ยกตัวอย่าง ลิขสิทธิ์ A จะหมดอายุวันที่ 3 ตุลาคม 2023 ก็จริง แต่เราไม่สามารถนำ A มาใช้ได้ทันที เพราะ A ยังไม่ถือเป็น Public Domain ซึ่งต้องรอให้ถึงวันที่ 1 มกราคม 2024 ก่อน เราถึงจะสามารถนำ A ไปใช้โดยทั่วไปได้
การเป็น Public Domain หมายความว่าเราจะเอาลิขสิทธิ์เหล่านั้นไปดัดแปลงยังไงก็ได้ แม้แต่เอาไปทำเป็นสินค้าขายก็ยังทำได้ ทว่าจะดัดแปลงอะไรก็ต้องดูให้ดี เพราะ Public Domain แต่ละตัวละครก็มีข้อจำกัดต่างกัน
กรณีการดัดแปลงที่น่าสนใจของมาสคอตที่คนจดจำ แต่กลายเป็น Public Domain ก็คือ Winnie the Pooh ซึ่งพอเจ้าหมีพูห์กลายเป็นสาธารณสมบัติปุ๊บ ก็มีคนหยิบน้องไปทำเป็นหนังสยองขวัญชื่อ Winnie the Pooh: Blood and Honey ทันที โดยหนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่มีทุนสร้างเพียง 100,000 เหรียญ แต่กลับทำรายได้ถึง 2.5 ล้านเหรียญ ซึ่งนับเป็น 25 เท่าของงบประมาณการผลิตเลยทีเดียว
นอกจากตัวละครสุดน่ารักอย่าง Winnie the Pooh แล้ว อีก 2 เรื่องที่เป็นกรณีศึกษาจากการนำ Public Domain ไปดัดแปลงคือ Neverland Nightmare ที่นำ Peter Pan มาดัดแปลง และ Bambi: The Reckoning ซึ่งนำ Bambi มาดัดแปลงนั่นเอง
เรื่องที่น่าสนใจคือ แม้เจ้า Mickey Mouse จะกลายเป็น Public Domain ก็จริง แต่ Disney ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่นำ Public Domain หลายชิ้นมาดัดแปลงเป็นเวอร์ชันของตนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น The Little Mermaid, Rapunzel, Snow White, Cinderella, Aladdin ดังนั้นแล้วถ้าเราจะดัดแปลงตัวละครเหล่านี้มาเป็นเวอร์ชันของตัวเอง เราจะไม่สามารถดัดแปลงเวอร์ชันของ Disney ซ้ำได้ แต่จะต้องดัดแปลงจากเวอร์ชันที่เป็น Public Domain แทน ซึ่งก็คือตำนานต้นฉบับหรือนิทานของพี่น้องกริมม์
นอกจากตำนานเจ้าหญิงแล้ว อีก Public Domain ที่คนทั่วไปมักนำมาดัดแปลงก็คือเหล่าสัตว์ประหลาดคลาสสิกทั้งหลาย อย่างเช่น Dracula, Dr. Jekyll & Mr. Hyde, Frankenstein, Phantom of the Opera, Creature from the Black Lagoon ไปจนถึงยอดนักสืบแห่งยุคอย่าง Sherlock Holmes ซึ่งเราจะเห็นเลยว่าตัวละครเหล่านี้มักถูกนำมาดัดแปลงในผลงานต่าง ๆ โดยของไทยเราก็คือแอนิเมชัน DRACULA TOK และญี่ปุ่นที่มักจะเห็นบ่อย ๆ คือการนำ Sherlock Holmes ไปอ้างอิงในยอดนักสืบ Conan นั่นเอง