5 ก.พ. 2024 เวลา 13:40 • หุ้น & เศรษฐกิจ

3 Bucket Strategy 🪣🪣🪣

กลยุทธ์เงิน3ถัง ในแต่ละช่วงอายุ ☺️
วันนี้ #เด็กการเงิน ขอพาทุกคนมาทบทวนเรื่อง”เงินสามถัง” และวิธีใช้ในแต่ละช่วงอายุกัน
เริ่มจากเงิน3ถังคืออะไร หลักการง่ายๆคือ
การแบ่งการการบริหารเงินออกเป็น3ก้อน
เพื่อให้แต่ละก้อนได้ทำงานได้อย่างเต็มที่
ซึ่งคอนเสปนี้สำคัญและสามารถนำไปใช้ได้ทุกช่วงอายุ
ปกติแล้วคอนเสปนี้มักจะใช้กับผู้ที่เตรียมตัวเกษียณ
แต่รู้ไว้ใช่ว่า เงิน3 ถังก็ใช้ได้เลยตั้งแต่ต้น
เงิน3ถัง ประกอบด้วยอะไรบ้าง 🧐
🪣 ถังที่1
คือเงินสภาพคล่อง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณการณ์ 6-12 เดือน และครอบคลุมรายจ่ายไม่จำเป็น เช่นการท่องเที่ยว งานอดิเรก เข้าไปด้วย
ตรงนี้ถ้ามีพอดีๆ ไม่มากไป จะไม่เสียโอกาสในการลงทุน แต่ถ้ามีน้อยไป ต้องขายสินทรัพย์ที่เราลงทุนออกมานะ
ในส่วนนี้เราจะเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากที่สภาพคล่องสูง
อยากใช้เมื่อไหร่ก็เอาเงินออกมาได้เลย และฝากไว้กับที่ที่ดอกเบี้ยไม่ต่ำเกินไป กำไรจากดอกเบี้ยที่ได้ จะชดเชยเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าของเงินไม่สูญหายไปเฉยๆ ฉะนั้น นำดอกเบี้ยกลับมาอยู่ถัง 1 ด้วยนะ 🤭
🪣ถังที่2
คือการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้รายได้ passive income ออกมาได้ หรือเรียกว่าเป็นการสร้างกระแสเงินสดนั่นเอง ในส่วนนี้เราต้องการความสม่ำเสมอ ต้องการเงินปันผลหรือดอกเบี้ยเป็นประจำ เพื่อนำไปใช้ในถังที่1
ในส่วนนี้ เรามักจะเลือกตราสารหนี้ หุ้นกู้ กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ หรือกองทุนประเภทตัดหน่วยลงทุนขายอัตโนมัติ (auto redemption) ก็ให้กระแสเงินสดเช่นกัน
ถังที่2 ต้องเน้นมากสำหรับวัยเกษียณและหลังเกษียณ เนื่องจากกระแสเงินสดที่ได้จะนำไปชดเชยรายได้ที่ลดลงหรือไม่มีเข้ามาแล้ว นอกเหลือจากการฝากแบงค์รอถอนออกมาใช้อย่างเดียว
อนึ่ง การปันผลทำให้เสียภาษีปันผล และถ้าฐานรายได้สูง จะทำให้ไม่สามารถเคลมเครดิตเงินปันผลกลับมาได้ ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นต่องได้รับเงินปันผลแล้ว เราแนะนำให้สะสมมูลค่า นำกำไรไปลงทุนต่อแบบกองทุนสะสมมูลค่า จะดีกว่า และไม่ว่าจะลงทุนแบบไหนแล้วได้เงินปันผล (และไม่มีความจำเป็นต้องใช้) ควรนำกลับมาลงทุนต่อ
🪣ถังที่3
คือการแบ่งเงินลงทุนในพอร์ตเติบโต ลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินต้นเติบโตให้ถึงเป้าหมาย เป็นถังที่มีการลงทุนเสี่ยงสูงที่สุดใน3ถัง จึงต้องมีเวลาลงทุนที่ยาวพอ รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ใช้การจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง
ในส่วนนี้กองทุนหุ้น หรือจัดพอร์ตหุ้นเอง ตามความชอบ
และความถนัด แต่ควรมีสัดส่วนที่เป็นหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ เช่น 60:40 70:30 .. จนเป็นหุ้น100%
ในส่วนนี้หากมีกำไรจากการลงทุน เรายังจะไม่ตัดกำไรไปใช้ทันที แต่เมื่อถึงช่วงอายุที่ต้องเริ่มสร้าง passive income เราจะค่อยทยอยขายออกไปเป็นถัง2 ทุก3-5ปี เป็นต้น
🌳การประยุกต์ใช้
⭐️ในช่วงเริ่มต้นลงทุนจนถึงอายุ50ปี
แนะนำให้มีเงินเก็บฉุกเฉิน และสร้างพอร์ตเติบโตในระยะยาว ส่วนการใช้เงินปันผล หรือกระแสเงินสด ยังไม่จำเป็นนักในช่วงนี้
สรุปคือเน้นถัง 1 และ3
⭐️ช่วง5-10ปีก่อนเกษียณ
หากใกล้ถึงเป้าหมายแล้วการลงทุนเสี่ยงๆมีความจำเป็นลดลง ลดการเติมเงินทุนในถัง3 และทยอยสร้างถัง2ให้มากขึ้น ในช่วงวัยนี้มักจะมีเงินสดเหลือเฟือ จึงต้องมีการสำรองค่าใช้จ่ายเผื่อใช้รักษาตัวหลังเกษียณด้วย
สรุปคือ ถัง1ดีขึ้น ทยอยสร้างถัง2 ลดความสำคัญถัง3
ส่วนถัง2 จะใหญ่แค่ไหนนั้น ลองคำนวณเงินปันผลต่อปีที่ต้องการ จะทราบเงินต้นว่าพอหรือไม่
(ตรงนี้หากใครยังไม่ถึงเป้าหมาย จำเป็นต้องรักษาถัง3ไว้ จนมั่นใจว่าเงินถึงเป้าหมายได้ จึงค่อยทยอยสร้างถัง2นะ)
⭐️ช่วงเกษียณและหลังเกษียณ
หากเงินถึงเป้าหมายแล้ว
ถังที่3: ยังคงลงทุนต่อ แต่ไม่เพิ่มการลงทุนแล้ว ทุก 3-5 ปีทยอยขายถัง3 เข้าถัง2
ถัง2: สร้างกระแสเงินสดเข้าถัง1 และพร้อมขายออกหากเงินในถัง1 ไม่เพียงพอ
ถัง1: เงินเก็บและเงินปันผล/ดอกเบี้ยรับ (จากถัง 2 เป็นหลัก) ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดหรือบางส่วน
สรุปคือ เน้นถัง1 และ2
⭐️⭐️⭐️จากกลยุทธ์เงิน3ถังจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเกษียณแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปฝากแบงค์อย่างเดียว แต่สามารถจัดการเป็นเงิน3ก้อนที่ยังคงทำงานให้เราได้ และสามารถยืดมูลค่าของเงินเกษียณออกไปอีก⭐️⭐️⭐️
แต่ถ้าใครไม่อยากยุ่งกับการลงทุนแล้ว ก็ควรเก็บเงินในแบงค์ให้มากพอที่จะถอนออกอย่างเดียวนะ (ถัง1 only)
ท้ายที่สุด หากจะมาทำเงิน3ถังในวันเกษียณอาจจะไม่ทันแล้ว ดังนั้น ถ้าเรารู้หลักการแล้ว ควรเริ่มประยุกต์ใช้ทันที
หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะ
☺️
เด็กการเงิน
โฆษณา