Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนูนิ
•
ติดตาม
27 ธ.ค. 2023 เวลา 10:44 • นิยาย เรื่องสั้น
ล่องไพรลำดับที่ 12 ตอน ผีตองเหลืองคนสุดท้าย
.
วรรณกรรมอมตะ ของ น้อย อินทนนท์ (บรมครูมาลัย ชูพินิจ)
.
17.เสือในใจของ ร.อ.เรือง
.
พร้อม ๆ กับกระสุนในมือศักดิ์ที่ลั่นออกไป ส่งผลให้มันแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นหลังจากดิ้นรนสักพัก ทันทีที่ศักดิ์หย่อนตัวลงสู่พื้นดิน สีฟ้าก็วิ่งตรงมาทรุดลงกอดขาเขาแน่นเนื้อตัวสั่นเทา
.
ศักดิ์จึงดุที่เธอออกมาในเวลาที่อันตรายทำไม สีฟ้าตอบอย่างซื่อ ๆ ว่ากลัวร้อยเอกเรืองเป็นอันตราย ศักดิ์ถึงกับอึ้ง "เรา..รักคุณเรือง รึ สีฟ้า"
.
"รัก สีฟ้าไม่รู้ว่านายพูดถึงอะไร"
.
"งั้นก็ช่างเถอะ แต่เวลานี้เราจะไปหาคุณเรืองไม่ได้มันไม่ปลอดภัย และต้องอยู่กับฉันบนนั้นก่อน" ศักดิ์ชี้ไปที่คาคบ "พรุ่งนี้จึงค่อยไปหาเขา"
.
"อยู่กับนาย สีฟ้าไม่กลัว ไม่เหมือนตาแก่คนนั้น"
.
"ตาเกิ้นไม่เคยเป็นอันตรายใคร นิสัยแกสนุกสนานไปอย่างนั้นเอง"
.
"สีฟ้ารู้ว่าคนไหนเหมือนเสือ คนไหนไม่ใช่"
.
หลังจากขึ้นไปบนคาคบแล้วอีกนานแสงสว่าง่ลำสุดท้ายจึงเลือนหายไปกับยอดเขา ป่าทั้งป่าเต็มไปด้วยเงามีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด สีฟ้าพึมพัมว่า "นายทหาร"
"ไม่ใช่ นั่นเสียงปืนตาเกิ้น"
.
"ตาแก่กะผู้หญิงคนนั้น ตันยาเก่งกว่าสีฟ้า กล้าอยู่ตามลำพังกับตาแก่ขี้โกง"
.
เราก็เก่งกว่าเขา ที่กล้ามาอยู่กับฉัน"
.
สีฟ้ารู้ว่าอยู่กับนาย ปลอดภัย"
.
ขณะนั้นเองเสียงปืนก็ดังขึ้นทางทิศที่ร้อยเอกเรืองนั่ง ทันทีที่ศักดิ์บอกสีฟ้าก็ขยับตัวเตรียมไปหาเขา ศักดิ์จึงทำเสียงห้ามอย่างเด็ดขาด "ไม่ได้ นี่เป็นช่วงเวลาที่เสือกำลังเข้า เป็นอันตรายต่อเธอเป็นที่สุด"
.
กระรอกดงตัวนั้นยังคงทำหน้าที่ยามรักษาการณ์ต่อไป มันร้องทักขึ้นมาอีกคราวนี้ดังมาจากข้างหลัง ในท่ามกลางแสงสลัวลางของกลางวันที่กำลังจะหมดไป สัตว์ร้ายตัวนั้นเคลื่อนไหวลงมาตามเชิงเขา
.
ขนาตของมันใหญ่ไล่เลี่ยกับเจ้าตัวแรก ศักดิ์รู้สึกถึงร่างอันสั่นสะท้านและเย็นเฉียบของสีฟ้าที่เบียดจนติด เขาทำสัญญาณให้หล่อนนิ่ง เสือดาวตัวนั้นหยุดการเคลื่อนไหวเหมือนเฉลียวใจแล้วมันก็เดินต่อไปยังซากโคตัวนั้น
.
