27 ก.พ. 2024 เวลา 06:42 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"เมือง" ในความหมายของการแลกเปลี่ยน

ในขณะที่เราชอบให้ความสนใจกับสินค้าที่ดูหวือหวา น่าตื่นเต้น แต่มันมีสินค้าบางประเภทที่เรามีความรู้สึกกันตลอดเวลาราวกับ "ปลาที่อยู่ในน้ำ"
คำว่าปลาที่อยู่ในน้ำหมายความว่าปลามักจะมองข้ามน้ำไปเพราะว่าตัวเองกำลังว่ายอยู่ในน้ำ น้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่คุ้นชินจนแทบไม่ได้สนใจอะไรมาก จนกว่าน้ำจะหายไป น้ำคุณภาพต่ำลงจนอึดอัด หรือน้ำมีน้อยลงจนว่ายยากขึ้น
สินค้าที่ว่านี้ก็พวกของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน เห็นได้ทุกร้านค้า ยี่ห้อเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาจนชินตา เมื่ออยากซื้อตอนไหนก็แค่เดินไปร้านค้าใกล้ที่สุด จ่ายตัง เอากลับบ้าน จบ
สินค้าพวกนี้ก็เปรียบเสมือนน้ำที่ปลากำลังว่ายอยู่ คือคนแม่งไม่ค่อยสนใจมันหรอกจนกว่ามันจะหายไป หรือหาซื้อไม่ได้ทั้งที่เป็นของพื้นๆ
เช่น กะปิ น้ำปลา ผงชูรส ผงซักฟอก น้ำยาขัดส้วม ถุงใส ช้อนส้อม เครื่องปรุงรสบ้านๆ น้ำดื่ม มาม่า ปลาป๋อง ฯลฯ สารพัด
ในสถานการณ์ปกติ สินค้าพวกนี้มักถูกมองข้ามอยู่เสมอเพราะมันเป็นของที่มีอยู่แล้ว มีทั่วไป มีทุกร้าน ไม่มียี่ห้อนี้ก็มียี่ห้ออื่นเสมอ แต่สินค้าเหล่านี้จะกลายเป็นของจำเป็นขึ้นมาทันทีหากมันพากันหายไปจากชั้น แล้วชีวิตคุณจะยุ่งยากขึ้นมาทันทีเพราะคุณไม่รู้ว่าของพวกนี้ผลิตยังไง
ทำไมผมถึงพูดเรื่องที่คนรู้กันอยู่แล้ว ?
คำตอบคือมนุษย์มักมองข้าม "สิ่งจำเป็น" อยู่เสมอหากสิ่งนั้นยังมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ จนทำให้ให้เกิดความรู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นอะไรเลยนี่น่า
สิ่งนี้แหละที่เราเรียกมันได้อีกอย่างว่า "วิถีการบริโภคที่ออกห่างจากวิถีการผลิต" เพราะคุณซื้อของพวกนี้ใช้อย่างเดียว คุณคือปลายน้ำของห่วงโซ่การผลิต คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าไอ้น้ำปลายี่ห้อนี้ผลิตจากปลาอะไร จับที่ไหน หมักยังไง ทำโดยใคร สิ่่งที่คุณมักทำเสมอก็คือการเทียบน้ำปลาแต่ละยี่ห้อว่าอันไหนอร่อยสุดๆ ถูกปากที่สุด แล้วจ่ายเงินเอากลับบ้าน
วิถีการบริโภคปลายน้ำมักเกิดขึ้นในพื้นที่ของ "เมือง" เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์พัฒนาการทางเศรษฐกิจ-สังคม การก่อกำเนิดเมืองในยุดแรกเริ่มของมนุษย์คือการมาพบปะหน้ากันเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน
ตัวอย่างเช่น ชนเผ่า A ล่าสัตว์ได้มากมาย แต่พวกเขาไม่มีข้าวกิน ในขณะที่ชนเผ่า B ปลูกข้าวได้มากมายแต่แทบหาจับสัตว์อะไรไม่ได้ เมื่อแต่ละเผ่าบริโภคจนเหลือ ก็เอาของเหลือพวกนั้นแหละไปแลกกับของอื่นๆที่ตัวเองอยากได้ หลายครั้งก็มีพื้นที่ประจำสำหรับการแลกเปลี่ยนของเหลือกินเหลือใช้ เป้นทีรู้กันว่าตรงนั้นแหละคือจุดทีมีคนชอบเอาของมาแลกกัน จากนั้นคนก็ชอบไปรวมกันอยู่ที่นั่น แล้วก่อรูปเป็นชุมชนขนาดย่อมๆขึ้นมา จนกลายเป็นเมืองเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่ รอแลกเปลี่ยนของกัน
การแลกเปลี่ยนเป็นกิจกรรมตามสัญชาตญาณติดตัวมาแต่เกิดของมนุษย์ เพราะมนุษย์อาศัยอยู่ในธรรมชาติอันโหดร้ายและมีทรัพยากรจำกัด การแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับแหล่งอื่นๆจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเอาชีวิตรอด หากไม่ได้แลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มมนุษย์ พวกเขาก็จะเร่ร่อนไปเรื่อยๆเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ๆดำรงชีวิต แต่มนุษย์ก็ไม่ได้อยากเร่ร่อนมากขนาดนั้นซักหน่อย การแลกเปลี่ยนกันระหว่างกลุ่มอื่นจึงเป็นทางเลือกทีดีกว่า
เมื่อเกิดชุมชนแลกเปลี่ยนของที่เรียกว่าเมืองขึ้นมา ผู้คนที่อยู่ในเมืองก็เริ่มห่างไกลจากการผลิตที่แท้จริงมากขึ้นทุกที เพราะชีวิตในเมืองของคุณแต่ละวันไม่ได้อยู่กับการผลิตน้ำปลา คุณไม่ได้อยู่กับชาวประมง คุณไม่ได้อยู่กับคนทำน้ำปลา คุณอยู่กับน้ำปลาที่ทำสำเร็จแล้ว นำเอาเข้ามาในเมืองโดยคนทำน้ำปลาที่อยู่ห่างไกลออกไป
สมมุติเขาเอาน้ำปลามาแลกกับข้าวสารซัก 10 กิโล คุณอาจจะทำตัวเป็นพลเมืองหัวใส ขอเป็นธุระหาข้าวสารมาแลกให้ ขอแค่น้ำปลา 2 ขวดเป็นค่าเหนื่อยก็พอ เท่านี้คุณก็มีน้ำปลากินแล้ว เพียงแคใช้แรงงานตัวเองนิดหน่อยวิ่งไปถามคนมีข้าวสารว่าใครต้องการน้ำปลาบ้าง หากมีคนต้องการคุณก็แค่เอาข้าวสารวิ่งกลับไปให้คนมีน้ำปลาเท่านั้นเอง และกิจกรรมเหล่านี้ทำในเขตเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่
ในสภาพชีวิตในเมือง คุณจะเจอสินค้าพวกนี้มากมายเต็มไปหมด เป็นของพื้นๆ เป็นของเบสิคๆ หาได้ทั่วไป มาจากทั่วทุกสารทิศ
เมื่อระบบเงินตราเข้ามามีบทบาทแลกเปลี่ยน คุณก็แค่ต้องหาเงินมาเก็บไว้กับตัว แล้วใช้เงินนั้นไปซื้อของพื้นๆพวกนี้มาเก็บไว้ เพื่อรอว่าจะมีใครซักคนต้องการมันและมาซื้อจากคุณไป คุณก็แค่กินกำไรนิดหน่อยเป็นค่าเสียเวลาที่จัดหาสินค้าพวกนี้มาวางขายให้
ของจำเป็นจึงกลายเป็นของที่ดูไม่ค่อยจำเป็นนักเพราะมีขายทั่วไป ไม่ได้หาซื้อยาก ราคาก็ไม่ได้แพง คิดถึงน้ำปลาเมื่อไหร่ก็แค่เดินเข้าร้านขายของชำ ยังไงก็ต้องเจอแน่นอนซักยี่ห้อ
เขียนมาถึงตรงนี้ เมืองที่เกิดจากพฤติกรรมชอบแลกเปลี่ยนของมนุษย์ จึงกลายเป็นพื้นที่กล่อมเกลา "จิตสำนึก" ทางเศรษฐกิจบางอย่างให้แก่ตัวมนุษย์ในเวลาเดียวกันด้วย คุณจะรู้สึกอยู่เสมอว่า "อะไรๆก็มีในเมือง อยู่ตามบ้านนอกมันไม่ค่อยมีอะไร" ก็แน่ล่ะ เพราะเมืองคือพื้นที่ที่ทรัพยากรจากที่ห่างไกลออกไป จากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้าไปแลกเปลี่ยนกันที่นั่น มันก็ต้องมีของอะไรมากมายอยู่แล้วน่ะสิ
และชีวิตในเมืองของคุณ ส่วนใหญ่ก็อยู่รอดได้อยู่แล้ว ขอแค่อย่างเดียว ต้องมี "เงิน" หากไม่มีเงิน คุณก็จบเห่ เพราะคุณเลี้ยงหมูกินเองไม่ได้ ปลูกพืชขนาดใหญ่กินเองไม่ได้นี่น่า ทุกอย่างในเมืองต้องซื้อสำเร็จรูปหมด ยิ่งรวยเท่าไหร่ คุณยิ่งมีชีวิตสุขสบายในเมืองมากขึ้นเท่านั้น
แต่ด้วยความจำเป็นของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ความเมืองจะอยู่ไม่ได้เลยหากปราศจากความนอกเมือง (บ้านนอก) ความนอกเมืองนี้หมายถึง "พื้นที่การผลิต" สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ หากเมืองไม่มี "บ้านนอก" ผลิตแล้วส่งมาให้ เมืองก็ไร้ความหมายลงทันที เพราะเมืองในตัวมันเอง ไม่ได้ผลิตอะไรอยู่แล้วแต่แรก (เรากำลังพูดถึงสินค้าจำเป็นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตรอดได้ในทางกายภาพ ไม่ใช่สินค้าประเภทไอที เทคโนโลยีดิจิตัล ซึ่งเมืองสามารถผลิตสินค้าประเภทนี้เองได้)
ดังนั้น เมื่อบ้านนอกกลายเป็น "แหล่งผลิต" เพื่อป้อนทรัพยากร-สินค้าที่จำเป็นเข้าสู่เมือง และถ้าหากการผลิตนี้ไม่สะดุดลงเลย สามารถป้อนสินค้าเข้าเมืองได้อย่างต่อเนื่องทุกๆวัน คนในเมืองก็รอดตาย และไม่ได้รู้สึกว่าต้องดิ้นรนอะไรมากนักเพื่อหาน้ำปลาซักขวดมากิน
แต่ถ้าวันไหนบ้านนอกพังพินาศ ผลิตอะไรแทบไม่ได้ ไม่เหลือทรัพยากรสำหรับการผลิต วันนั้นแหละพวกคนเมืองชิบหายกันแน่ และอาจจะตายก่อนเป็นพวกแรกๆด้วยเพราะมีชีวิตอยู่กับการบริโภคมาตลอด ไม่เคยรู้เลยว่าต้องผลิตยังไง
ความสำคัญของบ้านนอกจึงหมายถึงความสำคัญของเศรษฐกิจระดับชาติ ถ้าคนเมืองอยากให้ชั้นวางขายสินค้ามีสิ่งของจำเป็นตลอดไป ต้องหันกลับมาคิดและให้ความสำคัญบ้านนอกกันดูบ้าง ก็น่าจะดีไม่น้อย
@น้าบอล
โฆษณา