Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วิเคราะห์บอลจริงจัง
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
9 ก.พ. 2024 เวลา 12:37 • กีฬา
จุดกำเนิดใบเหลือง ใบแดง อุปกรณ์เปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอล
ใบเหลือง และ ใบแดง ไม่ได้เกิดมาคู่กับฟุตบอลตั้งแต่แรก แต่มันถูกคิดค้นขึ้นมาภายหลัง และกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกกีฬา
2
ย้อนกลับไปในอดีต ถ้าคุณทำฟาวล์ในสนาม จะมีโทษ 2 ระดับ คือ เสียฟาวล์ กับ โดนไล่ออก ไม่มีตรงกลางอะไรทั้งสิ้น
เมื่อก่อน ถ้านักบอลคนไหนโดนไล่ออก กรรมการจะเป็นคนเดินไปบอกด้วยประโยคว่า "นายโดนไล่ออกแล้ว ออกไปจากสนามซะ" แล้วนักเตะคนนั้น ก็จะเดินออกไป ทีมก็ต้องลงเล่นโดยเหลือ 10 คน
3
กรรมการใช้วิธีนี้มาหลายปี จนมาถึงฟุตบอลโลก ปี 1962 ที่ประเทศชิลี ก็เกิดดราม่าสำคัญ ในเกมระหว่างเจ้าภาพชิลี กับ แชมป์โลกสองสมัย อิตาลี ที่ถูกเรียกภายหลังว่า Battle of Santiago
ก่อนเกมเริ่ม สื่อมวลชนอิตาลี เขียนคอลัมน์ด่าประเทศชิลีว่า "เป็นประเทศล้าหลัง มีแต่โสเภณี และอาชญากรรม โทรศัพท์ใช้การไม่ได้ แท็กซี่ไม่มี มีแต่คนติดเหล้าเมายา"
ส่วนสื่อชิลีก็ด่ากลับ ว่า "ไอ้ฟาสซิสม์ เผด็จการ นักเตะติดยา ทั้งประเทศมีแต่พวกมาเฟียครองเมือง"
บรรยากาศก่อนเกมนั้นเดือดมาก ส่งผลให้นักเตะทั้งสองทีม ก็มีอารมณ์เกรี้ยวกราดตามไปด้วย คือพร้อมใส่กันเต็มๆ ทั้งบอล ทั้งคน ว่างั้นเถอะ
กรรมการในเกมนั้น มีชื่อว่า เค็น แอสตัน เป็นผู้ตัดสินจากประเทศอังกฤษ ที่มีประสบการณ์มากมาย และเข้าใจกฎระเบียบอย่างแม่นยำมาก
แม้จะเข้าใจกฎดี แต่ปัญหาที่กรรมการ เค็น แอสตัน ต้องเผชิญคือเรื่องของภาษา
นาทีที่ 8 ของการแข่งขัน กองกลางของอิตาลีชื่อจอร์โจ้ เฟอร์รินี่ ไปหวดใส่ขาของนักเตะชิลีแบบไม่มีบอล นี่คือการทำฟาวล์ครั้งแรกก็จริง แต่มันก็เป็นการเตะจงใจเตะอย่างน่าเกลียด
คือถ้าหักลบระหว่าง "ฟาวล์ธรรมดา" กับ "ไล่ออก" มันก็เอียงไปทางไล่ออกมากกว่า ทำให้กรรมการแอสตัน เดินมาบอกเฟอร์รินี่ทันทีว่า "นายโดนไล่ออกแล้ว ออกไปจากสนามซะ"
แต่ปัญหาคือ กรรมการแอสตันพูดด้วยภาษาอังกฤษ ส่วนเฟอร์รินี่เป็นอิตาเลียน นักเตะจึงไม่เข้าใจภาษา
เขาไม่รู้ว่าโดนไล่ออก เฟอร์รินี่จึงไม่ยอมออกจากสนาม สถานการณ์เต็มไปด้วยความมึนงง
สุดท้ายเกมต้องหยุดชั่วคราว ตำรวจต้องมาลากตัวเฟอร์รินี่ ออกไปจากสนาม นักเตะอิตาลีหลายคนไม่พอใจ เพราะมันเริ่มเกมนาทีที่ 8 แถมเฟอร์รินี่ก็ทำฟาวล์ครั้งแรก สรุปคือกรรมการไล่ออกจริงๆ ใช่ไหม?
เกมนั้นจบลงด้วยชัยชนะ 2-0 ของชิลี แต่เพราะความอลหม่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเกม ทำให้เกิดความรุนแรงตลอด 90 นาที มีนักเตะชิลีจมูกหัก 1 คน, กระดูกร้าว 3 คน และเกือบจะมีจลาจลกันอยู่แล้ว จนผู้จัดต้องขอกำลังทหารลงมาช่วยยับยั้งเหตุการณ์
1
นั่นเป็นปมในใจของกรรมการแอสตันมาตลอด เขาคิดว่าตัวเองในฐานะผู้ตัดสิน น่าจะคอนโทรลทุกอย่างได้ดีกว่านั้น
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าการคอนโทรลเกมในยุคนั้นทำได้ยาก ปัญหาแรก เพราะผู้ตัดสินมีแค่สองชอยส์ คือ ฟาวล์ กับ ไล่ออก มันตัดสินใจยากเกินไป บางครั้งมันก็ฟาวล์แรงจริง แต่ไล่ออกเลยก็โหดเกิน แล้วกรรมการควรทำอย่างไร
ปัญหาอย่างที่สอง เขามองว่า กำแพงภาษาที่มี มันทำให้สื่อสารกันยากมาก ตอนเฟอร์รินี่ โดนแจ้งว่า "นายโดนไล่ออก" เขายังไม่เข้าใจเลยว่ากรรมการพูดอะไร เลยไม่ยอมเดินออกจากสนาม จนทุกอย่างบานปลายไปหมด
จาก Battle of Santiago ในฟุตบอลโลก 1962 ที่ชิลี ผ่านไป 4 ปี ในฟุตบอลโลก 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ ฟีฟ่าพยายามปรับปรุงเปลี่ยนกฎให้ดีขึ้น
จากเดิมโทษฟาวล์มี 2 ระดับ คือฟาวล์ปกติ กับ ไล่ออกเลย ฟีฟ่าเปลี่ยนโทษฟาวล์เป็น 3 ระดับ นั่นคือ ฟาวล์ปกติ (Foul), โทษเตือน (Caution) และ โทษไล่ออก (Sending Off)
โดยการไล่ออก สามารถไล่ออกโดยตรงได้เลย หรือ ถ้าโดนโทษเตือน (Caution) 2 ครั้งในเกมเดียว ก็จะโดนไล่ออกเช่นเดียวกัน
การออกกฎนี้ ถือว่าเข้าท่า เพราะคนที่ทำฟาวล์แรงเกินเหตุ (แต่ไม่แรงถึงขั้นไล่ออก) ก็ควรโดนโทษอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ให้ฟาวล์เฉยๆ ทีนี้จะได้รู้จักยับยั้งชั่งใจมากขึ้น ไม่ทำฟาวล์รุนแรงหรือตัดเกมแบบไม่จำเป็นอีก
สำหรับวิธีการแจกโทษ ก็ยังคงใช้การพูดปากเปล่าเหมือนเดิม กรรมการจะเดินมาบอกว่า "นายโดนโทษเตือนแล้วนะ" หรือ "นายโดนไล่ออกแล้วนะ" นักเตะก็ต้องคอยฟังให้ดี ว่ากรรมการจะพูดอะไร
ไอเดีย แบ่งโทษฟาวล์เป็น 3 ระดับ นับว่าสมเหตุสมผล แก้ได้ตรงประเด็น แต่ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไข คือเรื่องการสื่อสาร
ความหมายคือในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกนั้น กรรมการที่ตัดสินแต่ละเกม ต้องมาจากชาติเป็นกลาง ดังนั้นเป็นเรื่องปกติ ที่กรรมการมักจะพูดคนละภาษากับนักเตะทั้งสองทีม แล้วก็เลยคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตัวอย่างเช่น ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่อังกฤษ เจอกับอาร์เจนติน่า เกมนั้นกรรมการ คือ รูดอล์ฟ ครีทไลน์ ชาวเยอรมันตะวันตก ซึ่งพูดภาษาอังกฤษกับภาษาสเปนไม่ได้
ระหว่างการแข่ง เขาแจกโทษเตือน (Caution) ให้อันโตนิโอ แรตติน นักเตะอาร์เจนติน่าไปแล้วช่วงต้นเกม แต่นักเตะไม่รู้เรื่อง ว่าโดนโทษไปแล้ว คือไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน
ทีนี้ พอมีการทำฟาวล์อีกครั้งนาทีที่ 35 กรรมการรูดอล์ฟเดินมาแจกโทษเตือน (Caution) หนที่ 2 ทำให้แรตตินโดนไล่ออกจากสนาม
แต่ปัญหาคือ แรตติน งง ว่าเขาไปโดนโทษเตือนครั้งแรกตอนไหน กรรมการพูดเมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้เรื่อง ดังนั้นจึงไม่ยอมเดินออกไปจากสนาม ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสับสนมากๆ ใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าแรตตินจะยอมออกไป
5
อีกหนึ่งคนที่ก็มึนงงพอกัน คือแจ๊ค ชาร์ลตัน นักเตะของอังกฤษ ที่เกมนี้โดนโทษเตือน (Caution) ไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเขามาอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้านั่นแหละ ถึงเพิ่งรู้ว่า อ๋อ กรรมการแจกโทษเตือนไปแล้ว แต่เขาไม่ได้ยินเลย
เราจะเห็นได้ว่า ทุกอย่างมันสับสน อลหม่านไปหมด คือเกมระดับฟุตบอลโลกแท้ๆ แต่กลับวุ่นวายในสนามมากๆ กรรมการกับนักเตะไม่เข้าใจกันว่าเกิดอะไรขึ้น คนในสนามก็งงด้วย ภาพที่ออกมาจึงดูไม่ดีเลย
เค็น แอสตัน เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างมาตลอด ตั้งแต่ปี 1962 ที่ตัดสินเกมเอง และในปี 1966 ที่เขาดูเกมอังกฤษ กับอาร์เจนติน่าอยู่ในสนามเช่นกัน เขาจึงตระหนักได้ว่า มันควรมี "อะไรสักอย่าง" ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ทันที ไม่ใช่มาใช้คำพูดบอกกันแบบนี้ ว่า "นายโดนเตือน" หรือ "นายโดนไล่ออก" คือมันไม่เวิร์กเลย แต่ ณ เวลานั้น เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน
หลังจบเกมอังกฤษ กับ อาร์เจนติน่า ทีมสิงโตคำรามชนะ 1-0 แอสตันขับรถออกมาจากสนามเวมบลีย์เพื่อกลับบ้าน และต้องติดแยกไฟแดงช่วงสั้นๆ ที่ถนนเคนซิงตัน ไฮสตรีท
ในช่วงที่ชะลอก่อนจะจอดติดไฟแดง เขาเห็นว่าไฟจราจรเป็นสีเขียว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เตือนว่าให้เตรียมจอดได้แล้ว จากนั้นก็ขึ้นเป็นไฟแดง ที่เป็นเหมือนคำสั่งให้ทุกคันต้องจอด
วินาทีนั้น แอสตันปิ๊งขึ้นมาทันที ว่าสิ่งที่เป็นสากลแน่ๆ และทุกประเทศมีเหมือนกันคือ "ไฟจราจร" ทุกคนเข้าใจโดยอัตโนมัติ ว่าเหลืองคือเตือน และแดงคือหยุด
ดังนั้นถ้าเอาสีเหลือง มาประยุกต์ใช้กับเกมฟุตบอล เป็นการแจกอะไรสักอย่างสีเหลือง สำหรับโทษเตือน (Caution) และแจกสีแดงสำหรับโทษไล่ออก (Sending Off) ก็น่าจะสื่อสารได้ง่ายดี
เมื่อขับรถถึงบ้าน เขาเล่าไอเดียนี้ให้ภรรยา ชื่อ ฮิลด้า ได้ฟัง เมื่อฮิลด้าได้ยินไอเดียทั้งหมด เธอจึงเดินไปที่อีกห้อง แล้วกลับมาด้วย "การ์ดกระดาษสองใบ" ใบหนึ่งมีสีเหลือง ใบหนึ่งมีสีแดง เธอตัดกระดาษแข็งไซส์ขนาดเล็ก ที่จะใส่กระเป๋าเสื้อของเค็น แอสตันได้พอดี
เมื่อแอสตันได้เห็น จึงรู้เลย ว่า "ใบเหลือง-ใบแดง" นี่แหละ คือนวัตกรรมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง มันทำให้การตัดสินของกรรมการชัดเจน เข้าใจง่าย คุณไม่ต้องพูดภาษาเดียวกันก็รู้เรื่อง ว่าใบเหลืองคือเตือน ใบแดงคือไล่ออก
ถ้าเจอสีเหลืองนักเตะต้องระวังตัวจากนี้ไป และถ้าเจอสีแดงปั๊บ คุณเดินออกจากสนามเข้าไปห้องแต่งตัวได้เลย
แล้วกระดาษแข็งสีเหลือง กับ สีแดง ในการทำการ์ด ใครๆ ก็ทำได้ง่าย มันไม่ใช่อุปกรณ์ที่ซับซ้อน แถมสีสันที่สดใส เมื่อชูขึ้นในสนาม ก็ย่อมทำให้ทั้งสนามเห็นพร้อมกัน เข้าใจตรงกัน ว่านักเตะโดนโทษอะไร คนดูก็รู้เรื่อง คนพากย์ก็รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น
อุปกรณ์นี้ ทำให้ทุกคน Win หมด และมันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอลได้อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
1
เมื่อสรุปไอเดียได้แล้ว แอสตันจึงยื่นเรื่องนี้ให้ฟีฟ่าพิจารณา และฟีฟ่าตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทดลองเอามาใช้เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1970 เพราะแค่ฟังดูก็รู้ ว่ามันเป็นไอเดียที่ดีจริงๆ
นอกเหนือจากความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ผลพลอยได้ของโทษใบเหลือง ยังทำให้นักเตะเล่นอย่างระวังตัว ไม่เล่นรุนแรงเกินเหตุ เพราะรู้ว่าโทษ 2 ใบเหลืองก็คือไล่ออกเหมือนกัน เกมฟุตบอลจึงสนุกขึ้น ลดความโหดลง ไม่ใช่ไล่เตะกันจะแข้งขาหัก แบบที่กรรมการก็ทำอะไรไม่ได้
1
จากความสำเร็จของฟุตบอลโลก 1970 และ 1974 ทำให้ฟุตบอลอังกฤษ หยิบยืมเอานวัตกรรมใบเหลือง-ใบแดง มาใช้ด้วยในปี 1976
จากนั้นลีกอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทยอยใช้ตามกันมา ก่อนที่สุดท้ายฟีฟ่า ประกาศให้ใช้ใบเหลืองและใบแดงในเกมฟุตบอลทุกระดับ ในปี 1987
นวัตกรรมที่เรียบง่าย อย่าง ใบเหลือง - ใบแดง สามารถทำให้เกมฟุตบอลสนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และมีความเป็นสากลมากขึ้น
คือถ้าย้อนกลับไปตอนยุค 60s 70s ตอนมีคนบอกว่า จะทดลองใช้ใบเหลือง ใบแดง ผมว่าคนในยุคนั้น ก็คงตั้งคำถามเหมือนกันว่า เอาอะไรมายัดใส่ฟุตบอลอีกเนี่ยะ แต่เมื่อลองเปิดใจ ปรับใช้ดูจริงๆ ก็เห็นว่า เออ มันก็เวิร์กเหมือนกันนี่หว่า
ในเกมฟุตบอล อาจจะมีพื้นฐานที่ นักเตะ 11 ต่อ 11 แย่งลูกบอล 1 ลูกเพื่อยิงประตูก็จริง แต่รายละเอียดข้างใน เราจะเห็นว่า มีการพัฒนานวัตกรรมตลอดเวลา
- เมื่อก่อน ไม่มีการยิงจุดโทษ หากเสมอกันโยนหัวก้อย หาทีมทายถูกเข้ารอบ ถามว่ามันยุติธรรมตรงไหน แต่เมื่อกฎการยิงจุดโทษถูกคิดค้น ความแฟร์ก็บังเกิด
1
- เมื่อก่อน ไม่มีป้ายบอกเวลาเปลี่ยนตัว ว่าเบอร์ไหนเข้า เบอร์ไหนออก นักเตะต้องไปชี้ๆ จิ้มๆ เรียกให้เพื่อนออกมา หลายๆ ครั้งก็ชุลมุนกันไปหมด แต่พอคิดค้นป้ายตัวเลขปั๊บ ทุกคนก็เข้าใจตรงกันหมด
- เมื่อก่อน ไม่มีโกลไลน์เทคโนโลยี บอลที่ทะลักข้ามเส้นไปแล้วเต็มใบ โดนปฏิเสธเป็นประตูก็มี เหมือนประตูของแฟรงค์ แลมพาร์ด ในฟุตบอลโลก 2010 แต่เมื่อมีโกลไลน์ปั๊บ ปัญหานี้ก็หมดไป
1
เราจะเห็นว่า ฟุตบอลแม้จะมีพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน แต่มีการสอดแทรกนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เกมมันหยุดนิ่ง ผู้จัดการแข่ง พยายามปรับปรุงให้การแข่งมันแฟร์ที่สุด สนุกที่สุด และสงบเรียบร้อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้
ที่ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะเห็นข่าวกฎใหม่ นั่นคือการเตรียมนำ "ใบน้ำเงิน" หรือ "Blue Card" ขึ้นมาใช้ในฟุตบอลอาชีพ
ตอนนี้มีการทดลองใช้ใบน้ำเงินกับบอลเยาวชนดูแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับดี จึงจะนำมาใช้กับฟุตบอลลีกของผู้ใหญ่ในอนาคต
โดยใบน้ำเงินนี้ จะอยู่ตรงกลาง ระหว่างใบเหลือง กับ ใบแดง โดยนักเตะที่โดนโทษ จะต้องพักข้างสนาม 10 นาที ถึงจะกลับมาเล่นได้ใหม่ ถ้าฟังแว้บแรก ก็รู้สึกว่าแปลกดีเหมือนกัน น่าจะได้ฟีลของฟุตซอล หรือ ฮ็อกกี้น้ำแข็ง แต่ก็ตามมาด้วยความคิดว่า "แล้วมันจะเวิร์กหรือ?"
ผมเข้าใจคนที่มองว่าไม่น่าเวิร์ก เพราะนวัตกรรมยุคใหม่หลายอย่าง ก็ไม่ค่อยเข้าท่าก็เยอะ เช่น การยิงจุดโทษแบบ Serpentine ที่พยายามจะลองใช้ดูอยู่พักหนึ่ง ให้ผลัดกันยิงจุดโทษไขว้กันครั้งละ 2 ลูก เพื่อลดความได้เปรียบ ใครยิงก่อน ยิงหลัง แต่วิธีการนี้ก็เห็นแล้วว่าไม่เข้าท่าเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ล่มไปแล้ว
แต่ก็นะ ผมว่าการท้าทายและทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเวิร์กก็ใช้ต่อ ไม่เวิร์กก็พับเก็บไปแค่นั้นเอง
สิ่งใดๆ จะยืนหยัด อยู่ยั้งได้ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเร็ว ต้องคงแกนหลักเอาไว้อย่างแข็งแรง แต่ต้องกล้าปรับรายละเอียด อย่ายอมที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่
อย่างกีฬาฟุตบอล ณ เวลานี้ คือกีฬาที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลก แน่นอนว่า พวกเขาคงมายืนอยู่จุดนี้ไม่ได้ ถ้าใช้กฎแรกสุด เมื่อ 150 ปีก่อน ไม่มีใบเหลือง, ไม่มีใบแดง, ไม่มีล้ำหน้า, ไม่มีจุดโทษ ฯลฯ
แต่พอฟุตบอลกล้าเปลี่ยนแปลง ยอมปรับตัว มันก็พัฒนาทำให้เกมการแข่งสนุกขึ้น ดีขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม
บทเรียนจากเรื่องการคิดค้น ใบเหลือง-ใบแดง ผมมองว่า สิ่งใดๆ หากคิดจะอยู่อย่างยั่งยืน แค่คงสภาพไว้แบบเดิมตลอดกาล มันไม่เพียงพอหรอกครับ แต่ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และกล้าพอ ที่จะยอมรับสิ่งใหม่เข้ามาด้วยครับผม
#footballinnovation
21 บันทึก
51
2
24
21
51
2
24
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย