24 ธ.ค. 2023 เวลา 04:30 • กีฬา

เกมประวัติศาสตร์ ปืนบุกชนะหงส์ที่แอนฟิลด์คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในวินาทีสุดท้าย

แมตช์ในตำนาน ของวงการฟุตบอลอังกฤษ นัด "Final Day" แน่นอนว่า เกมระหว่างลิเวอร์พูล กับ อาร์เซน่อล ที่แอนฟิลด์ ในวันที่ 26 พฤษภาคม 1989 ต้องถูกนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ
นี่คือแมตช์คลาสสิคที่สุด กับบทสรุปที่เหลือเชื่อ ยิ่งกว่าเขียนสคริปต์ในภาพยนตร์
ฤดูกาล 1988-89 ตอนนั้นลีกสูงสุดของอังกฤษ ยังใช้ชื่อว่า ดิวิชั่น 1 ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ลีก นี่เป็นซีซั่นที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นวาระครบ 100 ปีพอดี ของการจัดแข่งฟุตบอลลีกในประเทศอังกฤษ
ในฤดูกาลนั้น มี 2 ทีมที่แย่งแชมป์กัน ทีมแรกคือแชมป์เก่าลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุด 17 สมัย กับอีกทีมคืออาร์เซน่อล
ลิเวอร์พูลมีองค์ประกอบที่สุดยอดมากๆ มีนักเตะเกรดเอเต็มทีม ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์, จอห์น อัลดริดจ์, จอห์น บาร์นส, บรูซ กร็อบเบลลาร์ และ เอียน รัช ผู้จัดการทีมคือ เคนนี่ ดัลกลิช พวกเขาได้แชมป์เอฟเอคัพ มาแล้ว 1 รายการในฤดูกาลนั้น และพร้อมเดินหน้าคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ให้ได้ เพื่อซิวดับเบิ้ลแชมป์
ส่วนอาร์เซน่อลก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน พวกเขามีผู้จัดการทีมฝีมือดี จอร์จ เกรแฮม คุมทัพอยู่ ส่วนนักเตะมีโทนี่ อดัมส์ เป็นกัปตันทีม แนวรับถือว่าปึ้กมากๆ สตีฟ โบลด์, ไนเจล วินเทอร์เบิร์น, ลี ดิ๊กซัน ทุกคนอยู่กันครบ
การไล่ล่าแย่งแชมป์เป็นไปอย่างสนุก อาร์เซน่อลเริ่มต้นซีซั่นได้ดีกว่า มีช่วงหนึ่งนำหน้าลิเวอร์พูลไปถึง 11 แต้ม แต่ด้วยประสบการณ์ ทำให้ทีมหงส์แดงตั้งลำกลับมาได้ ทำแต้มพลิกแซงอาร์เซน่อลขึ้นเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ
หลังจากแข่งไป 37 นัด อันดับในตารางคะแนนเป็นแบบนี้คือ
อันดับ 1 - ลิเวอร์พูล 76 แต้ม ลูกได้เสีย +39
อันดับ 2 - อาร์เซน่อล 73 แต้ม ลูกได้เสีย +35
ทั้งสองทีมมีช่องว่าง ห่างกัน 3 แต้ม กับลูกได้เสียของลิเวอร์พูลที่ดีกว่า +4
1
แต่ดราม่าของเรื่องนี้ คือนัดสุดท้ายของฤดูกาล นัดที่ 38 ดันเป็นโปรแกรม ที่ลิเวอร์พูล ต้องเจออาร์เซน่อลพอดี ที่สนามแอนฟิลด์ แปลง่ายๆ ว่า สำหรับทีมปืนใหญ่ ทุกอย่างยังอยู่ในกำมือตัวเอง ขอแค่บุกมาชนะที่แอนฟิลด์ให้ได้ 2 ลูกขึ้นไป พวกเขาจะพลิกคว้าแชมป์ทันที
ถ้าลิเวอร์พูลชนะ - ลิเวอร์พูลแชมป์
ถ้าเสมอ - ลิเวอร์พูลแชมป์
ถ้าอาร์เซน่อลชนะ 1 ลูก - ลิเวอร์พูลแชมป์
ถ้าอาร์เซน่อลชนะ 2 ลูก - อาร์เซน่อลแชมป์
ทางทฤษฎีมันก็เป็นไปได้ที่อาร์เซน่อลจะคว้าแชมป์ แต่การมาเยือนแอนฟิลด์เป็นเรื่องที่แสนสาหัสมาก นี่คือสนามที่น่ากลัวด้วยบรรยากาศอยู่แล้ว
ที่สำคัญลิเวอร์พูลไม่แพ้ทีมไหน ด้วยช่องว่าง 2 ลูกในแอนฟิลด์ มาแล้ว 3 ปีเต็ม ขณะที่อาร์เซน่อล ก็ไม่ชนะที่สนามแห่งนี้มา 14 ปีติดต่อกัน อาร์เซน่อลจะเอาอะไรมามั่นใจว่าจะมาชนะ 2 ลูกได้ในนัดนี้
1
จริงๆ โปรแกรมระหว่างลิเวอร์พูลกับอาร์เซน่อล ต้องเตะในเดือนเมษายนนัดที่ 33 ของฤดูกาล แต่มีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่ ทำให้นัดนี้ต้องเลื่อนมาเรื่อยๆ ทั้งสองทีมหาสล็อตแข่งขันไม่ได้ จึงต้องเลื่อนมาแข่ง วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม กลายเป็นนัดที่ 38 แทน โดยฤดูกาลปกติของทีมอื่นๆ จบไปหมดแล้ว
1
การแข่งนัดนี้ มันเลยกลายเป็นวันพิเศษ ที่มีบอลเตะแค่คู่เดียว ทำให้ความสนใจของทั้งโลก ไปรวมตัวกันอยู่ที่สนามแอนฟิลด์วันนั้น
2
คือด้วยฟอร์มและประสบการณ์ของหงส์แดง บวกกับการได้เล่นที่แอนฟิลด์ จึงไม่มีใครคิดว่าอาร์เซน่อลจะบุกไปชนะ 2 ลูกได้ หนังสือพิมพ์เดลี่มิเรอร์ พาดหัวว่า "อาร์เซน่อล ต้องภาวนาอย่างเดียวแล้ว"
1
ขณะที่สตีฟ แม็คมาน กองกลางของลิเวอร์พูล ประกาศก่อนเกมอย่างมั่นใจว่า "เราไม่มีอะไรต้องกังวลเกี่ยวกับอาร์เซน่อลตอนนี้"
1
ฝั่งปืนใหญ่เครียดกว่า กดดันกว่า แต่จอร์จ เกรแฮม ผู้จัดการทีมพยายามทำทุกอย่างให้ทุกคนสงบลง
หลังจากเกมนัดที่ 37 ที่อาร์เซน่อลพบกับวิมเบิลดัน เขาสั่งให้ทั้งทีม หยุดพักไปเลยไม่ต้องมาซ้อม 2 วัน เคลียร์หัวตัวเองให้โล่ง
1
จากนั้นก็เปลี่ยนรูทีนบางอย่างใหม่ เช่น ปกติเวลาเกมเยือน อาร์เซน่อลจะไปค้างที่โรงแรมของเมืองคู่แข่งก่อน 1 คืน จะได้ไม่เดินทางล้าเกินไป แต่ในการเจอลิเวอร์พูลคราวนี้ พวกเขาเปลี่ยนแผน ด้วยการให้นักเตะนอนพักผ่อนกับครอบครัวในคืนวันที่ 25 พฤษภาคม จากนั้นวันแข่ง ศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม ให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ลอนดอน โคลนีย์ เวลา 9.00 แล้วนั่งรถบัสเดินทางไปพร้อมกัน
รถบัสใช้เวลา 3 ชั่วโมงเดินทางจากลอนดอน ถึงเมืองลิเวอร์พูล ในช่วง 3 ชั่วโมงนั้น ทีมสตาฟฟ์เตรียมคุกกี้และชาร้อน เสิร์ฟให้นักเตะตลอดทาง คือสโมสรต้องการให้นักเตะผ่อนคลายมากที่สุด อยากให้รู้สึกเหมือนมาปิกนิกกันเลย
ภายในรถบัส อาร์เซน่อลเปิดซีรีส์เรื่อง Only Fools and Horses ให้นักเตะดู จากนั้นเมื่อใกล้ถึงเมืองลิเวอร์พูล จอร์จ เกรแฮม ปิดซีรีส์ แล้วใส่ม้วนวีดีโอไฮไลท์ของอาร์เซน่อลชุดดับเบิ้ลแชมป์ ปี 1971 ให้นักเตะดู
2
ในฤดูกาล 1970-71 อาร์เซน่อลได้แชมป์ดิวิชั่น 1 ด้วยการบุกไปชนะสเปอร์ส 1-0 ที่ไวท์ฮาร์ทเลน ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล และได้แชมป์เอฟเอคัพ ด้วยการโค่นลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์
2
จอร์จ เกรแฮม ทำให้นักเตะได้เข้าใจว่า การเล่นนัดสุดท้ายของฤดูกาล เพื่อเป็นแชมป์ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกกับอาร์เซน่อล ในปี 1971 ในสนามที่รุนแรงพอๆ กัน อย่างไวท์ ฮาร์ท เลน อาร์เซน่อลยังบุกชนะได้ แล้วทำไมจะบุกมาชนะที่แอนฟิลด์ไม่ได้
1
รวมถึงลิเวอร์พูลที่เป็น ทีมที่เก่งที่สุดในอังกฤษตอนนั้น ครั้งหนึ่งก็เคยโดนอาร์เซน่อลโค่นมาได้ แปลว่าพวกคุณไม่มีอะไรต้องไปกลัว
1
เราจะเห็นได้ว่า อาร์เซน่อลใช้ทุกกลยุทธ์ เพื่อทำให้นักเตะผ่อนคลาย บวกกับใช้การกระตุ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เล่นมีฮึดขึ้นมา แม้จะยากที่ต้องชนะ 2-0 ในแอนฟิลด์ แต่ทุกคนต้องจำไว้ ว่าโอกาสก็ยังอยู่ในมือของตัวเอง
รถบัสของอาร์เซน่อล มาถึงโรงแรมแอตแลนติก ทาวเวอร์ ในเมืองลิเวอร์พูล จากนั้นนักเตะแยกตัวไปนอนหลับช่วงบ่าย ก่อนมารวมตัวกันอีกครั้งในเวลา 17.00 น. ที่ห้องประชุม
จอร์จ เกรแฮม ลงลึกเรื่องแท็กติก ว่าจะต้องเล่นอย่างไรในนัดนี้ และแผนของเขาคือ "อุด" ใช้กองหลัง 5 ตัว โดยเป้าหมายคือจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0
แผงแบ็กโฟร์ชุดหลัง ดิ๊กซัน, อดัมส์, โบลด์, วินเทอร์เบิร์น และจะใช้เดวิด โอเลียรี่ มาเล่นเป็นสวีปเปอร์อีกตัว เอาให้แข็งโป๊กที่สุดไปเลย
1
เดวิด โรแคสเซิล นักเตะอาร์เซน่อลเล่าว่า "ผมไม่อยากจะเชื่อว่า ผู้จัดการทีมอยากให้เราเสมอ 0-0 ตอนจบครึ่งแรก และมายิง 2 ลูกในครึ่งหลัง เขาบอกว่า เราไม่ต้องรีบเล่น ไม่ต้องรีบยิง สิ่งสำคัญคือห้ามโดนเร็ว ยันไว้ให้จบ 0-0 ในครึ่งแรกก่อน"
1
บรรดานักวิจารณ์ บอกว่าอาร์เซน่อลต้องเดินหน้าบุกตั้งแต่นาทีแรก เพราะเงื่อนไขคือต้องชนะ 2 ลูก แต่เกรแฮมไม่เชื่ออย่างนั้น เขามองว่านัดนี้ ชี้ขาดที่ความอดทน ถ้าหากโดนเร็ว ก็ไม่ต้องลุ้นอะไรกันแล้ว
1
เมื่อประชุมทีมเสร็จ นักเตะเดินทางไปที่สนามแอนฟิลด์ ด้วยบรรยากาศกองเชียร์หงส์แดงคับคั่ง เกมเริ่มแข่งเวลา 21.00 น. แต่การจราจรแออัด ทำให้ต้องขยับเวลาแข่งออกไปเป็น 21.05 น. เพื่อให้แฟนบอลได้เข้าสนามกันอย่างปลอดภัยก่อน
นัดนี้มีการบันทึกว่า มีผู้ชมดูถ่ายทอดสดจากช่องไอทีวี เป็นจำนวน 8 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก ใครๆ ก็อยากรู้ว่าลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์ไปครองตามคาด หรืออาร์เซน่อลจะสร้างปาฏิหาริย์ได้
สำหรับอาร์เซน่อลในเสื้อสีเหลือง พวกเขาอยู่ห้องที่แต่งตัวเพื่อรอเวลาแข่ง และก่อนแมตช์จะเริ่ม จอร์จ เกรแฮม รวมตัวผู้เล่นมาเป็นวงกลมแล้วพูดว่า "จำไว้หนุ่มๆ เราเน้นความเหนียวแน่นไว้ก่อน เราอย่าให้คู่แข่งยิงเร็ว และเวลาเราแย่งบอล วิ่งไล่ล่ากันเป็นฝูงไปเลย อย่าปล่อยให้เขาเซ็ตบอลได้ ไม่ต้องไปสนถ้าเราจะยิงไม่ได้ในครึ่งแรก เพราะเดี๋ยวประตูก็มา ผมบอกคุณได้เลย จงเชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นในตัวเพื่อนๆ เอาละ โทนี่ นายพูดต่อเลย"
4
จากนั้นโทนี่ อดัมส์ กัปตันทีมก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า "ทุกคน เรามาไกลขนาดนี้แล้ว และเราจะไม่ปล่อยให้แม่งหลุดลอยไปตอนนี้ พวกเขากาชื่อเราทิ้งไปหมดว่าทำไม่ได้แน่ เป็นโอกาสที่เราจะพิสูจน์ให้พวกแม่งเห็นว่าผิดพลาดขนาดไหน"
3
นี่คือเรื่องของแท็กติกในสนาม แต่แท็กติกนอกสนามที่น่าสนใจอีกอย่างที่อาร์เซน่อลเตรียมไว้ คือการใส่ปลอกแขนสีดำจากเหตุผลสองข้อ คือไว้อาลัยสจ๊วร์ต แม็คอินไทร์ ผู้อำนวยการสโมสร และ เคารพกับผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่
นอกจากนั้น ยังให้นักเตะนำดอกไม้ไปวางไว้ที่มุมสนามทั้ง 4 ของแอนฟิลด์อีกต่างหาก นั่นทำให้บรรยากาศของแอนฟิลด์ลดความคุกคามลง จากที่โห่ฮาใส่อย่างหนัก เปลี่ยนมาเป็นเสียงปรบมือที่อาร์เซน่อลแสดงสปิริตให้เห็น
การลดความโหดในการเชียร์ลง ก็อาจมีส่วนเล็กๆ เหมือนกัน ที่ทำให้อาร์เซน่อลเล่นได้อย่างผ่อนคลายขึ้นในแอนฟิลด์
1
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น แผน 5-4-1 ของอาร์เซน่อล ทำให้ลิเวอร์พูลแปลกใจ ที่อาร์เซน่อลมาเล่นเกมรับ ทั้งๆ ที่โจทย์คือต้องชนะ 2 ลูกเท่านั้น เมื่ออาร์เซน่อลป้องกันทั้งทีม ลิเวอร์พูลต้องใช้การยิงไกลเข้าโจมตี สตีฟ สตอนตัน ยิงไกลเข้ามือนายทวารลูคิช จากนั้นเอียน รัช มายิง 25 หลา ก็ไม่เป็นประตูอีก
1
ลิเวอร์พูลครองเกมได้ดีกว่าจริง แต่ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเพราะเอียน รัช หัวหอกตัวความหวัง เจ็บโคนขาหนีบพอดี ต้องโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 32 เป็นปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ลงมาเล่นแทน
โอกาสดีที่สุดของหงส์แดงในครึ่งแรก คือการวอลเลย์ 10 หลาหน้าโกล์ของจอห์น อัลดริดจ์ แต่ซัดข้ามคานออกไปเอง คืออัลดริดจ์เพิ่งยิงประตูมาต่อเนื่อง 6 เกมติดต่อกัน ลูกแบบนี้เขาไม่น่าพลาดได้ แสดงให้เห็นว่า ฝั่งลิเวอร์พูลเองก็กดดันมากๆ เหมือนกัน
1
ในที่สุดทีมปืนใหญ่ก็ทำได้ จบครึ่งแรก 0-0 ตามแผนที่เกรแฮมวางไว้เป๊ะ อาร์เซน่อลไม่คิดจะมาสู้ ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลได้โอกาสแซว ตะโกนร้องขึ้นมาในสนามว่า "บอริ่ง บอริ่ง อาร์เซน่อล"
1
ช่วงพักครึ่ง เคนนี่ ดัลกลิช บอกนักเตะลิเวอร์พูลว่า ให้เล่นเหมือนเดิม ไม่ต้องตื่นตระหนกอะไร เพราะครองบอลเยอะกว่า สกอร์ก็ได้เปรียบกว่าเยอะ อย่างไรก็ตาม จอร์จ เกรแฮม วางแท็กติกใหม่ทันที เขาบอกว่า "เราสามารถเล่นให้หวือหวาได้เลย ใน 20 นาทีแรกของครึ่งหลัง ลี (ดิ๊กซัน), ไนเจล (วินเทอร์เบิร์น) ถ้ามีช่องว่างเมื่อไหร ฟูลแบ็กอย่างพวกคุณ ดันขึ้นไปให้สุดได้เลยแล้วครอสเข้ามาโจมตี"
"เดวิด (โรแคสเซิล), ไมเคิล (โทมัส) คุณเป็นกองกลาง แต่ดันเข้ามาซัพพอร์ทได้ทันที มาช่วยเกมบุกหน่อย ผมอยากให้อลัน (สมิธ) กับ พอล (เมอร์สัน) สองตัวรุกของเรามีบทบาทกับเกมมากกว่านี้ เพราะมันจำเป็นมาก ที่เราต้องได้ประตูแรกเร็วที่สุด ถ้าเราได้ลูกแรก ลูกสองตามมาแน่ นี่จะเป็น 45 นาทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตพวกคุณ โชคดี!"
2
การแก้เกมของอาร์เซน่อล ทำให้ฝั่งลิเวอร์พูลไม่คาดคิด อยู่ๆ ฟูลแบ็ก กองกลาง ดันมาโจมตีเต็มรูปแบบ จากที่ครึ่งแรกยังดูเนือยๆ คิดแต่จะอุดอย่างเดียว
นาทีที่ 53 อาร์เซน่อลยิงประตูนำได้สำเร็จ จากจังหวะ Indirect Freekick ไนเจล วินเทอร์เบิร์น เปิดมากลางประตู อลัน สมิธ โหม่งแบบบางเฉียบ เปลี่ยนทางนิดเดียวเข้าประตูไป
1
ฝั่งลิเวอร์พูลไปรุมล้อมผู้ตัดสิน ว่าลูกนี้เป็น Indirect Freekick ถ้ายิงเข้าไปเลย โดยสมิธโหม่งไม่โดน ย่อมไม่นับเป็นประตู
ในภาพช้าจากการถ่ายทอดสด เห็นชัดว่าบอลโดนหัวอลัน สมิธจริง แต่ในยุคนั้นไม่มี VAR ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของกรรมการทั้งหมด ซึ่งแฟนลิเวอร์พูลก็โห่ร้อง กดดันกรรมการเต็มที่
หลังจากปรึกษากับไลน์แมน เพื่อเช็กความชัวร์ว่า โดนหัวสมิธจริงๆ ใช่ไหม ผู้ตัดสินเดวิด ฮัทชินสัน ก็ชี้ให้เป็นประตู อาร์เซน่อลนำ 1-0
พอขึ้นนำปั๊บ ฝั่งลิเวอร์พูลดูลนลาน นี่เป็นสกอร์ที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาโดน ฝั่งจอร์จ เกรแฮม สั่งให้นักเตะเพรสซิ่งให้หนักขึ้นอีก กดดันลิเวอร์พูลให้พลาดให้ได้
1
สถานการณ์ของเกมพลิกไป กลายเป็นลิเวอร์พูลต้องการรักษาสกอร์ แพ้แค่ 1-0 ให้ได้ เพราะจะได้แชมป์เหมือนกัน ส่วนอาร์เซน่อลเดินหน้าบุกในแอนฟิลด์ พวกเขาขอแค่อีกเม็ดเท่านั้น
2
ลิเวอร์พูลตั้งรับอย่างหนัก และดึงเวลาเต็มที่ เช่น จ่ายบอลคืนหลังให้บรูซ กร็อบเบลลาร์ ใช้มือจับบอลเล่น จนโดนแฟนอาร์เซน่อล แซะคืนทันทีว่า "บอริ่ง บอริ่ง ลิเวอร์พูล" ต้นเกมคุณยังแซะเขาเลย แต่มาวันนี้หงส์แดงทำแบบนั้นซะเอง
1
15 นาทีสุดท้าย อาร์เซน่อลแก้เกมด้วยการถอด สตีฟ โบลด์ เซ็นเตอร์แบ็กออก แล้วส่งเพอร์รี่ โกรฟส์ นักเตะที่เล่นได้ทั้งปีก และกองหน้าลงเล่นแทน คือนาทีนี้ต้องบู๊เต็มที่แล้ว
ช่วงท้ายเกม ไมเคิล โธมัส ทิ้งโอกาสทองเมื่อได้ยิงเน้นๆ ดวลกับบรูซ กร็อบเบลลาร์ แต่เขาไม่นิ่งพอ และจิ้มไปเข้ามือกร็อบเบลลาร์เฉยเลย ทำให้อาร์เซน่อลพลาดโอกาสขึ้นนำเม็ดที่ 2 ตอนนี้บรรยากาศในเกมตึงเครียดที่สุดแล้ว สตีฟ แม็คมาน กองกลางของลิเวอร์พูลชูหนึ่งนิ้วขึ้นมาแล้ว ตะโกนบอกเพื่อนว่า "อีกแค่นาทีเดียว อีกแค่นาทีเดียว"
2
เข้าสู่ช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย จอห์น บาร์นส์ ได้บอลและตัดสินใจเลี้ยงไปที่มุมธงด้านขวา โทนี่ อดัมส์ กับ เควิน ริชาร์ดสัน เข้าไปบีบทันทีเพื่อแย่งบอลมาให้ได้ ในช็อตนี้ จอห์น บาร์นส ตัดสินใจพลาดอย่างรุนแรงที่สุดในอาชีพ แทนที่เขาจะเข้ามุมธงเล่นกับเวลาให้หมดไป แต่กลับเลือกจะกระชากผ่านคู่แข่งเพื่อวิ่งไปยิงประตูให้ได้
1
บาร์นส์ กระชากหลบอดัมส์ คนแรก และจะกระชากผ่านริชาร์ดสันคนที่สอง แต่ปรากฏว่า โดนเหยียดขาสกัดได้ ก่อนจ่ายบอลให้นายทวารจอห์น ลูคิช อาร์เซน่อลได้บอลในเพลย์สุดท้าย
จอห์น ลูคิช คว้าบอลไว้ในมือ ซึ่งเวลาก็ใกล้หมดมากๆ แล้ว ทำให้จอร์จ เกรแฮม ที่อยู่ในซุ้มม้านั่งสำรองตะโกนขึ้นมาว่า "เตะแม่งไปเลยโว้ย!"
แต่จอห์น ลูคิชไม่ได้เตะ เขาเลือกจะขว้างบอลให้ลี ดิ๊กซัน ที่อยู่ริมเส้นด้านขวา ดิ๊กซันจ่ายบอลให้อลัน สมิธ ในพริบตานั้นสมิธหมุนแล้วชิพบอลให้ไมเคิล โธมัส มิดฟิลด์ที่ดันสูงขึ้นมาช่วยเกมรุก
1
โธมัสได้บอล และจะแตะหลบสตีฟ นิโคล บอลไปชนตัวนิโคลแต่ดวงดี ที่เด้งมาเข้าทางเขาอีกรอบพอดี ทำให้โธมัสได้ดวลตัวต่อตัวกับบรูซ กร็อบเบลลาร์อีกครั้ง คราวนี้เขาตัดสินดีดบอลไปทางขวามือของตัวเอง
ลูกพุ่งผ่านมือกร็อบเบลลาร์ เข้าประตูในที่สุด อาร์เซน่อลทำได้ ขึ้นนำ 2-0 ต่อหน้าแฟนบอลทีมเยือนที่กระโดดเฮอย่างบ้าคลั่ง
1
นี่คือเกมเคาน์เตอร์แอทแท็กที่สมบูรณ์ โกล์ มากองหลัง ให้กองหน้า แล้วจ่ายให้มิดฟิลด์ที่สอดขึ้นมายิงประตูได้สำเร็จ
ตอนนี้ฝั่งอาร์เซน่อลเฮกันอย่างสะใจสุดๆ แล้ว แต่กรรมการยังใจดี ให้เวลาลิเวอร์พูล 38 วินาทีสุดท้าย ซึ่งทีมหงส์แดงเจาะไม่ได้ ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา อาร์เซน่อลชนะ 2-0 คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ไปครองเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ที่สนามแอนฟิลด์
นักเตะหงส์แดงทรุดตัวไปกองกับพื้น พวกเขาเจ็บปวดที่รักษาสกอร์ไว้ไม่ได้ ส่วนอาร์เซน่อลก็สะใจสุดๆ จนไม่มีคำบรรยาย ใครจะไปเชื่อว่า โจทย์ยากที่สุด คือชนะหงส์แดง 2-0 ในสนามยากที่สุดอย่างแอนฟิลด์ อาร์เซน่อลจะทำได้
แฟนลิเวอร์พูลหลายคนร้องไห้ที่เสียแชมป์ แต่พวกเขาแสดงสปิริตร้องเพลง You'll never walk alone ให้กำลังใจสโมสรดังกึกก้อง นอกจากนั้นยังให้เกียรติอาร์เซน่อลด้วยการอยู่ชมพิธีการมอบโทรฟี่อีกด้วย
1
เกมนี้ไม่มีดราม่าเรื่องการตัดสิน กรรมการเป่าแฟร์ทุกอย่าง เป็นการเอาชนะกันด้วยแท็กติกล้วนๆ รวมถึงต้องชื่นชม การเตรียมการที่ดีเยี่ยมของอาร์เซน่อลก่อนเกม ที่ทำให้นักเตะพร้อมจะสู้จนวินาทีสุดท้าย
ทีมหงส์แดงก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับความพ่ายแพ้กันไป แล้วไปสู้กันใหม่ในฤดูกาลหน้า
ชัยชนะเกมนี้ต้องให้เครดิตกับอาร์เซน่อล ทั้งนักเตะที่ไม่ยอมแพ้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ และจอร์จ เกรแฮม ที่วางกลยุทธ์มาได้แม่นยำเป๊ะ ราวกับเขียนสคริปต์ก็ไม่มีผิด
อาร์เซน่อลพลิกคว้าแชมป์ลีกสูงสุด โดยการมีแต้มเท่ากันกับลิเวอร์พูล (76 แต้ม) และลูกได้เสียเท่ากัน (+37) แต่อาร์เซน่อลมี "ลูกได้" ที่มากกว่า เฉือนชนะกันแค่นี้เลยจริงๆ
ตลอดร้อยกว่าปีของฟุตบอลอังกฤษ ไม่เคยมีฤดูกาลไหน ที่ 2 ทีมลุ้นแชมป์ ต้องมาตัดสินกันเองในเกมสุดท้าย แต่มันเกิดขึ้นในนัดนี้ พร้อมด้วยบทสรุปที่มหัศจรรย์เหลือเกิน
นี่คืออีกหนึ่งโมเมนต์ ระหว่าง ลิเวอร์พูล vs อาร์เซน่อล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และแฟนๆ ทีมปืนใหญ่ยังคงเล่าขานความมหัศจรรย์นี้ มาถึงทุกวันนี้
การได้แชมป์ใครๆ ก็ทำได้ แต่ได้แชมป์ด้วยการบุกชนะจ่าฝูง ด้วยสกอร์ 2-0 ในนัดสุดท้ายที่แอนฟิลด์ แค่คิดเล่นๆ ยังยากเลย แต่ทีมปืนใหญ่ของจอร์จ เกรแฮม สามารถทำมันให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
1
โฆษณา