2 มี.ค. 2024 เวลา 07:12 • ข่าว

สรุป #อนุบาลนครจัมปาศรี

เด็กประถม 5 ถ่ายคลิปหัวเราะร่า
ขณะร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กออทิสติก
เริ่มเรื่อง
1. เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา มีคลิป ๆ หนึ่งกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ เนื้อหาในคลิปคือการร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งภายในห้องเรียน
2. จากนั้นได้มีข้อมูลออกมาว่ากลุ่มเด็กผู้หญิงที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายเพื่อนในห้องนั้น กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ป.5 ของโรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรี และเด็กที่ถูกทำร้ายเป็นเด็กออทิสติก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
3. เวลาผ่านไปไม่นาน ชาวเน็ตเริ่มขุดคุ้ยจนพบว่าในเหตุการณ์นี้มีผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด 4 คน ทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนร่วมห้องของเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกาย และสถานที่เกิดเหตุคือภายในห้องเรียนของพวกเธอนั่นเอง
4. อ้างอิงจากข้อมูลในเน็ตระบุว่า เด็กออทิสติกกับกลุ่มเด็กผู้ก่อเหตุมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ต้นตอของปัญหาคือเด็กผู้ก่อเหตุขอยืมลิควิดเด็กออทิสติกแล้วไม่ยอมคืน
5. พอเด็กออทิสติกไปทวงลิควิตคืน เด็กผู้ก่อเหตุก็เกิดความไม่พอใจจนเรื่องบานปลายถึงขั้นร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กออทิสติก
6. ส่วนคลิปที่หลุดออกมา เป็นคลิปที่ถูกถ่ายโดยหนึ่งในผู้มีส่วนร่วม เธอถ่ายคลิปและนำคลิปนี้ไปโพสต์ลงในสตอรี่อินสตาแกรม จากนั้นก็มีรุ่นพี่ในโรงเรียนบันทึกเอาไว้และส่งต่อให้ครูในโรงเรียน ก่อนที่คลิปนี้จะถูกลบไป
การแก้ปัญหาของโรงเรียน
7. ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกทั้งสองฝ่ายเข้าพบพร้อมกับผู้ปกครอง ก่อนที่จะเริ่มการสอบสวน ผู้อำนวยการได้ให้เด็กทุกคนดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับสาบานว่าจะพูดแต่ความจริง ถ้าใครพูดโกหกจะต้องมีอันเป็นไป
8. บทสรุปคือ เด็กผู้ก่อเหตุและคนที่มีส่วนร่วมอีก 3 คน ถูกลงโทษโดยการตัดสิทธิการเข้าค่ายลูกเสือ และค่ายทัศนศึกษาของโรงเรียน
9. ส่วนสาเหตุที่คลิปหลุดออกมาในโลกออนไลน์เป็นเพราะว่า คนที่ปล่อยคลิป (ไม่ได้ระบุว่าใคร) รู้สึกว่าเด็กออทิสติกไม่ได้รับความยุติธรรมมากพอ คน ๆ นั้นจึงทำการปล่อยคลิปเพื่อให้สังคมช่วยมอบความยุติธรรมนั่นเอง
10. ตอนนี้เพจเฟซบุ๊คโรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรีได้ปิดช่องแสดงความคิดเห็น และเริ่มทยอยลบโพสต์ที่ถูกทัวร์ลงแล้ว หลังจากที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงการลงโทษและการให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ
11. แน่นอนว่าชาวเน็ตหลายคนค่อนข้างไม่เข้าใจว่า แค่ออกมาอธิบายก็น่าจะจบแล้ว ทำไมโรงเรียนถึงเลือกที่จะปิดการแสดงความคิดเห็น แล้วปล่อยให้เรื่องบานปลายแบบนี้
ส่วนใครคิดเห็นอย่างไรก็มาแชร์กันในคอมเมนท์นะครับ
อ้างอิง
โฆษณา