David Beckham ยอมลดค่าเหนื่อย 70% เพื่อเป็นมหาเศรษฐี ในวันหน้า

ถ้าคุณกำลังทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่แล้ววันหนึ่งก็มีข้อเสนอจากบริษัทเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จัก แถมเงินเดือนก็ยังลดลงไปตั้ง 70% เราจะยอมรับข้อเสนอนั้นหรือไม่ ?
นั่นคือสิ่งที่ David Beckham ต้องเผชิญ ในวันที่เขาต้องย้ายออกจากสโมสร Real Madrid ยอดทีมจากสเปนและยุโรป ที่เขาเคยได้รับค่าเหนื่อยกว่า 730 ล้านบาทต่อปี
และย้ายไปยังสโมสร LA Galaxy ในสหรัฐฯ ที่เขาจะได้รับค่าเหนื่อยเพียงแค่ 237 ล้านบาทต่อปี..
แน่นอนว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้หลาย ๆ คนทั้งตะลึงและรู้สึกขำไปตาม ๆ กัน แต่มีเพียงแค่คนเดียวที่ยังเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็คือตัวของ Beckham เอง
แล้วทำไม Beckham ถึงยอมลดค่าเหนื่อยของตัวเองมากขนาดนั้น ?
MONEY LAB จะเล่าเรื่องการเงิน ที่โรงเรียนไม่เคยสอน ให้เข้าใจ
คำว่า “ฟุตบอล” ที่ชาวอเมริกันคลั่งไคล้ มีอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ อเมริกันฟุตบอล
กีฬารองจากนั้นก็จะเป็น บาสเกตบอล และเบสบอล ที่จะมีชาวอเมริกันเรือนหมื่น เข้าไปชมเกมในสนามในทุก ๆ นัด
ส่วนฟุตบอลที่เราคุ้นเคย ในสหรัฐฯ จะเรียกว่า “ซอกเกอร์” และมีเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ หรือ MLS เป็นลีกฟุตบอลสูงสุด และมีอยู่เพียงแค่ 29 ทีม
1
จึงไม่แปลกใจว่า การตัดสินใจของ Beckham ที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสร LA Galaxy ในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ ยิ่งชวนให้ฉงนเข้าไปใหญ่
แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนไม่ทราบก็คือ Beckham ยังได้รับอย่างอื่นตอบแทนจากสโมสร LA Galaxy นอกเหนือจากค่าเหนื่อยด้วย
1
นั่นก็คือ ส่วนแบ่งรายได้ทุกอย่างของสโมสร ตั้งแต่รายได้จากตั๋ว, ของที่ระลึก หรือแม้กระทั่งรายได้จากการขายฮอตด็อกในสนาม จะต้องถูกแบ่งให้กับ Beckham โดยตรงนั่นเอง
ทำให้อันที่จริงแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ Beckham อยู่กับสโมสร LA Galaxy เขาน่าจะมีรายได้ถึง 18,000 ล้านบาท เลยทีเดียว..
แล้วอะไร ที่ทำให้ Beckham สามารถต่อรองกับสโมสรได้มากขนาดนี้ ?
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า Beckham มีแบรนด์ส่วนบุคคล หรือ Personal Branding ที่สูงมาก ทั้งจากการเป็นนักเตะระดับแชมป์ยุโรป, เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ แถมยังมีภาพลักษณ์ที่ดีตลอดมา
1
และถ้าเขาต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น การมาค้าแข้งที่สหรัฐฯ ก็เป็นตัวเลือกที่ดูเหมาะสมเช่นกัน
เพราะถึงแม้ว่า Beckham จะโด่งดังมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่ยุโรปแล้ว ทั้งจากฝีเท้าอันฉกาจ และการแต่งงานกับ Victoria Beckham อดีตสมาชิกวง Spice Girls ที่โด่งดังมากในสมัยนั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนประชากรอันมหาศาลในประเทศสหรัฐฯ ที่ก็มีกำลังซื้อไม่ต่างจากในยุโรปเลย ทำให้ถ้าเขามาอยู่ที่นี่ ก็จะเป็นที่รู้จักได้มากขึ้นแน่นอน
เพราะแค่ในเมืองลอสแอนเจลิส ที่สโมสร LA Galaxy ตั้งอยู่ ก็มีประชากรมากถึง 12 ล้านคนแล้ว ถ้า Beckham ชนะใจชาวเมืองได้สัก 10% แค่นี้ก็มีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกหลักล้านคนแล้ว
1
นอกจากจะได้รับเงินมหาศาลแล้ว Beckham ยังได้รับเงื่อนไขสุดพิเศษจากเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ หรือ MLS ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญ นั่นก็คือ..
หลังจาก Beckham วางมือจากอาชีพนักฟุตบอลแล้ว เขาสามารถใช้สิทธิ์ในการซื้อสโมสรสำหรับเข้าร่วมลีก MLS ได้ ในราคาเพียงแค่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 900 ล้านบาทเท่านั้น
1
ในขณะที่เจ้าของทีมคนอื่น ๆ ถ้าอยากจะเข้าร่วมลีก MLS จะต้องใช้เงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
1
ถ้าหาก Beckham เลือกจะลงทุนด้วยวิธีนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มมาก ๆ
เพราะในสหรัฐฯ ยังมีกลุ่มผู้อพยพชาวละติน และชาวลาตินอเมริกาที่เติบโตมาพร้อมกับกีฬาฟุตบอลอยู่มาก
นอกจากนั้น ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวละตินในสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และมีส่วนที่ทำให้ลีก MLS ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในปี 2014 หรือหลังจากแขวนสตั๊ดได้เพียงปีเดียว Beckham ก็ได้ใช้สิทธิ์ในการซื้อสโมสร Inter Miami CF
และได้เป็นเจ้าของร่วมกับพี่น้องนักธุรกิจท้องถิ่นอย่าง Jorge และ Jose Mas
2
โดยปัจจุบันสโมสรฟุตบอล Inter Miami CF มีมูลค่าสูงถึง 21,500 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าในอนาคต
มูลค่าของสโมสรอาจจะพุ่งไปถึง 54,700 ล้านบาทเลยก็ได้
ภายหลังจากที่สโมสร Inter Miami CF สามารถดึงตัวนักเตะอันดับ 1 ของโลกอย่าง Lionel Messi มาร่วมทีมได้สำเร็จในฤดูกาลนี้
ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ถือว่าการลงทุนในสโมสร Inter Miami CF ของ Beckham นั้น เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชีวิตของเขาเลยทีเดียว
อ่านมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำให้ Beckham ยังสามารถสร้างความมั่งคั่งอยู่ได้ แม้จะเลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว ก็คือการมีแบรนด์ส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง
2
เพราะการมีแบรนด์ส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง จะนำพาเราให้ไปเจอกับโอกาสหลาย ๆ อย่าง ที่เราคาดไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องมีหน้าตาหล่อเหลาให้ได้อย่าง Beckham เท่านั้น
แต่คือการที่เราเป็นสุดยอด ในงานที่เรากำลังทำอยู่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
เหมือนอย่างเช่นที่ Beckham เริ่มเป็นที่รู้จัก จากทักษะการเปิดบอลที่แม่นยำราวกับจับวาง, มีท่าทางการยิงฟรีคิกที่เป็นเครื่องหมายการค้า และมีความเป็นมืออาชีพตลอดชีวิตการเป็นนักฟุตบอล
และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การมองการณ์ไกลแบบนักธุรกิจ
2
เพราะถ้าหากเป็นนักฟุตบอลคนอื่น ๆ การต้องลดเงินเดือนตัวเองลง 70% และมาอยู่กับทีมที่ไม่มีคนรู้จัก แถมยังต้องมาอยู่ในประเทศที่คนไม่ได้คลั่งไคล้ในฟุตบอล พวกเขาก็คงปัดตกข้อเสนอนี้อย่างไม่ไยดี
แต่กับ Beckham ที่มองเห็นว่าตลาดฟุตบอลของสหรัฐฯ ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ และตัวเองจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างไรได้บ้าง ก็ได้ทำให้เขาเลือกรับข้อเสนอ ที่ทำให้หลายคนเห็นแล้วอาจจะนึกขำ
ด้วยการมีทั้งสองอย่างนี้เอง เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม Beckham ถึงประสบความสำเร็จ ทั้งในการเป็นนักฟุตบอล และการเป็นนักธุรกิจได้ นั่นเอง..
--------------------------
Sponsored by JCB
สัมผัสประสบการณ์ที่มากกว่ากับ บัตรเครดิต JCB
ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษดี ๆ เพลิดเพลินทั้ง กิน เที่ยว ช้อป ในไทยและต่างประเทศ
พร้อมกับการให้บริการสุดพิถีพิถันทุกรูปแบบ
Facebook : JCB Thailand
LINE : @JCBThailand (https://bit.ly/JCBTHLine)
#JCBThailand #JCBCard
#JCBOwnHappinessOwnStory #อีกขั้นของความสุขในรูปแบบที่เป็นตัวคุณ
โฆษณา