23 ม.ค. 2024 เวลา 04:46

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า “อาถรรพ์รักเจ็ดปี” (The Seven-Year Itch) เป็นอย่างดี

“อาถรรพ์รักเจ็ดปี” คือความเชื่อที่ว่า ความรักของคู่รักมักจะมี “วันหมดอายุ” ภายในระยะเวลา 7 ปี (อาจจะมีบวกลบนิดๆหน่อยๆราวๆ 2-3 ปี)
พอถึง “วันหมดอายุ” เมื่อไหร่ คู่รักก็มีแนวโน้มที่จะเลิกรากัน
และที่สำคัญก็คือ ความเชื่อดังกล่าวดูจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเชื่อเท่านั้น แต่ข้อมูลที่มีอยู่บ่งบอกว่า ความเชื่อดังกล่าวดูจะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับคู่รักจำนวนไม่น้อยอีกด้วย
ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น?
คำตอบก็คือ เพราะมนุษย์เรามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (อันที่จริง นักวิจัยหลายคนพบว่า ชีวิตของคนเรามักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ทุกๆ 6-10 ปีครับ)
ฉะนั้น แรกเริ่มเดิมที (ตอนที่เราตัดสินใจคบกับแฟนของเรา) สิ่งที่เราต้องการจากชีวิตอาจจะเป็นการได้ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง (โดยที่ไม่ได้พึ่งพาพ่อแม่) การสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง การมีใครสักคนที่แคร์เรา ฯลฯ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เราต้องการจากชีวิตนั้น มันเป็นสิ่งที่แฟนของเราสามารถตอบโจทย์ให้กับเราได้
แต่พอวันเวลาผ่านไป (ราวๆ 7-10 ปี) สิ่งที่เราต้องการจากชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม (เช่น เราอาจจะเริ่มอยากไปใช้ชีวิตและทำงานที่ต่างประเทศ)
ซึ่งความต้องการ “ชุดใหม่” ของเรานั้น แฟนของเราอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับเราได้อีก (ต่างจากช่วงเวลาที่ตัดสินใจคบกับแฟนก่อนหน้านี้)
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบในความสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนของเรา
อย่างไรก็ตาม สำหรับคู่รักบางคู่ (ที่พยายามที่จะไม่เลิกกัน) สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเพื่อที่จะรับมือกับปัญหา “แฟนไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของฉันในตอนนี้ได้อีกแล้ว” คือการโฟกัสความสนใจของพวกเขาไปที่สิ่งอื่นในชีวิต (ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับแฟน)
บางคนโฟกัสความสนใจไปที่การทำงานเพื่อให้ได้รับการโปรโมทให้เป็น “นายใหญ่” ของบริษัท บางคนโฟกัสความสนใจไปที่การเลี้ยงดูลูก บางคนโฟกัสความสนใจไปที่การฝึกวิ่งอัลตร้ามาราธอน ฯลฯ
การทำแบบนี้อาจจะช่วยให้พวกเขายังคงอยู่ด้วยกันกับแฟนไปอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในที่สุด เมื่อพวกเขาได้รับการโปรโมทและกลายเป็น “นายใหญ่” ได้ เมื่อลูกของพวกเขาเติบโตขึ้น เมื่อพวกเขาวิ่งอัลตร้ามาราธอนได้สำเร็จ ฯลฯ
ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะต้องหันมาเผชิญหน้ากับปัญหา “แฟนไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของฉันในตอนนี้ได้อีกแล้ว” อีก
ส่งผลให้พวกเขาก็ต้องตัดสินใจอีกว่า พวกเขาจะยังเลือกที่จะคบกับแฟนต่อหรือเปล่า? หรือว่าพวกเขาจะต้องหา “สิ่งอื่น” (ที่ไม่ใช่การเป็น “นายใหญ่” ที่ไม่ใช่การเลี้ยงลูก ที่ไม่ใช่การวิ่งอัลตร้ามาราธอน ฯลฯ) มาเป็นจุดโฟกัสของชีวิตแทนอีก?
วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆๆ
เว้นเสียแต่ว่า พวกเขาจะหยิบเอาความต้องการของตัวเองที่เปลี่ยนไปนี้ มาจับเข่าพูดคุยกับแฟนอย่างจริงๆจังๆ (หรือพูดคุยกับแฟน พร้อมกับนักจิตวิทยา) ว่า
“ที่ผ่านมา ฉันเคยมีความต้องการ กขค และฉันก็ขอบคุณเธอนะที่ช่วยตอบโจทย์ต้องการ กขค ของฉันในตอนนั้น แต่ตอนนี้ ความต้องการของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ ฉันอยากได้ ABC แทนแล้ว ฉันก็เลยอยากจะหยิบตรงนี้มาคุยกับเธอ เผื่อว่าเราจะหาทางออกร่วมกันได้ว่า เราสองคนจะยังอยู่ด้วยกัน ในสถานการณ์ที่ความต้องการของฉันเปลี่ยนไปแบบนี้ได้ยังไงดี”
จริงอยู่ครับว่า การจับเข่าคุยกับแฟนเช่นนี้ อาจจะไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่า เราจะสามารถทำลาย “อาถรรพ์รักเจ็ดปี” ลงได้แน่ๆ
แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะทำลาย “อาถรรพ์รักเจ็ดปี” ได้เยอะที่สุดแล้วจริงๆครับ
แหล่งอ้างอิง
U.S. Census Bureau (2021). Number, timing, and duration of marriages and divorces 2016. Washington, D.C.
Levinson, D. (1986). The seasons of a man's life. New York: Ballantine.
Vaillant, G. (2015). Triumphs of experience. Cambridge, MA: Belknap.
Sheehy, G. (2006). Passages: Predictable crises of adult life. New York: Ballantine.
Taibbi, R. (2017). Doing couple therapy, 2nd ed. New York: Guilford
โฆษณา