สรุป แผน 3 ปี ไมเนอร์ เน้นขยายโรงแรมและอาหาร แบบเต็มสูบ

วันนี้ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แถลงเปิดผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาหารปี 2566
รวมถึงแนวโน้มการเติบโตและทิศทางของแต่ละกลุ่มธุรกิจในปี 2567
มีรายละเอียดอะไรน่าสนใจบ้าง ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีธุรกิจหลัก ๆ อยู่ 3 ส่วน คือ
 
1. ธุรกิจโรงแรม
2. ธุรกิจร้านอาหาร
3. ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์
โดยบริษัทมีแบรนด์อาหารที่เราคุ้นเคย เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เล่อร์, แดรี่ควีน
และโรงแรมในเครือภายใต้แบรนด์ อนันตรา, อวานี, เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอเลวาน่า, แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์
โดยปัจจุบัน ไมเนอร์ มีสัดส่วนรายได้มาจาก
-ธุรกิจโรงแรมและอื่น ๆ 78%
-ธุรกิจร้านอาหาร 20%
-ธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต และอื่น ๆ 2%
สำหรับปีที่ผ่านมา บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
มีผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยหลักมาจากการได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทวีปยุโรป ประกอบกับการฟื้นตัวของการเดินทางในประเทศไทย
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2566 MINT สรุปผลการดำเนินงานประจำปีด้วยผลกำไรจากการดำเนินงานที่ 2.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
และในไตรมาส 4 ปี 2566 ไมเนอร์ โฮเทลส์ รายงานรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมในประเทศไทยและทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา เติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและสูงกว่าปี 2562 ที่ 23%
ซึ่งตลอดทั้งปี 2566 ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนทั้งหมดมากกว่าปี 2565 และปี 2562 อยู่ที่ 30% และ 31% ตามลำดับ
ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ด รายงานยอดขายโดยรวมทุกสาขาในปี 2566 เติบโตขึ้น 11%
โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการรับประทานอาหารภายในร้าน
รวมถึงกลยุทธ์ด้านการเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ และการตลาดของธุรกิจในทุกประเทศ การเติบโตของรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย
และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มเชิงบวกในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วโลก ตลอดจนการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตสู่กำไรสุทธิที่แข็งแกร่ง
อีกทั้ง MINT ยังได้เปิดเผยการเริ่มต้นธุรกิจในปี 2567 โดยมีรายได้จากห้องพักในเดือนมกราคมและรายได้จากการจองห้องพักล่วงหน้าในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมสูงกว่าระดับของปี 2566 ถึง 39% สำหรับประเทศไทย และเพิ่มขึ้นที่ 20% สำหรับทวีปยุโรป
ในส่วนของกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจ มี 4 กลยุทธ์หลัก ๆ ได้แก่
1. เน้นขยายธุรกิจทั้งโรงแรมและอาหาร
ซึ่งใน 3 ปีข้างหน้านี้ MINT ตั้งเป้าขยายกลุ่มธุรกิจโดยเพิ่มโรงแรมใหม่ 200 – 500 แห่ง และร้านอาหารอีก 1,000 สาขา
โดยมียอดรวมจำนวนโรงแรมอยู่ที่ 780 แห่ง และ ร้านอาหารอยู่ที่ 3,700 สาขา
ซึ่งจะเน้นการขยายธุรกิจในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่สำคัญระดับนานาชาติ เช่น การเพิ่มโรงแรมรับจ้างบริหาร 3 แห่งในกรุงปารีสภายใต้เอ็น เอช และเอ็นเอช คอลเลคชั่น การเปิดตัวโรงแรมหรูภายใต้อนันตราในกรุงเวียนนา และการเปิดตัวของเอ็นเอช คอลเลคชั่นในเฮลซิงกิ
นอกจากนี้แผนการขยายโรงแรมยังรวมไปถึงการเปิดตัวของอนันตราและอวานีในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ควบคู่ไปกับการเปิดโรงแรมใหม่ในตลาดตะวันออกกลางที่ MINT มีการเติบโตอยู่แล้ว
อีกทั้งยังมีแผนการเปิดตัวโรงแรมรับจ้างบริหารในประเทศจีนหลายแห่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
ในส่วนของ ไมเนอร์ ฟู้ด ยังเสริมความแข็งแรงของธุรกิจในอาเซียนด้วยการเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์ในเวียดนามและสิงคโปร์ ภายใต้แบรนด์ซิซซ์เลอร์, เดอะคอฟฟี่ คลับ และเดอะ พิซซ่า คอมปะนี
ยิ่งไปกว่านั้น MINT ได้เข้าซื้อกิจการแดรี่ ควีนเพื่อดำเนินงานในอินโดนีเซีย พร้อมกับเปิดตัว เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์ และกาก้า
โดยแผนทั้งหมดที่กล่าวมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการขยายธุรกิจสู่ตลาดที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะตลาดภายในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม
2. ขยายธุรกิจผ่านโมเดล Asset-light
ในส่วนของการขยายธุรกิจ จะเป็นการขยายด้วยรูปแบบ Asset-light model ที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมากหรือต้องลงทุนเองทั้งหมด เช่น การทำสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม และการทำแฟรนไชส์ร้านอาหาร
เพื่อขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการใช้เงินลงทุนให้น้อยที่สุด และการมุ่งเน้นค้นหาตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูงนอกเหนือจากตลาดอื่น รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในระดับโลก
นอกจากนี้ บริษัทยังคงมองหาโอกาสที่จะเพิ่มแบรนด์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายระดับในอุตสาหกรรมการบริการอีกด้วย
3. แผนการผลักดันผลกำไร
บริษัทได้ดําเนินการหลากหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มผลกําไรให้กับธุรกิจทั้งโรงแรมและอาหาร
โดยไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้มีการยกระดับแบรนด์ของโรงแรมในเครือสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น ปรับเปลี่ยนระดับของโรงแรมในเชิงกลยุทธ์ ทำการรีแบรนด์ และอัปเกรดสินทรัพย์ ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มราคาห้องพักให้สูงขึ้นได้
นอกจากนี้บริษัทยังเน้นไปที่ช่องทางการจองห้องพักที่มีอัตราผลกําไรสูง เพื่อลดการพึ่งพาบุคคลที่สามและเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้เข้าพัก
ในขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านให้เล็กลง เพื่อขยายตลาดและลดระยะเวลาการคืนทุนให้สั้นลง
4. แผนการลดภาระหนี้สินของธุรกิจ
เป้าหมาย 3 ปี ข้างหน้าของ MINT ไม่เพียงแต่จะเพิ่มส่วนของกำไรแต่จะมีส่วนเพิ่มกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ เงินสดดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในแผนการลดหนี้
โดยตั้งเป้าไปที่การลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจาก 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 2566 เป็น 0.8 เท่าภายในสิ้นปี 2567
ซึ่งบริษัทคาดว่ากลยุทธ์ดังกล่าวในสภาวะดอกเบี้ยสูงจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของกำไรให้กับบริษัท และสถานะการเงินของ MINT ที่แข็งแกร่งขึ้นจะสามารถส่งเสริมให้บริษัทมุ่งเน้นไปที่การเติบโตด้วยการผสมผสานกับการเติบโตด้วยรูปแบบ Asset light ได้นั่นเอง
โฆษณา