ซึ่งศักดิ์ไม่พลาดอยู่แล้ว ตลอดเวลาที่เขานั่งจงกลม(นั่งในที่ที่กำหนด โดยมีสติกำกับ)อยู่นั้น ในครึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงปืนลั่นมาจากทิศร้อยเอกเรือง 2 ครั้ง ตาเกิ้นและตันยาไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ในขณะที่ทางด้านศักดิ์สงบเงียบ
.
"สีฟ้าอยากไปนั่งเป็นเพื่อนนายทหาร"
.
ศักดิ์ "ไปไม่ได้ ถ้าง่วงก็นอน"
.
"สีฟ้าไม่ง่วง คิดถึงนายทหาร ทำให้สีฟ้าตื่นทั้งกายและใจ"
.
"งั้นก็ช่วยฉันคอยดู และ ฟังต่อไป"
.
พวกเขาไม่ได้พูดจากันอีกใน 2 ชั่วโมงต่อมา ความมืดเหมือนสีหมึกและความเงียบเหมือนป่าช้ายังปกคลุมบริเวณป่าโดยรอบนั้น ช้า ๆ นาน ๆ ก็มีเสียงปืนดังมาจาก 2 ด้านนั้น ในขณะที่ศักดิ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
.
จนกระทั่งหลังเที่ยงคืนและใกล้สว่างจึงได้เพิ่มมา และใกล้สว่างเช่นเดียวกันความ
อดทนของสีฟ้าก็เป็นอันสิ้นสุด หล่อนต้องการไปพบร้อยเอกเรืองแม้ศักดิ์จะบอกว่าเดี๋ยวคนทั้ง 2 จะมาสมทบที่นี่
.
ด้วยความรำคาญ ศักดิ์ยังคงยืนกรานที่จะไม่ให้หล่อนไป แม้จะเป็นเวลากลางวัน ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าอันตรายจากเสือหมดไปหรือยัง
ชั่วโมงเศษต่อมา ดูเหมือนจะเป็นเวลาที่นานที่สุดของสีฟ้า ตลอดเวลาที่ศักดิ์สำรวจดูผลงานเมื่อคืน หล่อนแทบหาความปกติสุขไม่ได้
.
เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งเดี๋ยวยืน ชะเง้อขะแง้ไปทางทิศที่ร้อยเอกเรืองประจำอย่างกระสับกระส่าย ด้วยเหตุนี้ทันใดที่ร่างของเขาปรากฎเท่านั้น หล่อนก็รีบวิ่งไปหาแล้วกอด
เอว ตื่นเต้น ดีใจอย่างเด็ก ๆ
.
ร้อยเอกเรืองกอดหล่อนไว้แน่นหลับตาด้วยความตื้นตันโดยลืมไปว่าศักดิ์ยังยืนโทนโท่อยู่ที่นั่น แต่เมื่อได้คิดเขาก็ผลักหล่อนออกห่างท่าทางกระดาก "ผมไม่
คิดว่าจะพบแกในที่และเวลาอย่างนี้"
.
"ผมก็ไม่คิดครับ แกออกมาตามหาคุณตั้งแต่เมื่อคืน จึงต้องบังคับให้ขึ้นไปอยู่กับ
ผมทึ่คาคบ"
.
ร้อยเอกเรืองจึงหันไปถามหล่อนถึงเหตุผลทั้งที่รู้ว่าอันตราย สีฟ้าตอบอย่างง่าย ๆ
ว่าทนคิดถึงไม่ไหว แล้วจับมือข้างหนึ่งเขาไปกอด เอียงแก้มเกลือกที่มือข้างนั้น
.
ร้อยเอกเรืองจึงรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามจำนวนเสือที่ยิงได้ก็พอดีตาเกิ้นกับตันยามาสมทบ ทันทีที่เห็นสีฟ้าอยู่กับร้อยเอกเรือง แกก็คิดว่าเขาก็เป็นอีกคนที่แพ้เสือในใจเหมือนแก
.
ศักดิ์จึงบอกให้รู้ว่าเมื่อคืนสีฟ้าอยู่กับเขาทำให้ตาเกิ้นถอนใจอย่างโล่งอก เพราะรู้ดีว่าศักดิ์ไม่เคยเสียทีแก่เสือตัวไหน ตลอดเวลาตันยาเอาแต่เกาะแขนของแกแจ มองแกอย่างไม่มีความกระดาก ดวงตาของหล่อนแสดงว่าไม่ได้นอนเลย
.
ตันยา "ทีนี้ตันยาเชื่อแล้วว่าเทวดาส่งตาและนายมาช่วยพ่อตันยาปราบเสือ ทีนี้เราจะอยู่ที่นี่อย่างเป็นสุขต่อไป"
.
ตาเกิ้น "เรายังวางใจไม่ได้ นาน ๆ ไปมันอาจมาอีก"
.
"ตันยาไม่กลัว เมื่อมีตา" หล่อนกอดแขนแกแน่น ทำให้ตาเกิ้นอึกอัก "ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้สักเท่าใด นายกลับ ข้าก็ต้องกลับ"
.
"ข้าไม่ให้ตาไป ไหนเมื่อคืนตาว่าจะอยู่กับข้าตลอดไป"
.
"ข้าไม่ว่าอย่างนั้น ข้าว่าตลอดคืนที่เรานั่งเสืออยู่ด้วยกันบนห้างต่างหาก"
.
ศักดิ์ "เอาหละเรื่องนี้ไว้พูดกันทีหลัง รีบกลับไปหมู่บ้านให้ตีกายส่งคนมาหามเสือไปดีกว่า ส่วนตอนนี้ฉันอยากเชื่อเรื่องของตันยามากกว่า"
.
"แต่...นาย เชื่อตาเกิ้นเถอะ ตาเกิ้นไม่เคยสัญญิงสัญญาอะไรกับนางผู้หญิงคนนั้น"
.
"ฉันบอกไว้พูดกันทีหลัง"
.
ตลอดทางที่เดินกลับ แม้ตาเกิ้นจะไม่ปริปากและพยายามอยู่ให้ห่างสาวชาวป่าคนนั้น แต่ตันยายังคงเกาะแขนแกไม่ยอมปล่อยจนถึงหมู่บ้าน
.
ความสำเร็จในการปราบเสือ ถูกกระจายข่าวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ป่า ภายในเวลาไม่นานทั้งหมู่บ้านก็มาชุมนุมกันที่บ้านของตีกายหัวหน้าขมุไฟ แม้แต่ 2 สามีภรรยานักสำรวจ
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์และภรรยาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทันทีที่เห็นศักดิ์ เขาก็ตรงเข้ามาจับมือทั้งคู่ไปสั่นเพราะรู้ว่าอย่างไรเสียต้องทำการสำเร็จอย่างแน่นอน
.
ศักดิ์บอกว่าทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความดีให้ตาเกิ้น นอกจากจะปราบเสือได้ถึง 15 ตัวแล้ว วัวที่ผูกเป็นเหยื่อล่อยังไม่มีอันตรายสักนิด ในขณะที่ร้อยเอกเรืองยิงได้ 11 ตัว เหยื่อล่อตาย ส่วนศักดิ์ยิงได้เพียง 5 ตัว เหยื่อล่อไม่รอด
.
ศักดิ์เสนอให้นั่งเฝ้าเสืออีก 2 คืนโดยใช้ซากวัวที่ตายทั้ง 2 ตัวเป็นเหยื่อล่อต่อ หากไม่มีเสือเข้าอีกก็หมายความว่า อ้ายลายที่เหลือคงเข็ดขยาด หากยังเข้าอีกก็ต้องปราบต่อ
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์เห็นด้วยกับศักดิ์ เขาเชิญให้ไปรับประทานอาหารและพักผ่อนที่ปางของเขา หลังจากนั้นจะทดลองอีกคืนก็ตามใจ ส่วนทางนี้เขาจะเจรจากับตีกายเรื่องการเดินทางกลับของทุกคน
.
ศักดิ์จึงชวนทุกคนกลับที่พักของ 2 สามี-ภรรยา ตันยาที่เกาะแขนตาเกิ้นไม่ยอมห่างทำท่าจะตามไปด้วยจนถูกบิดาดุจึงยอมปล่อยแขนแล้วหันกลับเพิงพักไป
.
