10 ก.พ. 2024 เวลา 15:33 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Analytic Idealism ตอนที่ 1 อะไรคือความจริง

สัญชาตญาณของคนเราโดยทั่วไปเกี่ยวกับ "ความจริง" (reality) คนส่วนใหญ่ จะรู้สึกว่า “โลกภายนอกนี้ถูกสร้างขึ้นจากวัตถุต่างๆ เรารับรู้โลกผ่านประสาทสัมผัสของเรา”
(Our ordinary intuition about “reality” is that “the external world is made up of the objects we perceive through our senses”)
แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น สัญชาตญาณที่กล่าวมานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด เพราะถูกหักล้างจากสิ่งที่ค้นพบจากศาสตร์ต่างๆ เช่น ประสาทวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ควอนตัม ปรัชญาเชิงวิเคราะห์ และทฤษฎีวิวัฒนาการ
This intuition is flawed and has been disproven by fields such as neuroscience, quantum physics, analytic philosophy, and evolutionary theory.
เกริ่นนำให้เข้าใจง่ายๆโดยเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆก่อน คือ เอนโทรปี และ ทฤษฎีวิวัฒนาการ (เอ๊ะ นี่มันง่ายจริงหรอ)
การเพิ่มขึ้นของความไม่เป็นระเบียบ (Entropy): แนวคิดแรกตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ เอนโทรปี ซึ่งอธิบายว่าความไม่เป็นระเบียบมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในโลก หากการรับรู้ของเราสะท้อนสถานะของโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ โลกภายในของเราก็จะวุ่นวายและไร้ระเบียบเช่นกัน สิ่งนี้นำไปสู่การสูญเสียโครงสร้างภายในที่มั่นคง และส่งผลต่อการดำรงอยู่ของเราเองในที่สุด
ทฤษฎีวิวัฒนาการ: สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการรับรู้ของเราไม่ใช่การสะท้อนโดยตรงของโลกภายนอก
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตามการคัดเลือกโดยธรรมชาติ นั้นสนับสนุน "ความอยู่รอดของตนเองและเผ่าพันธุ์"
แต่ไม่เป็นไปเพื่อสนันสนุน "ความสามารถของเราในการรับรู้โลกตามที่เป็นจริง"
เหตุผลนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางคณิตศาสตร์ รวมถึงทฤษฎีที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่ได้ผ่านการยืนยัน ว่า สิ่งมีชีวิตที่รับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริงจะสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งมีชีวิตที่มี "อินเทอร์เฟส" ซึ่งจะเป็นระบบคัดกรองการรับรู้แค่ที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกลดทอนและเปลี่ยนแปลงไปยังผู้รับรู้ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจได้รวดเร็ว จะมีโอกาสรอดสืบทอดเผ่าพันธุ์มากกว่า
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ การแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ เพื่ออธิบายว่า "การรับรู้ความจริง อย่างที่มันเป็น” เหมือนกับการมองเห็นสวิตช์ขนาดเล็กนับล้านตัวที่มีกระแสไฟวิ่งไปมา การรับรู้ความจริงแบบนี้จะนำไปสู่ความสับสนและประสิทธิภาพที่ลดลงในการใช้งานคอมพิวเตอร์ (หรือพูดตามตรงคือใช้งานไม่ได้เลย)
ในทางกลับกันถ้ารับรู้ผ่าน “อินเทอร์เฟสผู้ใช้” (user interface) ที่แสดงเป็นรูปภาพต่างๆ บนหน้าจอ คัดกรองการรับรู้แค่เท่าที่ผู้สร้างต้องการให้ผู้ใช้รู้ และสร้างบัญญัติที่สมมติสิ่งต่างๆขึ้นมา เช่น ระบบไฟล์ ระบบไอคอน ฯลฯ มันจึงจะช่วยให้เราใช้งานมันได้ และสามารถดำเนินการกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดมาได้นั้น เน้นอินเทอร์เฟสที่นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโลกเพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว แทนที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดที่ซับซ้อนจนทำให้เราสับสนและตัดสินใจไม่ถูก
การเปรียบเทียบอีกแบบ คือ สถาณการณ์ที่ นักบินที่กำลังขับเครื่องบิน มองโลกความจริงอย่างที่มันเป็นผ่านทางหน้าต่างกระจกใส และมีแผงหน้าปัด เป็น "อินเทอร์เฟส" ช่วยแสดงเฉพาะข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่จำเป็นในการช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้โดยปลอดภัย
รายละเอียดว่าด้วยการเปรียบเทียบกับแผงหน้าปัดของคนขับเครื่องบิน
หน้าต่างกระจกใส ถ่ายทอด "ความจริงของโลกอย่างที่มันเป็น" ให้นักบินได้เห็น
แผงหน้าปัดเครื่องบินที่ถ่ายทอด "ข้อมูลที่สำคัญ" (จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด)
แม้ในขณะที่บิน มีเมฆหมอกปกครุมจนนักบินมองไม่เห็นอะไรเลยผ่านหน้าต่างกระจกใส แต่นักบินก็ยังสามารถเอาตัวรอดบินไปถึงจุดหมายได้โดยดูแค่ แผงหน้าปัดเครื่องบิน
หน้าจอการรับรู้แห่งประสาทของเรา (our perceptual screen) ที่รับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้นเปรียบเสมือนแผงหน้าปัดเครื่องบินที่ถ่ายทอดข้อมูลที่สำคัญ(จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด) เกี่ยวกับโลกใบนี้ที่เรารับรู้
แต่การเปรียบเทียบนี้ หน้าจอการรับรู้แห่งประสาทสัมผัสของเรา ไม่ใช่หน้าต่างที่เป็นกระจกใสเครื่องบิน ที่ซึ่งแสดงโลกข้างนอกอย่างที่มันเป็น
เราเป็นนักบินที่มีเพียงแผงหน้าปัดที่ต้องพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด ไม่ได้เห็นอะไรผ่านหน้าต่างกระจกใสเลย
สิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ทุกสิ่งที่รับรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสล้วนคือสิ่งที่ถูกแสดงแก่เราผ่านทางเครื่องมืออุปกรณ์วัดค่า ไม่ใช่ "โลกตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น"
โลกอย่างที่เป็นจริง ไม่เหมือนกับสิ่งที่ถูกแสดงบนแผงหน้าปัด (จากตัวอย่างนี้ สิ่งที่แสดงผ่านกระจกใส และ แสดงผ่านแผงหน้าปัดนั้น แสดงด้วยรูปแบบและวิธีที่แตกต่างกันไปเลย)
วัตถุนิยมกระแสหลัก (mainstream physicalism) แบบที่มนุษย์ในปัจจุบันเชื่อกันโดยส่วนใหญ่ ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานที่ทึกทักเอาเองว่ารูปร่างและรูปแบบบนหน้าจอการรับรู้ของเรา เป็นรูปแบบของโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ
วัตถุนิยม นั้นเชื่อเฉพาะสิ่งที่วัดได้เชิงปริมาณ-Quantity และทึกทักเอาว่า คุณสมบัติต่างๆเชิงคุณภาพ(Quality)[เช่น สี กลิ่น รส ฯลฯ] อยู่ภายในหัวของเราเท่านั้น (รวมทั้ง Consciousness) แต่กลับบอกว่าความสัมพันธ์ทางเรขาคณิตเชิงนามธรรมของโลกนั้นสอดคล้องกับรูปทรงที่เราเห็น ( Physicalism grants that qualities are only inside our heads but says that the abstract geometrical relationships of the world correspond to the contours we see.)
เราจมอยู่กับการใช้ชีวิตในโลกที่ลึกลับและนึกไม่ถึงอย่างแท้จริง โลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ ไม่มีอะไรเหมือนกับการรับรู้ของเราเลย
ไม่ใช่แค่เพียง วัตถุ แม้แต่ เนื้อที่ และ กาลเวลา (space-time) ก็ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นแค่ "อินเทอร์เฟส" สำหรับการรับรู้ของมนุษย์ … นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์ออกไปแล้วไม่ได้มีอยู่จริงอย่างที่เรารับรู้
ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป (General relativity) และประสาทวิทยา (neuroscience) ช่วยสนับสนุนแนวคิดเรื่อง ธรรมชาติเชิงอัตวิสัยของเวลา (subjective nature of time) และความยืดหยุ่นของเนื้อที่-กาลเวลา (malleability of space-time)
ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป: ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ที่อธิบายความโน้มถ่วงและความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อที่-กาลเวลา
ประสาทวิทยา: ศาสตร์ที่ศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาท
ธรรมชาติเชิงอัตวิสัยของเวลา: ประสบการณ์ของเวลาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น ช่วงเวลาดูเหมือนจะดำเนินไปเร็วขึ้นเมื่อเรามีความสุข … เวลาเป็นเรื่องส่วนบุคคล (subjective) และลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันก็เป็นเรื่องส่วนตัวเช่นกัน
ความยืดหยุ่นของเนื้อที่-กาลเวลา: โครงสร้างของเนื้อที่-กาลเวลา สามารถบิดเบือนได้ด้วยสสารและพลังงาน ตัวอย่างเช่น เวลาจะเดินช้าลงใกล้ๆ วัตถุที่มีมวลขนาดใหญ่
ทฤษฎีสนามควอนตัมชี้ให้เห็นว่าเวลามีอยู่และเกิดขึ้นจากกระบวนการ microscopic quantum processes.
สัญชาตญาณของเราทำให้เราสับสนระหว่าง ความเป็นจริง กับ ตัวบ่งชี้ความเป็นจริง (ที่ซึ่งเรารับรู้ข้อมูลผ่าน "อินเทอร์เฟส" ) เช่น ประสาทสัมผัสของเรา
มนุษย์มักเข้าใจผิดว่าโลกแห่งวัตถุที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสเป็นเป็นความจริงอย่างที่มันเป็น
ประสาทสัมผัสของเราสร้างภาพความเป็นจริงที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีพและสืบทอดเผ่าพันธุ์ แต่ไม่ใช่ความจริงแท้อย่างที่มันเป็นจริงๆ
ถ้าจะเปรียบเทียบอีกแบบให้เห็นภาพมากขึ้น ก็คือ ถ้าเราและเพื่อนอีกหลายๆคน ใส่แว่น VR แล้วเล่นเกมส์ออนไลน์ด้วยกัน … แต่ละคนในเกมส์จะเห็นตัวเองยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งโดยยืนคนละจุด ทุกคนอาจเห็นวัตถุเดียวกัน เช่น รถสีแดงป้ายทะเบียน A123 ที่กำลังวิ่งอยู่ แต่ว่าแต่ละคนเห็นจากคนละมุมมอง … เมื่อทุกคนต่างก็เห็นสิ่งเดียวกันจึงยืนยันกันเองได้ รู้สึกเหมือนว่ารถคันนี้มันมีอยู่จริง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัตถุต่างๆที่กำลังเห็น (เช่นรถสีแดง) และแม้แต่สถานที่ และตำแหน่งที่แต่ละคนกำลังยืนอยู่ในเกมส์ ล้วนไม่ได้มีอยู่จริงอย่างที่เห็น ที่เห็นนั้นล้วนแต่เป็น อินเทอร์เฟส ที่ซึ่งอุปกรณ์ที่เราสวมใส่ได้แสดงสิ่งต่างๆทุกอย่างที่เราเห็น เครื่องมือที่เรากำลังสวมใส่จะทำการ render (สร้างภาพเพื่อแสดงผล) ก็ต่อเมื่อเรามองไปทางนั้นเท่านั้น
สิ่งที่เหมือนจริงอย่างวัตถุที่ทุกคนเห็นกลับไม่มีจริง สิ่งที่พอจะมีอยู่จริงกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็น ข้อมูลสารสนเทศที่เชื่อมถึงกันระหว่างเรากับคนอื่นๆ
โลกที่เรารับรู้ผ่านทางประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความคิด รวมทั้ง เนื้อที่ และ กาลเวลา ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่อย่างที่เรารับรู้จริงๆ ที่เรารับรู้มันเป็นเพียง ยูสเซอร์อินเทอร์เฟส และเช่นกัน สิ่งที่เชื่อมโยงให้เราทุกคนคิดว่าวัตถุ กาลเวลา สถานที่ มีอยู่จริงล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลสารสนเทศที่เชื่อมถึงกันระหว่างเรากับคนอื่นๆ
- คำถามที่ว่าความจริงแท้จริงคืออะไร ? … เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันในบทต่อไป
โฆษณา