23 ธ.ค. 2023 เวลา 09:45 • สุขภาพ

“บรรยากาศข้างในมันเหมือนโดนขังไว้ที่ที่หนึ่ง มีหมอมาดูอาการ แล้วก็กินยา”

นี่คือคำบอกเล่าของผู้ป่วยจิตเวชที่เคยเข้ารับการแอดมิทในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง
หากพูดถึงโรงพยาบาลจิตเวช หรือวอร์ดผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลรัฐ ภาพจำของใครหลายๆ คนก็อาจจะนึกถึงห้องน่ากลัวๆ สภาพเก่าๆ มีลูกกรง มีสายตาจากคนอื่นๆ คอยจับจ้อง มีบุคลากรทางการแพทย์มาเข้ามาพูดคุยแป๊บๆ แล้วก็เดินออกไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องจากผู้ป่วยห้องข้างๆ
แต่ถ้าจะถามว่าภาพจำดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงไหม แล้วเสียงของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชมันสะท้อนอะไรออกมาบ้าง The MATTER จึงอยากขอพาทุกคนไปสำรวจโลกของโรงพยาบาลจิตเวชและวอร์ดผู้ป่วยจิตเวชของโรงพยาบาลรัฐกันเลย
ชีวิตในห้องลูกกรงของผู้ป่วยจิตเวช
“มันเหมือนเทรนนิ่งการเข้าคุก” นี่คือนิยามที่กาแฟ (นามสมมติ) ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เคยเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในไทยบอกกับ The MATTER
ก้าวแรกในฐานะผู้ป่วยในที่โรงพยาบาลจิตเวชของกาแฟก็คือการถูกจับเข้าไป แล้วก็โดนมัดไว้ราว 4 ชั่วโมง ซึ่งเขาเล่าว่าตอนนั้นกลัวมาก เพราะได้ยินเสียงคนกรีดร้องอยู่ตลอด ขณะที่ตัวเองก็เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ กระทั่งพยาบาลเห็นว่าเขาไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าว จึงจะมาแก้มัดให้ นอกจากนี้ ตอนที่กาแฟเข้าไปรับการรักษาช่วงแรกๆ เขาไม่ได้เจอแพทย์เลยเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่า อาจเพราะติดกับวันหยุดพอดี
ส่วนกิจวัตรประจำวันของกาแฟและผู้ป่วยคนอื่นๆ ก็คือ ตื่นตอน 06.00 น. อาบน้ำ กินข้าว หลังจากนั้นถึงจะได้พบแพทย์ ซึ่งระยะเวลาที่ได้คุยกับแพทย์ก็จะอยู่ที่ 5-10 นาทีเท่านั้น บทสนทนาระหว่างเขากับแพทย์ก็จะมีเพียงถามไถ่อาการ ‘นอนหลับได้ไหม’ ‘อาการเป็นอย่างไรบ้าง’ จัดยาให้ แล้วก็ออกมานั่งคุยกับผู้ป่วยในห้องเดียวกัน
แต่กาแฟมองว่าในการรักษาตัวในโรงพยาบาล เขาก็เจอทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีและไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่เขารู้สึกว่าบุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่ได้สนใจเขาเท่าไรนัก เพราะมองว่าเขาเป็นแค่คนป่วยคนหนึ่ง
“อย่างเราสักเชือกผูกคอไว้ที่ข้อมือ เขาให้ยามากิน บอกว่า ‘ป่วยเลยไปสักไอ้สิ่งนี้มา เป็นสิ่งที่ไม่ดี’ เราก็บอกว่า ‘ไม่ใช่ ผมสักเป็นเครื่องเตือนใจว่าถ้าวันหนึ่งผมหาย ผมเห็นสิ่งนี้ก็จะได้รู้ว่าผ่านอะไรมา’ แต่เขาก็ไม่ฟังเรา เขาก็บอกแค่ว่าไปสักมาแสดงว่าป่วย ต้องกินยานะ”
ในส่วนของกิจกรรมข้างในโรงพยาบาล กาแฟก็เล่าว่านานทีจึงจะมีกิจกรรมให้ทำ ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าเพราะเข้าไปรักษาในเดือนที่มีวันหยุดยาวติดกันด้วยหรือเปล่า จึงแทบไม่มีกิจกรรมอะไรเลย รวมถึงกระบวนการในการรักษา เขาก็มองว่าไม่ต่างอะไรจากการจับเขาไปไว้ที่ที่หนึ่ง ให้กินยาเพื่อดูว่าเขาสามารถตอบสนองกับยาแค่ไหน ส่วนการรักษาอย่างอื่น เช่น จิตบำบัด ก็น้อยมากๆ จนอาจเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย
“มันเหมือนเทรนนิ่งการเข้าคุก…เข้ามาก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะรักษาเรา คือหมอพยายามจะรักษาเราแล้วใช่ไหม จริงๆ เอาแค่เภสัชกรมาแล้วมาให้ยาก็ได้หรือเปล่า”
นอกจากนี้ กาแฟก็ยังมองว่าสถานที่ที่เขาไปอยู่ เป็นสิ่งกระตุ้นให้เขาอาการหนักกว่าเดิม เพราะสภาพไม่น่าอยู่ คุณภาพชีวิตและสถานที่ก็ไม่ได้จรรโลงใจ หรือทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย
เสียงจากผู้ป่วย เครื่องสะท้อนถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวช
เมื่ออ่านเรื่องราวของกาแฟจบ บางคนก็อาจจะเกิดอคติเล็กๆ ในใจต่อบุคลากรทางการแพทย์ แต่หลังจากที่ The MATTER ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวดังกล่าวกับ นพ.เอกอาชาน โควสุภัทร์ จิตแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ก็พบว่าเหตุการณ์ที่กาแฟเคยเผชิญนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างของทั้งวอร์ดผู้ป่วยจิตเวชและโรงพยาบาลจิตเวช
นพ.เอกอาชาน เล่าให้ฟังว่าการเข้ารับรักษาตัวแบบผู้ป่วยในของแผนกจิตเวชจะแบ่งเป็น 2 แห่ง ก็คือวอร์ดจิตเวชตามโรงพยาบาลที่มีเตียงแอดมิท กับโรงพยาบาลจิตเวชที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยตรง เช่นโรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งทั้ง 2 จะสังกัดคนละหน่วยงานกัน แต่หลักการพื้นฐานในการรักษาผู้ป่วยก็จะเหมือนกัน
เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่กาแฟเจอให้กับ นพ.เอกอาชานฟัง เขาก็ระบุว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กาแฟรู้สึกเช่นนั้น ก็คือ ‘ข้อจำกัดเรื่องบุคลากร’ เพราะในวอร์ดผู้ป่วยจิตเวช หรือในโรงพยาบาลจิตเวช ก็จะมีทั้งผู้ป่วยที่อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่นคนไข้ที่มาด้วยอาการติดสารเสพติด ไปจนถึงผู้ป่วยที่ไม่ก้าวร้าว ซึ่งเมื่อผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าว พยาบาลก็จะดูแลยากและต้องใช้เวลานาน จึงอาจจะทำให้พยาบาลดูแลได้ไม่ทั่วถึง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยคนอื่นๆ รู้สึกว่าพยาบาลดูแลไม่เต็มที่ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดีในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช นพ.เอกอาชานกล่าวว่า มีการกำหนดอัตรากำลังชัดเจนว่าต้องมีพยาบาล-แพทย์กี่คน ต่อคนไข้กี่คน แต่ความจริงก็อาจทำไม่ได้ตามนั้นเพราะบุคลากรขาดแคลน ซึ่งบุคลากรในแผนกอื่นๆ ก็เจอกับปัญหาเดียวกัน แต่วอร์ดจิตเวชจะแย่กว่าตรงที่จิตเวชจะเป็นแผนกที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับท้ายๆ ที่จะได้รับการจัดสรรบุคลากรมาให้
“โดยปกติเขาจะให้ความสำคัญกับโรคทางกาย เช่นอายุรกรรมที่จำนวนเตียงมันเยอะ แต่ของที่หมอดูแล แม้จะมีคนไข้จำนวนไม่มาก แต่พอคนไข้ก้าวร้าวทีก็น่ากลัวมาก บางทีถึงขั้นต้องใช้ รปภ. [มาควบคุมสถานการณ์] พยาบาลเองก็ได้รับบาดเจ็บ แล้วมันจะมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นถี่มาก”
“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีบุคลากรเพียงพอ เพราะว่าถ้าไม่พอ การจัดการเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าวของคนไข้ก็จะทำได้ยาก แล้วก็เป็นอันตราย สุ่มเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บต่อบุคลากรเองด้วย”
Kattaleeya Boonthub
โฆษณา