19 ก.พ. 2024 เวลา 14:53 • นิยาย เรื่องสั้น

ล่องไพร วรรณกรรมอมตะ ของ น้อย อินทนนท์ (บรมครูมาลัย ชูพินิจ)

.
ตอนที่ 13 วิมานฉิมพลี ภาค 1
.
15.จากบูตารี
.
.
"ใคร" คราวนี้ไม่มีอะไรแม้แต่ไมราจะหยุดความกระตือรือร้นของโจนส์ไว้ได้แต่หล่อนเงียบนัยน์ตาเลื่อนลอย โจนส์จึงกระซิบใกล้หูหล่อน "ใคร"
.
"เขา" หล่อนตอบครั้นแล้วริมฝีปากก็ปิดสนิทไม่ว่าโจนส์จะซักอย่างไรหล่อนก็นิ่งอยู่เช่นนั้น ไมราจึงขอให้ทุกคนออกไปก่อนให้ไซยะพัก
.
"ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่ได้ความอะไรเลย" โจนส์เอ่ยพลางใช้กำปั้นทุบฝ่ามือตนเอง "ถ้าหล่อนเล่าต่อก็คงเข้ารูปเรื่องเดียวกับเมียหัวหน้าบ้านคนก่อนที่หนีรอดกลับมา
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือ เขา เจ้าผู้ชายคนนั้นใช้นกมาลักพาหล่อนไป ทำไมส่งกลับในขณะที่กรณีเมียของหัวหน้าบ้านหนีกลับ และ หลายรายก่อนหน้านั้นหายสาบสูญ"
.
พวกเขาต่างนั่งกันเงียบ ๆ บนแคุร่จนได้เวลาเข้าไต้เข้าไฟ(พลบค่ำ) และถึงเวลาอาหารเย็น ไมราจึงก้าวออกมาจากโรงประชุมอย่างอิดโรย และเล่าเรื่องราวที่ไซยะยอมเล่าแบบผู้หญิงกับผู้หญิง
.
ตลอดเวลา 3 วันที่เธออยู่ที่นั่น ชายผู้ใช้อินทรียักษ์ไปลักพาไซยะมาให้ เขาคงเป็นชายที่มีบุคคลิกพิเศษ ผู้หญิงที่นั่นทุกคนจึงตกอยู่ในอำนาจ และ บูชาคารวะเขาเหมิอนเทพ
.
โจนรบเร้าว่าเขาที่ว่านั้นเป็นใคร และมันทำอย่างไรจึงสามารถใช้นกไปประกอบกรรมชั่วนั้นได้ และข้อสำคัญไซยะให้เบาะแสที่อยู่ของคน ๆ นั้นได้บ้างไหม
.
ไมราไม่ได้อะไรเลยเรื่องชายคนนั้นจากไซยะ ส่วนเรื่องสถานที่นั้นตอนขาไปอารามตกใจจึงไม่ได้สังเกต ตอนขากลับเมื่อนกอินทรีบินออกจากคูหา มันข้ามผาสูงและทิวเขาที่ขวางหน้าตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
.
บินเหนือหุบเขาและป่าใหญ่ ข้ามแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งไหลลงสู่ทะเลทางทิศนั้น แล้วบ่ายหน้าลงสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้จนมาถึงที่นี่โดยไม่มีการหยุดพักหรือแวะที่ไหน
.
พันเอกโจนส์ได้ซักถามจนทราบเวลาที่นกบินจากคูหาเป็นตอนเช้า ไซยะมาถึงที่นี่ในเวลา 11.30 น. ซึ่งในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหมอกและทิวเขาสลับซับซ้อน เวลาที่ตะวันโผล่เหนือทิวเขาจะสูง-ต่ำเพียงใด เวลาต้องมี 8.00-9.00 น.
.
โจนส์หันไปถามหลวงพ่อทอเรสว่า แม่น้ำจากที่ราบสูงตอนกลางของนิวกินีลงสู่ทะเลทางฝั่งตะวันตกมีอะไรบ้าง
หลวงพ่อตอบว่ามี3สาย 2สายแรกคือ แม่น้ำโอโร และ แม่น้ำปียัง ทั้ง2สายตั้งต้นจากเทือกเขาด้านเหนือแล้วไหลลงสู่ทะเลตะวันตก
.
แต่สายที่ยาวที่สุดคือ แม่น้ำซีปวน ตั้งต้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบตอนกลาง คดเคี้ยวไปมาในระหว่างเทือกเขา เดี๋ยวไปตะวันตก เดี๋ยวสู่ทิศใต้ และ ลงทะเลด้านตะวันตกเช่นเดียวกัน
.
โจนส์ "ถ้าเช่นนั้นแม่น้ำที่ไซยะหมายถึงคือ แม่น้ำซีปวน" เขาหยิบแผนที่ของเขากางบนแคร่ ใช้วงเวียนขีดรัศมีโดยมีบูตารีเป็นกึ่งกลาง จากนั้นก็ขีดรัศมีตั้งต้นจากต้นแม่น้ำซีปวน ได้วงกลม 2 วง แล้วขีดเส้นตรงเชื่อม 2 จุดแรก
.
แบ่งครึ่งเส้นตรงนั้น แล้วใช้จุดที่แบ่งเป็นศูนย์กลางเขียนวงกลมวงใหม่ นี่คือบริเวณที่เป็นที่อยู่ของนกยักษ์ที่เขาต้องการปราบ และพวกมนุษย์ที่ไมรากับดร.สมิธต้องการค้นคว้า สถานที่แห่งนั้นน่าจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างวงกลมที่ 3 นี้
.
ดร.สมิธ "อะไรทำให้ผู้กองเชื่อเช่นนั้น"
.
"ระยะทางที่นกตัวนั้นพาไซยะบินผ่านภูมิประเทศ ไม่ว่าแม่น้ำทิวเขาคล้ายคลึงกับที่ผมเคยเห็นระหว่างบินตอนสงครามโลกทุกอย่าง"
.
ไมรา "แต่บริเวณวงกลมที่เธอกาไว้ คิดตามมาตราส่วนแล้วกว้างและไกลมาก"
.
"ก็ยังดีกว่ามะงุมมะงาหลาไปโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน ตอนไปปาฮัวขนาดลึกลับซับซ้อนกว่านี้เธอกับทอมก็ยังไปมาแล้ว สำมะหาอะไรกับนิวกินี"
.
เช้าวันต่อมาขณะที่หมอกบางๆยังปกคลุมหมู่บ้านบูตารี พวกเขารอจนสายจึงเคลื่อนขบวนออกจากหมู่บ้าน ศักดิ์ยังจำภาพเหตุการณ์วันนั้นได้แม้เวลาจะล่วงเลยมานานเพียงใดก็ตาม
.
หลวงพ่อทอเรสและพ่อเฒ่าหัวหน้าบ้านออกมาส่งที่กลางลานนอกโรงประชุมพร้อมด้วยกลุ่มชาวบ้าน และ...ไซยะที่ลุกออกมาส่งไมราด้วยสายตาอาลัย
.
ตาเกิ้นเอ่ยปากเห็นใจไซยะที่สามีรังเกียจ หากเปลี่ยนเป็นแกเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น เรื่องของใจเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ ไมราได้ยินก็ถอนใจ "ถ้าผัวไซยะคิดได้อย่างแก เรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้"
.
"แบบไหนกัน คุณนายไมรา"
.
"แกไม่รู้ดอกรึว่าผัวของไซยะหนีไปจากบูตารีตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"
.
"ไปไหน"
.
"ใครจะไปรู้ อาจติดตามแก้แค้นคนที่แย่งความรักของไซยะไปจากเขา หรือ ไปกระโดดเขาตายแล้วก็ได้"
.
ขบวนของพวกเขาเคลื่อนออกจากหมู่บ้านจนกระทั่งถึงเชิงเขา โจนส์ก็ป้องปากร้องตะโกนไปว่า "ลาก่อนครับ หลวงพ่อ จนกว่าเราจะพบกันอีก"
.
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรที่คอยอยู่ข้างหน้า และ โชคชะตาในอนาคตเป็นอย่างไร อดีตนาวิกโยธินหัวเห็ดผู้นี้ ก็ดูจะเต็มไปด้วยความมั่นใจในความสำเร็จของการเดินทางครั้งนี้
.
ศักดิ์ชอบท่าทางเข้มแข็ง และ กระปรี้กระเปร่าของเขา และนี่เองจึงเป็นกำลังใจให้ทุกคนในคณะแม้แต่บรรดาลูกหาบทั้งหลายก็เช่นกัน
พวกเขาบ่ายหน้าขึ้นสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเรื่อยไป ผ่านทิวเขาสูงที่กั้นบูตารีไว้แล้วลงสู่หุบเขาใหญ่อันเขียวชอุ่มไปด้วยหญ้าสูง ๆ ต่ำ ๆ ตลอดครึ่งวันแรก
.
ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่หลังจากหยุดพักกลางวันเพื่อกินอาหารแล้วเดินทางต่อ ภูมิประเทศที่สูงขึ้นและปกคลุมด้วยป่าทึบจนหาทางเดินไม่ได้ก็เริ่มเป็นอุปสรรค ความยากลำบากในการหาทิศทางทั้งในการปีนป่ายและอันตรายจากการก้าวพลาด พลัดตกลงสู่โตรกลึกข้างล่าง
.
หลายครั้งที่ลูกหาบทำท่าจะไปไม่ไหว ทีมงานด้วยกันก็สงสัยว่าจะลงเอยอย่างไร ด้วยการปลุกปลอบใจของโจนส์ทำให้ขบวนยังคงเคลื่อนต่อไปได้
ร่างกายอันสูงใหญ่ของเขาดูจะเต็มไปด้วยพลังไม่รู้จักหมด เสียงของเขาขณะที่ออกคำสั่งกับลูกหาบ เต็มไปด้วยอำนาจของผู้ที่เคยบังคับบัญชาทหารมาแล้ว
.
16.ชายประหลาดอีกคนหนึ่ง
.
เย็นวันนั้นพวกเขาหยุดพักเพื่อหุงหาอาหารและค้างคืนกันที่ข้างลำธารเล็ก ๆ ซึ่งไหลลงมาระหว่างซอกเขาใหญ่ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ได้รับมาทั้งวันทำให้พวกเขาไม่สนทนาอะไรกันมากนัก หลังจากกินอาหารแล้วต่างก็ปลีกตัวหาที่นอนและหลับไปในเวลาไม่นาน
.
อากาศอันเย็นยะเยือกตอนดึกทำให้ศักดิ์ตื่น แลเห็นตาเกิ้นนั่งคลุมโปงเอาฟืนใส่ไฟอยู่คนเดียว แกบ่นนอนไม่หลับแกไม่ได้คิดถึงยายไม่กังวลอะไร
แต่เช้ามาแล้วแกรู้สึกเหมือนมีคนติดตามและเมื่อครู่ได้ยินเสียงมันเดินนอกแค้มป์ แกหยุดชะงักเงี่ยหูฟังยืนยันว่าคราวนี้ได้ยินชัดเจน
 
.
ศักดิ์ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงน้ำไหล ตาเกิ้นจึงบ่นว่าเสียงนั้นเป็นเสียงคนเหยียบไปบนกิ่งไม้ห่างออกไป แต่แกอายุมากแล้ว หูของแกอาจทรยศก็ได้
.
รุ่งขึ้นทันทีที่ตื่นตาเกิ้นก็แว่บออกไปข้างนอก เมื่อกลับมาก็พยายามหาโอกาสเพื่อบอกว่า แกยังไม่แก่ เพราะแกพบรอยเท้าของคนมาด้อม ๆ อยู๋รอบแค้มป์
.
เป็นรอยเท้าของคนเพียงคนเดียวรอยนั้นไม่สวมรองเท้า แม้จะเท้าใหญ่มากแต่ก็ไม่ใช่ของยักษ์ผมทอง ศักดิ์จึงบอกให้เงียบไว้จนกว่าจะมีร่องรอยมากกว่านี้
.
วันที่ 2 จากบูตารีนำพวกเขาจากป่าทึบมาถึงเชิงเขาใหญ่และสูงชันกั้นหน้าอยู่ ยอดของมันปกคลุมด้วยเมฆตลอดทั้งวัน ปราศจากทางขึ้นหรือช่องเขา
.
เจ้าคนนำทางและโจนส์ช่วยกันสำรวจหาทางจากเนินสูงแห่งหนึ่งด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลสุดท้ายก็อ่อนใจ นอกจากนกเท่านั้นสัตว์อื่นแม้แต่เลียงผายังขึ้นไปไม่ได้
.
ไมราสงสัยว่ามาผิดทางไหม โจนส์บอกว่าทั้งแผนที่ของเขา และ ความจำของมากาตรงกัน แต่เขาเทือกนี้ไม่ปรากฎอยู่ในแผนที่ ทั้งมากาก็ไม่เคยมาถึงที่นี่
.
มูราคามิ "ผมจำได้ว่าหัวหน้าพวกโมรอมโบส์ผมทอง เคยพูดถึงเทือกเขาใหญ่และสูงชัน ในเส้นทางไปสู่ถิ่นที่อยู่ของเขา ซึ่งอยู่บนที่ราบสูงเหนือเมฆฟังดูคล้ายกับเขาลูกนี้ มันต้องมีทางข้ามไปแน่เพียงแต่ต้องหาให้พบ"
.
โจนส์กวาดสายตาไปโดยรอบเทือกเขาสูงที่เหยียดยาวเป็นรูปครึ่งวงเดือน แล้วถอนใจ "ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในกองฟาง แต่ไม่ว่าจะช้านานเพียงใด ก็ต้องหามัน
จนพบ"
.
ร้อยเอกเรือง "สำหรับวันนี้ ผมว่าเราหาที่พักที่มิดชิดสักหน่อยดีกว่า"
ขณะนั้นเพิ่งตกบ่ายแต่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เมฆดำเริ่มจับกลุ่ม และฟ้าแลบแปลบปลาบมาเป็นพัก ๆ
.
โจนส์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "จริงของคุณเรือง อากาศอบอ้าวอย่างนี้ ผมว่าเราจะโดนหนัก"
.
และก็จริงอย่างที่เขาว่า หลังจากได้เพิงพักใต้ชะง่อนหินแห่งหนึ่งซึ่งสูงพอที่จะพ้นจากกระแสน้ำป่า และ กว้างพอที่จะเข้าอาศัยกำบังลมฝนได้ทั้งขบวน ชั่วไม่นานลมฝนก็พัดอู้มาแล้วก็ซัดเสียราวฟ้ารั่ว
.
จนกระทั่งอีก 3 ชั่วโมงต่อมา และ ใกล้ค่ำเข้าไปทุกทีฝนจึงค่อยซา เหลือแต่เสียงน้ำที่เชี่ยวกรากพุ่งลงมาจากที่สูง และกระแสลมที่กระโชกเป็นพัก ๆ
.
แต่แล้วอีกไม่นานก็กลับเทจั๊ก ๆ ลงมาอีก และตกหนักลงมาอีกตกไปเรื่อย ๆ ไปหยุดสนิทเอาเที่ยงคืน นับเป็นความโชคดีที่พวกเขาไหวทัน ยึดใต้เพิงถ้ำเป็นที่มั่นก่อนฝนตก มิเช่นนั้นคงหาที่นอนและก่อไฟหุงต้มไม่ได้
.
คืนนั้นจึงผ่านไปโดยไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่พอรุ่งเช้ามาถึง ตาเกิ้นที่ถือปืนออกไปหาสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารก็หน้าตาตื่นกลับมาแอบกระซิบว่า พบรอยเท้าของเจ้าคนนั้นติดตามมาอีก ศักดิ์จึงบอกให้เงียบไว้อีก
.
หลังอาหารเช้าโจนส์ มูราคามิ และ เจ้ามากาออกไปสำรวจเทือกเขาที่ขวางหน้าอยู่ ศักดิ์และตาเกิ้นบอกจะช่วยสำรวจอีกเส้นทางหนึ่ง
โจนส์จึงเตือนให้ระมัดระวัง ภูมิประเทศที่นี่ลึกลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกตทำให้หลงทางง่าย และ ยังไม่รู้ว่ามีอันตรายอะไรอีกบ้าง
(เขาวงกต-maze เป็น ชื่อภูเขาลูกหนึ่งในเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งมีทางเข้าออกวกวนอาจทําให้หลงทางได้)
 
.
ร้อยเอกเรืองก็ต้องการที่จะไปด้วยอีกคน แต่ศักดิ์ขอร้องให้อยู่เป็นเพื่อนไมราและสามีรวมทั้งสร้างความอุ่นใจให้ลูกหาบด้วย
เมื่อพ้นจากเพิงที่พักออกมา ตาเกิ้นนำลงไปที่ฝั่งลำธารขณะนั้นน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว แกชี้ให้ดูรอยที่ข้างขอนไม้ผุท่อนหนึ่ง ศักดิ์จึงพินิจดูด้วยความอัศจรรย์ใจ
.
รอยเท้านั้นใหญ่กว่ารอยเท้าของชาวป่าทั้งหลาย เจ้าของรอยเท้านั้นต้องสูงอย่างน้อย 6 ฟุตขึ้นไป ที่สำคัญเขาไม่สวมรองเท้า แสดงว่าไม่ใช่ชาวป่าทั่วไป
.
จากฝั่งลำธารทั้ง 2 ติดรอยเท้านั้น ย้อนกลับขึ้นไปทางเชิงเขาอีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนักที่ใต้ชะโงกผาราวกิโลเศษ เป็นที่คนจะอาศัยกำบังฝนได้คือคำตอบว่าตลอดคืนอันโชกฝนเขาอยู่ที่ไหน
.
ตาเกิ้นดูร่องรอยต่าง ๆ แล้วบอกว่าเจ้าของรอยเท้าเข้ามาหลบที่นี่ก่อนฝนตก เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับที่พวกของศักดิ์หลบฝนเข้าไปในเพิง
เหตุการณ์นี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาถูกติดตามโดยคน ๆ นี้แน่นอน แต่ด้วยวัตถุประสงค์อะไรนั้น สุดวิสัยที่จะคาดเดาได้
.
ทั้ง 2 ย้อนกลับลงไปที่ลำธารและติดรอยเท้าของเขาซึ่งข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ความที่ฝนตกมาตลอดคืนจึงไม่เป็นการยากสำหรับตาเกิ้นในการสังเกตุร่องรอย
.
ราวกิโลเมตรเศษ ๆ ต่อมา พื้นที่ก็ลาดต่ำลงไปสู่ดงปาล์มเตี้ย ๆ ตาเกิ้นหยุดชะงักทันทีชี้ให้ดูควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในระหว่างต้นปาล์มเหล่านั้น "อยู่นั่นเอง นาย เดี๋ยวก็ได้รู้กันว่าหมอนี่เป็นใคร"
.
แกออกหน้าพาศักดิ์กำบังพุ่มไม้ที่ขึ้นประปรายจนไปถึงปาล์มต้นแรกแลเห็นกองไฟยังคุกรุ่นอยู่กลางลานโล่ง แต่ไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น
.
พวกเขาช่วยกันสอดส่ายสายตาสำรวจหาจนทั่ว จนแน่ใจว่าไม่มีใครซุ่มเล่นงาน จึงปราดไปที่กองไฟ ขวานเล่มหนึ่งวางอยู๋ข้างกองไฟ ใบอันคมของมันยังเกรอะกรังด้วยโลหิต ซากหมูป่าซีกหนึ่งยังอยู่ที่นั่น
.
ตาเกิ้น "หมอนั่นเก่งกว่าเรา นาย ลำพังขวานยังล่าหมูป่าได้ ซีกที่หายคงเป็นอาหารมันแล้วนั่นแหละที่มันก่อไฟ แต่มันไปไหน มันคงอยู่ไม่ไกล ขวานของมันยังอยู่ที่นี่"
.
เสียงร้องด้วยความตกใจของใครคนหนึ่ง ดังมาจากชายเนินเลยปาล์มลงไป ตาเกิ้นลดปืนลงจากบ่ากระชากลูกเลื่อนผลักกระสุนเข้าลำกล้องขึ้นเซฟ แล้วออกวิ่งไป
ทางเสียงนั้น โดยมีศักดิ์ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
.
โปรดติดตามตอนต่อไป กุญแจแห่งความลึกลับ ภาพปก ถ้ำน้ำแข็งสีฟ้า ในธารน้ำแข็งวาทนาโจกุล ประเทศไอซ์แลนด์ จากสรรหามาให้ดู
ซึ่งธารน้ำแข็ง(glacier) เกิดจากการที่หิมะตกลงมาแล้วสะสมกันจนหนา 45-60 เมตร แล้วเกิดการเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้า ๆ ซึ่งมักจะเกิดบริเวณที่ลาดชันหรือตามไหล่เขา
โฆษณา