีใครเทียบได้ หลายคนถึงกับมองว่าเป็นความเจริญรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยรู้จัก
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของสหรัฐฯ (GNP) เป็นหน่วยวัดสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตโดยพลเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1940 เป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1960
ทำให้ในระหว่างปี 1945 ถึง 1970 สหรัฐฯสามารถครองความมั่งคั่งของโลกใบนี้ได้มากถึง 40%
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ร้อนแรงขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่มีปัญหาอะไรตามมาเลย
สัญญาณที่น่าหวั่นใจเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน (Core CPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1965
ในขณะที่การว่างงานของสหรัฐฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1969 สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเงินและเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น เมื่ออัตราเวินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ที่มา investopedia
ที่มา investopedia
ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรายจ่ายมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมสงครามเวียดนามของสหรัฐฯในปี 1965 บวกกับการดำเนินนโยบายที่ใช้จ่ายเงินมากเกินไปในช่วงเวลานั้น อย่างเช่น โครงการช่วยเหลือด้านสังคม โครงการสวัสดิการ และโครงการประกันสังคม
ปัจจัยส่งเสริมเงินเฟ้ออย่างสงครามเวียดนาม เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการในเวลานั้นสูงขึ้น ในขณะเดียวกันรายจ่ายมหาศาลในการเข้าร่วมสงครามก็ทำให้เกิดการขาดดุลทางการคลัง
ดัวยปัจจัยอย่างเศรษฐกิจที่ร้อนแรงบวกกับการขาดดุลทางการคลัง เงินเฟ้อจึงค่อยๆเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย
เป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนของสหรัฐฯ เนื่องจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยทำให้ค่าครองชีพของพวกเขาสูงขึ้นแล้ว และยังทำให้พวกเขาใช้ชีวิตยากขึ้นด้วย
รัฐบาลจึงได้มีการขยายโครงการช่วยเหลือด้านสังคม โครงการสวัสดิการ และโครงการประกันสังคม เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนจากผลของเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลทางอ้อมจากสงครามเวียดนามอีกทีหนึ่ง
นอกจากผลักดันราคาสินค้าและบริการจนก่อให้เกิดเงินเฟ้อแล้ว สงครามเวียดนามและนโยบายจากภาครัฐ ยังผลักดันให้เกิดการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยที่ค่อยหนุนเงินเฟ้อเช่นกัน
เรียกได้ว่าพวกเขาใช้จ่ายกันแบบแทบจะไม่คิดถึงผลที่ตามมาเลยก็ว่าได้
ตลอดช่วงทศวรรษ 1960 แม้ว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยากอย่างสงครามและการขาดดุลการคลังจำนวนมาก ทำให้สหรัฐฯไม่อาจหยุดยั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ สิ่งนี้จึงได้เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะของพวกเขา
ที่มา fred.stlouisfed.org
จากแผนภูมิจะเห็นได้ว่าในช่วงก่อนปี 1970 เหตุกาณ์ต่างๆอย่างสงครามเวียดนามและการดำเนินนโยบายที่ใช้เงินปริมาณมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการขาดดุลการคลังจำนวนมาก
ผลที่ตามมาจากการขาดดุลการคลัง คือ รัฐบาลสหรัฐฯก็ต้องมีการพิมพ์เงินใหม่เพิ่ม ทำให้หนี้สาธารณะของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และนำไปสู่การเกิดภาวะเงินเฟ้อที่แก้ไขได้ยากจากเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้น แต่รายได้ที่หาได้กลับไม่เพิ่มตาม
ที่มา fred.stlouisfed.org
จนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษ 1960 สหรัฐฯได้ค่อยๆเริ่มมีการถอนทหารและกองทัพออกจากเวียดนาม ทำให้รายจ่ายของพวกเขาเริ่มลดลง เป็นผลให้สหรัฐฯเริ่มขาดดุลการคลังน้อยลง
ที่มา fred.stlouisfed.org
ขณะเดียวกัน Fed ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างจริงจัง โดยในช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 6-7% แต่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับเกือบ 10% (ดูได้จากแผนภูมิ FRED อันแรก)
ดอกเบี้ยนโยบายที่สูงกดดันให้ภาคธุรกิจและประชาชนใช้จ่ายกันน้อยลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (ครั้งที่ 1)
โดยการเติบโตของ GDP ในปี 1970 อยู่ที่ 0.2% จาก 3.1% ในปี 1969 และ 4.9% ในปี 1968 โดยอัตราการว่างงานจาก 3.5% ในปี 1969 เพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ในปี 1971
อธิบายปัจจัยที่เกิดในช่วง 1960 ถึง 1970 อย่างง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจร้อนแรง + สงครามเวียดนาม + การใช้จ่ายจำนวนมากของรัฐบาล = เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอยนั่นเอง
แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้เอง กลับทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970
ที่มา in2013dollars.com
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเห็นอะไรแปลกๆบ้างแล้ว ทั้งๆที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับแข็งค่าขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Stagflation
ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวลงแต่อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโดยปกติแล้ว เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลง ส่งผลให้ความต้องการลดลงและทำให้ราคาสินค้าและบริการลดลงตามไปด้วย
กล่าวคือ ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามันควรที่จะทำให้เงินฝืดสิ แต่นี้อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หน้ำซ้ำค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าขึ้นอีกต่างหาก
การแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯมีราคาแพงมากขึ้น จึงเป็นเหตุทำให้สหรัฐฯ เริ่มกลับมาขาดดุลการคลังอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาส่งออกได้ยากขึ้น
เพื่อที่จะแก้ไขภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ในปี 1971 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะนั้น ได้ออกกฏหมาย Executive Order 11615
โดยระบุว่า ห้ามไม่ให้นายจ้างขึ้นค่าจ้างแก่พนักงาน และห้ามไม่ให้ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นเวลา 90 วัน กฏหมายมีผลบังคับใช้กับธุรกิจและองค์กรทั้งหมดในสหรัฐฯ ยกเว้นธุรกิจขนาดเล็กบางประเภทเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ริชาร์ด นิกสัน ก็พยายามที่จะเพิ่มการส่งออกของสหรัฐฯ โดยการระงับการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำ หรือก็คือ นำสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐออกจากมาตรฐานทองคำนั่นเอง ผลที่ตามมาทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การที่สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อน้ำมันอย่างดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ทำให้ประเทศผู้ค้าน้ำมันในตะวันออกกลางเกิดความไม่พอใจในเวลาต่อมา
เนื่องจากทำให้พวกเขามีรายได้ที่น้อยลง เพราะต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์สหรัฐแต่มูลค่าของเงินกลับน้อยลง
ซึ่งต้นตอของความความไม่พอใจนี้ไม่ได้มาจากเรื่องการค้าขายน้ำมันเท่านั้น แต่รวมถึงการที่สหรัฐฯเข้าสนับสนุนฝั่งอิสราเอลในการรบกับชาติอาหรับอย่างอียิปต์และซีเรียในสงครามยมคิปปูร์
ความไม่พอใจของประเทศในตะวันออกกลางนี้ ส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรขององค์กรประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งนำโดยซาอุดิอาระเบีย พวกเขาได้ประกาศคว่ำบาตรการขนส่งน้ำมันไปยังสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปของอิสราเอล
ผลกระทบเกิดขึ้นในทันทีราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 11.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และที่เลวร้ายกว่า ก็คือ สหรัฐฯในเวลานั้นบริโภคน้ำมันถึง 1 ใน 3 ของโลก
ผลพวงจากราคาพลังงานเป็นผลให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯดีดตัวขึ้นสูงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันดีดตัวสูงกว่าในช่วงปี 1970 เสียอีก
ซึ่งทำให้ Fed ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างจริงจังอีกครั้ง โดยครั้งนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับสูงถึง 11-12% และดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ 12-13%
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ พวกเขาได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (ครั้งที่ 2)
โดยการเติบโตของ GDP ในปี 1975 อยู่ที่ -0.2% จาก -0.5% ในปี 1974 และ 5.6% ในปี 1973 และอัตราการว่างงานจาก 4.9% ในปี 1973 เพิ่มขึ้นเป็น 8.5% ในปี 1975
อธิบายปัจจัยที่เกิดในช่วง 1970 ถึง 1974 อย่างง่ายๆ ก็คือ ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น + เงินเฟ้อที่ยังไม่ได้สงบลงจากครั้งก่อน + รัฐบาลกลับมาขาดดุลการคลัง = เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย
ที่มา fred.stlouisfed.org
อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ดีดตัวสูงขึ้นในสหรัฐฯ ยังได้กลับมาสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนของพวกเขาอีกครั้ง และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าแรงตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนของฝั่งธุรกิจเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
กระทั่งฝั่งสหรัฐฯ นำโดยเฮนรี คิสซินเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในเวลานั้นได้เข้าเจรจากับกลุ่มตะวันออกกลางเพื่อยุติเรื่องการคว่ำบาตรน้ำมันนี้ในปี 1974
วิกฤตเศรฐกิจครั้งนี้บังคับให้สหรัฐฯต้องดำเนินนโยบายทั้งแบบผ่อนคลายและแบบตึงตัวสลับกันไปทั้งในด้านการเงินและการคลัง หรือที่เรียกว่า Policy Mix เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯเอาไว้
ที่มา fred.stlouisfed.org
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นยังได้ทำให้สหรัฐฯกลับมาขาดดุลการคลังอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้มันรุนแรงกว่าในช่วงสงครามเวียดนามและช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 1971 เป็นอย่างมาก
และถึงแม้สหรัฐฯจะประคองเศรษฐกิจและพยายามลดอัตราเงินเฟ้อเท่าไหร่ก็ตามแต่ก็ไม่เป็นผล เงินเฟ้อของสหรัฐฯยังคงยืนอยู่ในระดับที่สูง จนกระทั่งมันดำเนินไปถึงจุดที่ร้ายแรงที่สุด
ในปี 1978 ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างอิหร่าน ทำให้อุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเกิดการกักตุนน้ำมันขึ้น โดยภายใน 12 เดือน ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเป็น 39.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบสองเท่าจากราคาก่อนเกิดเหตุการณ์นี้
สิ่งนี้เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นผลักดันให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้นตามไปด้วย
และเมื่อราคาพลังงานและราคาของสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็กลับมาดีดตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะเริ่มชะลอตัวจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม
เศรษฐกิจที่กำลังการชะลอตัวแต่อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น สิ่งที่เรียกว่า Stagflation จึงได้เกิดขึ้นอีกครั้ง
และเพื่อที่จะหยุดวิกฤตเงินเฟ้อในสหรัฐฯตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาลงให้ได้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่นำโดย พอล โวลเกอร์ ประธานธนาคารกลางในเวลานั้น เขาได้ทำในสิ่งที่ไม่มีประธานธนาคารกลางคนไหนกล้าทำ
นั่นก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯที่ 20-22% เพื่อแลกกับการเอาอัตราเงินเฟ้อที่ 12-13% ลงมาให้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นธนาคารกลางสหรัฐฯยังได้คาดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานกว่า 10 ปี
ที่มา fred.stlouisfed.org
เป็นที่แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจากการกระทำที่บ้าบิ่นของประธานธนาคารกลางคนนี้ ก็คือ สหรัฐฯได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (ครั้งที่ 3)
โดยการเติบโตของ GDP ในปี 1980 อยู่ที่ -0.2% จาก 3.2% ในปี 1979 และ 5.6% ในปี 1978 และอัตราการว่างงานจาก 5.8% ในปี 1979 เพิ่มขึ้นเป็น 9.7% ในปี 1982
หลังจากนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด อัตราเงินเฟ้อจึงได้ค่อยๆลดลงและกลับมาอยู่ในระดับปกติในช่วงหลังทศวรรษ 1990
วิกฤตเงินเฟ้อครั้งใหญ่ (The Great Inflation) ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 นั้นได้กินเวลานานหลายสิบปีนับตั้งแต่ปี 1965 เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากถึง 3 ครั้ง
วิกฤตครั้งนั้นได้กลายเป็นบทเรียนให้แก่เหล่ารัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก มันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายที่ดี และมีความรับผิดชอบทั้งด้านการเงินและการคลัง
และยังเป็นตัวอย่างชั้นดีของอันตรายจากอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ได้รับการควบคุม จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็น เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯคนปัจจุบัน เอ่ยถึง The Great Inflation อยู่บ่อยครั้งในการประชุม FOMC หรือการให้สัมภาษณ์ของเขา
ซึ่งเขายังคงเน้นย้ำว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงในระดับต่ำ และจะคงดอกเบี้ยนโยบายไปจนกว่าเงินเฟ้อจะหายไปจากความคิดของผู้คน
และแม้ว่า The Great Inflation จะจบลงไปแล้วแต่วิกฤตครั้งนั้นก็ยังคงมีผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน โดยหากเราไปดูที่โครงสร้างดุลการคลังของสหรัฐฯ
ที่มา fred.stlouisfed.org
จะพบว่านับตั้งแต่วิกฤตปี 1974 ในช่วง The Great Inflation สหรัฐฯก็ยังคงมีการขาดดุลการคลังมาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน
หมายความว่า นับตั้งแต่วิกฤตครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ แทบไม่เคยหารายได้ได้ทันการใช้จ่ายของตนเองเลย เว้นแค่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมเท่านั้น
บทความนี้เป็นเพียงแค่การยกข้อมูลปัจจัยบางส่วนมานำเสนอเท่านั้น เพื่อนๆหรือนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ด้วยตนเอง
References:
https://fred.stlouisfed.org/
https://en.wikipedia.org/wiki/Nixon_shock
https://www.in2013dollars.com/us/inflation/1965?endYear=1980&amount=1
https://www.stlouisfed.org/on-the-economy/2020/march/evolution-total-trade-us
https://www.investopedia.com/terms/p/policy-mix.asp
https://www.brookings.edu/wp-content/uploads/1979/06/1979b_bpea_verleger_okun_lawrence_sims_hall_nordhaus.pdf
https://www.investopedia.com/terms/1/1979-energy-crisis.asp
https://www.thestreet.com/dictionary/g/great-inflation
https://www.federalreservehistory.org/essays/great-inflation
https://www.lynalden.com/reshoring/
https://www.investopedia.com/articles/economics/08/1970-stagflation.asp
https://www.investopedia.com/articles/economics/09/1970s-great-inflation.asp
https://www.khanacademy.org/humanities/us-history/postwarera/1970s-america/a/stagflation-and-the-oil-crisis
เศรษฐกิจ
ข่าวรอบโลก
การลงทุน
4 บันทึก
9
1
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
INVESTING NEWS AND ECONOMY SERIES by AOMSAP Journey
4
9
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย