11 ก.พ. 2024 เวลา 11:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Jitta Wealth ดอยนี้อีกนาน #Part4

มาต่อกันใน part 4 ของการรีวิวกองทุน jitta wealth ในส่วนของ thematic optimize จากบทนำและการวิเคราะห์การลงทุนในตอนก่อนๆ วันนี้ผมจะมารีวิวในส่วนของ ETF ตัวแรกกัน
ขอ remind ไว้ตรงนี้เล็กน้อยว่าค่าตัวเลขที่เอามาอาจจะมีความคาดเคลื่อนได้ มีการปัดเศษทศนิยมบ้างเพื่อความง่าย แนะนำให้ไปดูตัวเลขจริงๆในเว็บของแต่ละ ETF
ETF คืออะไร?
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็แวะอ่านกันสักนิด สำหรับมือเก๋าข้ามไปได้เลย
ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund อธิบายเพิ่มเติมมันก็คือกองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าอ้างอิงจากกองทุนก็จะแบ่งเป็นการลงทุนตามดัชนี (index) หรือ passive fund และลงทุนตามผู้จัดการกองทุนนั้นๆ หรือที่เรียกว่า active fund โดยส่วนมาก ETF passive มักจะมีค่าบริหารจัดการน้อยกว่า ETF active และน้อยกว่ากองทุนแบบ passive ด้วยเช่นกัน โดย ETF passive กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก (ไว้มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องนี้เพิ่มเติม)
ส่วนที่เพิ่มเติมจากกองทุนคือมีการซื้อขายแบบเรียลไทม์ในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น ฉะนั้นเรียกได้ว่า ETF เป็นส่วนผสมของกองทุน+หุ้นนั่นเอง
แต่มันก็มีข้อเสียเพิ่มเติมจากกองทุนนิดหน่อยเช่น อาจมีความผันผวนของราคาที่สูงกว่ากองทุนรวม หรือมีความเสี่ยงจากการแตกต่างระหว่างราคาซื้อขายกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)
มาเข้าเรื่องของเรากันต่อ ETF ตัวแรกนี้แบกพอร์ทมาตลอดช่วง 6 เดือน-1 ปีเลยก็ว่าได้ เรียกว่าเป็น ETF สุดรักของ AI กันเลยทีเดียวเพราะหลังจากที่เข้าซื้อในช่วง พ.ค. 2023 มันก็ไม่เคยขายออกเลย ถือยาวๆมาจนถึงรอบล่าสุด ซึ่ง ETF ตัวนั้นก็คือ
VanEck Semiconductor ETF (SMH) ซึ่งเป็น ETF แบบ passive ที่เน้นลงทุนแบบ market-cap weighted ในหุ้น semiconductor 25 ตัวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และแน่นอนว่าถ้าใครลงทุนในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินข่าวของหุ้นกลุ่ม semiconductor มาโดยตลอดและสำหรับผมมันกำลังเป็น trend ที่สำคัญของโลกเราเลยแหละ เรามาลองเจาะลึกใน ETF นี้ดูกัน
ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี จาก 2021-2023 คือ 42%, -33% และ 65.7% คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 18.8% โดยประมาณ เรียกได้ว่าผลตอบแทนดีมากๆและปีที่ผ่านมาราคาก็พุ่งขึ้นมาแรงมากด้วยเช่นกัน
กราฟ SMH ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของ 5 หุ้นแรกที่กองทุนนี้ถือคือ NVDA (23%), TSM (9.3%). AVGO (6%), AMD (6%) และ ASML (5.3%) จะเห็นว่าถือหุ้นใหญ่พิมพ์นิยมของชาว semiconductor และเป็นหุ้นที่ขึ้นมาแรงมากในปลายปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้
ข้อสังเกตเล็กน้อยคือ หุ้น 10 บริษัทแรกในกองทุนนี้ คิดเป็น 70% ของพอร์ททั้งหมด ยิ่งถ้ามองอันดับหนึ่งอย่าง NVDA ปาเข้าไปเกือบ 25% เรียกได้ว่าถ้าหุ้นลงแรงเมื่อไหร่กองนี้ก็รูดตามเมื่อนั้น
10 บริษัทใน SMH
ข้อต่อมาคือเรื่องของค่าธรรมเนียมที่เราเรียกกันว่า expense ratio กอง ETF นี้คิด 0.35% ต่อปีซึ่งนับว่าต่ำมากๆ
คราวนี้ถ้าลองเปรียบเทียบ ETF ในกลุ่ม semiconductor ที่ใกล้ๆกันล่ะมีใครบ้าง
1. iShares Semiconductor ETF (SOXX) กอง passive ที่เน้นลงทุนแบบ modified market-cap weighted ในหุ้น semiconductor 30 ตัวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทนล่าสุดในปี 2023 อยู่ที่ 57% และค่า expense ratio อยู่ที่ 0.35% เท่าๆกับ SMH โดยทาง SOXX จะมีสัดส่วนหุ้นภายในที่สมดุลย์กว่าทาง SMH แต่โดยรวมหุ้น 10 บริษัทแรกก็ยังคิดเป็น 60% ของพอร์ท
2. Invesco PHLX Semiconductor ETF (SOXQ) กอง passive ที่เน้นลงทุนแบบ modified equal-weighted ในหุ้น semiconductor 30 ตัวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทนล่าสุดในปี 2023 อยู่ที่ 56% และค่า expense ratio อยู่ที่ 0.56% โดยทาง SOXQ จะมีสัดส่วนหุ้นที่ต่างไปจาก 2 ETF แรกจากการที่ใช้เกณฑ์คนละแบบ โดยหุ้นที่สัดส่วนเยอะสุด 3 อันดับแรกคือ AMD, NVDA และ AVGO
จะเห็นว่า ETF ที่ทาง jitta เลือกนั้นนับว่าโอเคเลย ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดและค่าใช้จ่ายต่ำ เรียกว่าเดอะแบกของพอร์มที่แท้จริง
ความแบกของ SMH
ในส่วนของผู้อ่านที่อยากลงทุนตามก็ให้ระวังไว้นิดนึงเพราะอย่างที่เห็นว่าปีที่แล้วผลตอบแทนพุ่งขึ้นมากว่า 60% แล้ว มีโอกาสสูงที่ปีนี้จะโตช้าลงหรือดิ่งไปเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นวางแผนการลงทุนกันให้ดี
สำหรับผมเชื่อว่า semiconductor ยังคงเป็น megatrend และโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าใครหาจังหวะลงทุนที่ดีได้ คนนั้นจะได้ผลตอบแทนที่สูงมากอย่างแน่นอนและขอย้ำให้ศึกษากันให้ดีก่อนลงทุน อย่า FOMO ตามเพียงเพราะว่าผลงานในอดีต
สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน ใครอยากอ่านรีวิว ETF ตัวถัดๆไปกด follow กันไว้ได้เลยครับ
โฆษณา