อาหารที่แวนด้าจัดและการหลับรวดเดียวตื่นตอนบ่ายทำใหกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง เวลาตอนนั้นเกือบบ่าย 4 โมง ใกล้เวลาที่จะไปยังซากวัวอีกครั้ง
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์กลับมาพร้อมด้วยข่าวดี หลังจากที่ตีกายเห็นซากเสือเหล่านั้น และ ฟังเรื่องการกำจัดเสือจากตันยาเขาพอใจมากและยิ่งศรัทธามากขึ้นไปอีก การปล่อยตัวไม่น่ามีปัญหาอะไร
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์บอกว่ามีปัญหาเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือ ตันยายังไม่ยอมให้ตาเกิ้น
กลับ จนกว่า 2 เดือนผ่านไปแล้วไม่มีเสือรบกวนอีกจึงกลับได้
.
"ขืนอยู่ต่ออีก 2 เดือน ตาเกิ้นคงเหลือแต่ซี่โครงเพราะสู้รบกับเสือในใจ แต่นายฝรั่งไม่ต้องกลัวเอาไว้ถึงเวลากลับตาเกิ้นจะพูดกับตันยาเอง"
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์มองกะเหรี่ยงชราอย่างอัศจรรย์ใจ แล้วแอบกระซิบกับศักดิ์ว่า "เรื่องเสือในใจที่ผมพยายามปราบ แต่ตาเกิ้นของคุณกลับยอมให้มันปราบแก ผลที่ได้รับดีกว่าเสียอีก ใครว่าคนในเมืองรู้จักหัวใจผู้หญิงดีกว่าคนป่าคนดง"
.
18.ลาจาก
.
หลังจากกำชับสีฟ้าไม่ให้ติดตามไปอีก และ ตกลงกันว่าไม่เอาตันยาไปด้วย ศักดิ์ ร้อยเอกเรือง และ ตาเกิ้น จึงชวนกันออกจากหมู่บ้านไปเพื่อการนั่งซากในคืนที่ 2
แต่ไม่ปรากฎว่ามีอ้ายลายเข้าเลยจนรายเดียว ตลอดคืนหมอกยังลงอากาศยังหนาว ทั้งป่าเงียบสงัด ปราศจากทั้งเสียงสัตว์ เสียงแมลง
.
รุ่งสว่างทั้ง 3 จึงออกสำรวจซากโคและบริเวณโดยรอบ เมื่อไม่ปรากฎร่องรอยใด ๆ ก็แน่ใจว่าผลงานในคืนก่อนคงทำให้อ้ายลายที่เหลือย้ายถิ่นไปภูมิประเทศอื่นแล้วก็ได้
.
ศักดิ์แจ้งเรื่องนี้ต่อดร.คาร์ล ฟลิกส์ และ ขอเวลาอีก 2-3 วันเพื่อความแน่ใจ ระหว่างนี้ตาเกิ้นจะสอนวิธีการปราบและจับเสือเป็น ๆ ให้คนเหล่านี้เอาไว้ป้องกันตัว และ วัวของพวกเขาต่อไป
.
โดยแกจะสอนการใช้จั่น(เครื่องดักสัตว์ทั้งในนํ้าและบนบก มีรูปคล้ายกรง) และ จั่นห้าว(เครื่องยิงสัตว์ ใช้หอก หรือปืน หรือหลาว ขัดสายใยไว้ เมื่อคนหรือสัตว์ไปถูกสายใยเข้า ก็ลั่นแทงเอาหรือยิงเอา ใช้อย่างเดียวกับหน้าไม้ก็ได้)
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์ ยังวิตกเรื่องความเชื่อในผีสางของคนเหล่านี้ ตาเกิ้นจึงบอกว่าทันทีที่เสือถูกฆ่าตายเป็นเบือ คนเหล่านี้ก็เข้าไปกลุ้มรุม จับหัว จับหาง แล้วหัวเราะรวมทั้งเชื่อว่า คณะของศักดิ์เป็นคนที่เทวดาส่งมา
.
"ตาเกิ้นยอมรับว่าเสียดายตันยา แต่เสียดายชีวิตตัวเองมากกว่า มันไม่เพียงฆ่าเสือในใจผู้ชายแต่ยังฆ่าผู้ชายทุกคนที่อยู่กับมันนานไป มันเหมาะสำหรับพวกขมุไฟด้วยกันมากกว่า ตอนนี้มันอาจคิดว่านอกจากนายฝรั่งและตาเกิ้นแล้วมันไม่ต้องการใคร ไว้เป็นธุระตาเกิ้นจัดการเรื่องนี้"
.
2-3 วันต่อมา ศักดิ์และร้อยเอกเรืองออกไปสำรวจซากโคที่เริ่มเน่าทุกวัน นอกจากหมูป่า เม่น และ อีเห็นที่มาฉวยโอกาสแล้วก็ไม่มีร่องรอยใดๆ เป็นอันวางใจได้ว่าเสือเหล่านั้นแตกฉานซ่านเซ็นไปที่อื่นหมดแล้ว
.
ทุก ๆ วัน และ บางทีถึงกลางคืน ตาเกิ้นขลุกอยู่ที่เพิงพักของตีกายหัวหน้าขมุไฟสอนให้ลูกบ้านรู้จักการทำจั่น หรือ จั่นห้าว วิธีการวาง การป้องกันตัว และ การป้องกันวัวควาย
.
ทุกวันเช่นกันตาเกิ้นก็รายงานความคืบหน้าว่า "วันนี้พาตันยาและอ้ายหนุ่มร่างยักษ์ลูกชายรองหัวหน้าขมุไฟไปวางจั่นห้าว จากนั้นก็ไปอาบน้ำในลำธาร ตันยากวนตาเกิ้นในขณะที่หนุ่มนั้นก็จ้องตาเกิ้นตาลุกเป็นไฟ"
.
วันต่อมาแกก็มารายงานอีก "วันนี้ตาเกิ้นสอนหนุ่มนั้นวางจั่นตามทางด่าน นางตันยาลงไปอาบน้ำก่อน ตาเกิ้นก็บอกให้หนุ่มนั้นตามลงไป ทีแรกมันไม่กล้าเลยโดนตาเกิ้นเอ็ด อึดใจใหญ่ ๆ ตาเกิ้นก็ตามไปนางตันยากำลังคุยกับหนุ่มนั่น ไม่หันมามองตาเกิ้นเลย นาย"
.
เมื่อถึงวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ตาเกิ้นรายงานว่า "เรียบร้อย นาย พรุ่งนี้ออกเดินทางได้แล้ว"
.
แกต้องการอะไรของแก ตาเกิ้น ในการที่ทำเช่นนั้น"
.
"ต้องการอะไร ตายละนาย ตาเกิ้นคงไม่ยอมลำบากทรมานใจในการเสียสละนางตันยาให้อ้ายหนุ่มกระบือนั่นเป็นแน่ ถ้าไม่เพื่อความสะดวกในการเดินทางของเรา"
.
"ตั้งแต่คบกันมา ก็เพื่งเห็นแกสละผู้หญิงได้ครั้งนี้แหละตาเกิ้น ถึงอย่างไรฉันก็ไม่ชอบวิธีของแกอยู่นั่นเอง เหมือนผึ้งเหมือนแมลงภู่ที่ทิ้งเขาไปแล้วยังยกให้คนอื่นเหมือนผลักไส ทำไมแกไม่ปล่อยให้เขาเลือกตามที่ต้องการ"
.
"ขืนปล่อยให้มันเลือก ตาเกิ้นก็อดไปกับนายพอดี ผู้หญิงคนนั้นเหมาะสำหรับพวกมัน ตาเกิ้นรู้ว่าอ้ายหนุ่มคนนั้นจะครองใจมันไว้ได้นาน ถ้านายเห็นอย่างที่ตาเกิ้นเห็นวันนี้ คนผิดหวังคงไม่หัวเราะเหมือนคนบ้าจี้ ถ้ามันเสียใจก็คงไม่เกุาะอ้ายหนุ่มแจ"
.
"ตาเกิ้น ฉันว่าแกเหมาะที่จะเป็นตัวโกง"
.
กะเหรี่ยงชราหัวเราะฟันขาว "โกงอย่างนี้ไม่มีใครเสียหาย ทุกคนเป็นสุข ว่าแต่นายทหารเรืองน่ะซีจะทำยังไง"
.
"ฉันพูดกับคุณเรืองแล้ว เขารับรองว่าไม่มีอะไรกับสีฟ้า นอกจากความสงสาร"
.
"เรื่องสงสารนี่แหละนาย จุดอ่อนของผู้ชาย"
.
"คุณเรืองรู้ดีในข้อนั้น เขารู้ว่าขืนอยู่ด้วยกันนานไปอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าในป่า ในเมือง หรือเอาไปกรุงเทพ เขาจึงคิดว่าเมื่อกลับไปถึงน่านจะฝากสีฟ้าไว้กับคนคุ้นเคย พยายามให้แกได้รับการศึกษาเล่าเรียนให้เคยชินกับชีวิตในเมือง
.
เขาจะพยายามถามข่าวและมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวเพื่อดูว่าหัวใจของพวกเขายังเอยู่ในสภาพเดิมหรือไม่ เรื่องของทั้ง2เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ภายในปี-2ปีคุณเรืองก็คงตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไรกับสีฟ้าต่อไป"
.
"ตาเกิ้นสงสารแม่หนูสีฟ้าเพราะแกช่วยตัวเองไม่ได้แต่ก็ไม่อยากปล่อยไว้ลำพังในป่า และไม่อยากเห็นแกแต่งงานกับนายทหารเรือง เพราะไม่เหมาะสม อย่างไรเสียสีฟ้าก็ลืมป่าไม่ได้ถึงเอาไปเล่าเรียนที่น่าน แกก็คงอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน"
.
"แต่ฉันคิดว่าวิธีนี้ดีที่สุด หรือ แกมีวิธีดีกว่านี้"
.
"ไม่มีเลย นาย นอกจากวิธีนั้น แล้วปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา แต่ตาเกิ้นก็อดคิดอย่างคนป่าไม่ได้ว่า สีฟ้าเป็นสมบัติของป่า แกไม่มีวันหนีไปได้พ้น"
.
ผลการเจรจาระหว่างดร.คาร์ล ฟลิกส์ กับ ตีกาย ในวันต่อมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อการปราบเสือเป็นการให้สวัสดิภาพแก่พวกเขา การอยู่ของคนต่างถิ่นก็หมดความจำเป็น
.
ทั้งนี้ก็ต้องขอบใจตันยาที่ช่วยให้อะไร ๆ ง่ายไปหมด และขอบใจตาเกิ้นที่สอนให้ตันยารู้ว่า โลกนี้ไม่ใช่มีดร.คาร์ล ฟลิกส์ เป็นผู้ชายคนเดียว รวมทั้งการปราบเสือสามารถทำได้ด้วยมือเปล่า
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์ กำหนดว่าจะใช้เวลาในการรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ฟิล์มภาพยนตร์ เอกสารต่าง ๆ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของชาวป่าในราว 4 วัน วันที่ 5 จะออกเดินทาง ตีกายสัญญาจะให้คนของเขาไปส่งจนถึงหมู่บ้านสุดท้าย ซึ่งจะจ้างคนหาบหามต่อไปได้
.
ตลอด 5 วันที่จัดของไม่มีใครพบตันยาและตีกายเลย นอกจากรายงานจากตาเกิ้นว่า ตีกายกำลังคลั่งหนังเสือเหล่านั้น ในการดูแลให้ลูกบ้านฟอกถูตามวิธีชาวป่า แล้วตากแห้งนำไปปูพื้นจนเต็มไปหมดทั้งปาง
.
และทุกครั้งตาเกิ้นก็ไม่เคยพบตันยา ตีกายบอกว่าออกไปกับอ้ายหนุ่มที่ห้วยเชิงเขา "มันกำลังข้าวใหม่ปลามัน นาย อีกไม่นานพอลูกเต็มบ้าน มันก็เหมือนตาเกิ้นกับยาย"
.
ในที่สุดวันสำคัญก็มาถึง ดร.คาร์ล ฟลิกส์ ยืนนิ่งมองไปรอบ ๆ เป็นเวลาชั่วขณะ เขาบอกกับศักดิ์ว่า ตอนแรกเขาดิ้นรนเพื่อให้พ้นไปจากที่นี่ ครั้นเวลานั้นมาถึงจริงเขากลับคิดเสียดาย หากไม่เพราะแวนด้าเขาจะอยู่ที่นี่ต่อแต่งงานกับตันยาและเป็นหัวกน้าขมุไฟสืบต่อจากตีกาย สิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตที่เขาปรารถนามากกว่าชีวิตในเมือง
.
ตีกายพร้อมด้วยชายฉกรรจ์ที่จะไปส่งยืนรอหน้าเพิงพักแต่เช้า เขาแต่งกายด้วยหนังเสือโคร่ง หน้าตายิ้มแย้มจูงมือลูกสาวและลูกชายรองห้วหน้ามาขอบใจตาเกิ้นที่ช่วยหาผัวให้ตันยา
.
ตาเกิ้นจึงว่า "หญิงกับชาย เป็นของคู่กัน ข้าไม่ได้ใช้เวทมนต์คาถาอะไร ข้าเพียงแต่ให้ตันยามันรู้ว่าอ้ายหนุ่มนั้นกับมันเหมาะที่จะเป็นผ้วเมียกัน"
.
ตีกาย "ตาแก่นี่ไม่ใช่...คน...ธรรมดา ข้าเห็นหน้าแกแล้ว คิดถึงปู่เจ้าสมิงพราย"
.
ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ฉายทะลุเมฆหมอกมา ขบวนของศักดิ์พร้อมด้วยลูกหาบขมุไฟออกจากหมู่บ่านนั้นมาอย่างช้า ๆ จนกระทั่งร่างอันสูงตระหง่านในชุดเสือโคร่งของตีกายและตันยาลับไปจากสายตา แลเห็นเพียงควันสีน้ำเงินอ่อนม้วนลอยอยู่เหนือหน้าผาเป็นฉากหลังของหมู่บ้าน
.
ชั่วขณะหนึ่งก่อนเลี้ยวลงเชิงเขา ตาเกิ้นหยุดอยู่กับที่แล้วถอนใจหันไปมองสถานที่แห่งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ศักดิ์จึงหันไปถามซึ่งแกตอบว่า "ตาเกิ้นกำลังคิดถึงนางตันยา ไม่มีผู้ชายคนไหนที่รู้จักมันแล้ว จะลืมมันได้ แม้แต่...นายฝรั่ง"
.
ดร.คาร์ล ฟลิกส์ ยืนโอบเอวภรรยา หันไปมองควันกลุ่มนั้นเหมือนกัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไร นอกจากขากรรไกรที่ขบนูนเป็นสัน ครั้นแล้วอย่างกระทันหันเขาหันกลับจูงมือภรรยาลงไปตามทางด่านอย่างรวดเร็ว
.
แสนสุริยามองไปที่พันแล้วถามยิ้ม ๆ "คราวนี้ไม่มีเรื่องให้วิจารณ์หรือ"
.
พัน "ถ้าจะมีก็คงเรื่องบรรดาสาวสวยแต่ละคนในเรื่องที่มีรสนิยมชอบของแปลก"
.
แสน "ไม่เข้าใจที่คุณพูด"
.
พัน ”ก็...ทำไม้ทำไมสาวๆทุกคนในเรื่องนี้ถึงไปรุมกันรักแต่ปู่เกิ้นของคุณ หล่อๆดีๆอย่างคุณศักดิ์ยังงี้ นายร้อยเอกเรืองอีกคน ไม่เห็นมีสาวไปหลง"
.
ผู้กองมานพ "คุณศักดิ์จะ 50 แล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนนายร้อยเอกคนนั้นก็มีสีฟ้าสาวตองเหลืองไง แล้วพันไม่เคยมีคนรักหรือ"
.
ถ้าสายตาของผู้กองไม่ผิตพลาด แว่บเดียวที่ดวงตาสุกใสของพันมีประกายเจ็บปวด แว่บเดียวเท่านั้นแล้วพันก็ยิ้มตอบด้วยท่าทีขำๆ
”ใครจะมารักมาชอบผ้ม วันๆไม่เคยอยู่บ้าน ลงงานแต่ละจ๊อบหายตัวไปเป็นเดือน แล้วผู้กองมีคนที่หมายหรือยังครับ"(พันถามทั้งที่รู้)
.
"มี แล้วพันไม่คิดที่จะถามผู้หมวดบ้างหรือ"
.
"ไม่ละครับ รูปหล่อแบบนี้ แถมตาคมบาดใจ วันๆแค่จัดคิวไม่ให้รถไฟชนกันก็เหนื่อยแล้ว"
.
แสนสุริยาเงียบไม่ตอบ ผู้กองมานพยิ้มช่วยตอบแทน "รายนั้นน่ะโสดสนิท ยังไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ คงจะรอนางในฝัน"
.
พันใจเต้นแรงราวกับมันจะกระเด็นออกมานอกตัว แกล้งพูดเย้าแสนสุริยาแต่เขาก็ไม่ตอบอีก คืนนี้ผู้กองขออยู่ยามผลัดแรกพันจึงขอตัวไปนอนก่อนส่วนแสนสุริยาอยู่ปรึกษางานต่อ
.
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังจากรับประทานอาหารแล้วพวกเขาก็เร่งออกเดินทาง เช้านี้GPSของพันบอกให้รู้ว่าพวกเขาเข้าใกล้เป้าหมายในระยะทางเดินเพียง 3 วันเท่านั้น
.
ป่าที่ยาวเหยียดต่อเนื่องกันไปไม่ปรากฎว่าจะอยู่ในแผนที่ เขาหลายลูกและลำห้วยหลายแห่งก็ไม่มีบันทึกไว้เช่นกัน แสนสุริยานำทางโดยใช้เข็มทิศช่วยอีกวิธีหนึ่ง
.
เวลาล่วงไปเมื่อตะวันจวนลับยอดไม้หรือในที่นี้คือลับเหลี่ยมเขา พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่พื้นดินเป็นหินและลูกรัง ผ่านป่าไม้รวกไปจนถึงริมห้วย หลังจากสำรวจทั่วแล้วจึงพักค้างกันที่นี่
.
คืนนี้แสนสุริยาจะเล่าเรื่องข้างกองไฟเป็นคืนสุดท้าย คืนพรุ่งนี้ต้องเก็บแรงไว้เพื่อพบกับเหตุการณ์ในวันที่3 ซึ่งไม่อาจบอกได้ว่ามันคืออะไร จึงสามารถทำให้ทหารรับจ้างฝีมือระดับพระกาฬถึง 6 คนหายไป
.
แสน "ครั้งนี้คุณศักดิ์ สุริยัน และคณะ ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจด้านมนุษยวิทยา สองสามีภรรยา ดร.โทมัส และไมรา สมิธ
นอกจากนี้ยังมีนายทหารอเมริกันนอกราชการคือพันตรีวิลเบอร์ โจนส์ ซึ่งได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย ให้ไปดำเนินการปราบนกอินทรีย์ยักษ์ ซึ่งรบกวนชาวนิวกินีมาเป็นเวลาช้านาน
.
เจ้าอินทรีย์อุบาทย์นี้เลือกจับแต่ผู้หญิงเท่านั้นผู้ชายไม่เอา แสบกว่านั้นผู้หญิงที่กลับมาจะเพ้อหาแต่เทวดาฝรั่งที่ผิวขาวผมทอง เล่นเอาบรรดาผัวแต่ละคนที่เป็นคนป่าต้องไปกระโดดหน้าผาตายด้วยความอับอายก็มี"
.
พันหัวเราะ "รีบๆเล่าเถอะ ชักอยากรู้จักเทวดาลามกคนนั้นเสียแล้ว และทำไมถึงชื่อ วิมานฉิมพลี"
.
แสน "ฉิมพลี แปลว่า ต้นงิ้ว เป็นชื่อวิมานของพระยาครุฑ จึงเรียกว่าวิมานฉิมพลี"
.
จบฃ่องไพรชุดที่ 12 ผีตองเหลืองคนสุดท้าย ล่องไพรชุดที่ 13-14 ชื่อตอน วิมานฉิมพลี พบกับเรื่องราวที่ได้รับคำยกย่องว่าดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ทั้ง 2 ภาคจะเริ่มลงกลางเดือน มกราคม ปี 2567 นี้ โดยจะนำเสนอเรื่อง สัพเพเหระ 7 ส่งท้ายปี 2566
.
ภาพปก กระรอกดง >>>จากวิกิพีเดีย กระรอก(squirrel) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนาดลำตัวเล็ก ขนปุยปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย นัยน์ตากลมดำ หางเป็นพวงฟู จัดอยู่ในประเภทสัตว์ฟันแทะ โดยทั่วไป กระรอกดง จะตัวใหญ่กว่า กระรอกสวน
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย