4 มี.ค. เวลา 13:01 • ประวัติศาสตร์

ขุนโจรเหลียงซาน 86

บทกวีขบถ (1) บทกวีบนหอสวินหยาง
ซ่งเจียงดูท่าหลี่ขุยไม่ไหวแล้ว จึงบอกไต้จงให้วานคนลงไปช่วย ไต้จงถามคนแถวนั้นว่า “ชายผิวขาวนั้นเป็นใคร”
มีคนตอบว่า “เขาเป็นเจ้าของแพปลาที่นี่ ชื่อว่า จางซุ่น 张顺”
ซ่งเจียงจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “จะใช่จางซุ่นที่มีฉายาว่า ขาวคะนองคลื่น 浪里白跳 หรือไม่”
“ถูกต้อง ถูกต้อง”
ซ่งเจียงบอกไต้จงว่า “ข้ามีหนังสือจากจางเหิง พี่ชายของเขาอยู่ที่ค่าย”
ไต้จงได้ฟัง จึงเดินไปที่ริมตลิ่งตะโกนว่า “พี่รองจางอย่าลงมือ มีหนังสือจากจางเหิงพี่ชายของท่านอยู่ที่นี่ คนตัวดำนั่นเป็นพี่น้องพวกเรา ท่านปล่อยเขาไปแล้วขึ้นฝั่งมาคุยกัน”
จางซุ่นอยู่กลางน้ำได้ยินไต้จงเรียก จำไต้จงได้ จึงปล่อยหลี่ขุย เข้ามาริมตลิ่งปีนขึ้นฝั่ง มองมายังไต้จง ขานคารวะ 唱个喏 ว่า “ย่วนจ่าง ขออภัยที่เสียมารยาท”
ไต้จงว่า “โปรดเห็นแก่หน้าข้า ช่วยน้องข้าขึ้นมาด้วย แล้วจะให้ท่านพบคนผู้หนึ่ง”
จางซุ่นกระโดดกลับลงน้ำว่ายออกไป หลี่ขุยกำลังกระเสือกกระสนผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำ จางซุ่นเข้าไปคว้ามือหลี่ขุยไว้ข้างหนึ่ง สองเท้าเหยียบคลื่นเหมือนยืนบนบก ระดับน้ำไม่เกินหน้าท้องจมน้ำอยู่เพียงต่ำกว่าสะดือ ใช้มืออีกข้างโบกไหวในน้ำ ลากเอาหลี่ขุยขึ้นฝั่งมา คนบนฝั่งต่างชื่นชม ซ่งเจียงเองยังทึ่ง
หลี่ขุยขึ้นบกมาแล้วสำลักน้ำไม่หยุด หอบหายใจจนตัวขดเป็นก้อนอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ไต้จงก็ว่า “เชิญไปคุยกันบนศาลาผีผาเถิด” จางซุ่นกับหลี่ขุยต่างไปนำเสื้อผ้ามาสวมใส่ แล้วทั้งสี่ก็ขึ้นมาบนศาลาผีผา
ไต้จงถามจางซุ่นว่า “พี่รอง ท่านรู้จักข้าหรือไม่”
จางซุ่นว่า “ผู้น้อยรู้จักย่วนจ่าง เพียงแต่ยังไม่เคยมีโอกาสไปคารวะ”
ไต้จงชี้มาที่หลี่ขุยว่า “แล้วปกติเคยเห็นเขาไหม ที่วันนี้ต้องมาเผชิญหน้ากัน”
จางซุ่นว่า “ผู้น้อยทำไมจะไม่รู้จักพี่เบิ้มหลี่ เพียงแต่ไม่เคยประมือ”
หลี่ขุยว่า “ท่านกดน้ำข้าเกือบตาย”
จางซุ่นว่า “ท่านชกข้าเสียแย่”
ไต้จงว่า “ท่านทั้งสองแต่นี้ก็เป็นพี่น้องกันเถิด เขาถึงว่ากันว่า ไม่ตีกันก็ไม่รู้จักกัน”
หลี่ขุยว่า “ไปไหนอย่าให้เจอข้า”
จางซุ่นว่า “ข้าจะรอท่านแต่ในน้ำ”
แล้วทั้งสี่ก็พากันหัวเราะ
ไต้จงชี้มาที่ซ่งเจียงแล้วถามจางซุ่นว่า “พี่รอง รู้จักพี่ท่านนี้หรือไม่”
จางซุ่นว่า “ผู้น้อยไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นแถวนี้”
หลี่ขุยโดดลุกขึ้นว่า “นี่พี่ซ่งเจียงตัวดำ”
จางซุ่นว่า “ฝนยามแล้งซ่งยาซืออำเภอวิ่นเฉิงซานตงหรอกหรือ”
ไต้จงว่า “ใช่แล้ว คือพี่กงหมิง”
จางซุ่นคารวะแล้วว่า “ได้ยินชื่อมานาน มิคาดว่าจะได้มาพบในวันนี้ วงนักเลงร่ำลือว่าพี่ท่านทรงคุณธรรมโอบอ้อมอารีมีน้ำใจกว้างขวาง”
ซ่งเจียงว่า “ผู้น้อยหาสมควรรับคำยกย่องใด วันก่อนที่สันเบิกตะวันได้พำนักอยู่ที่บ้านมังกรน้ำขุ่นหลี่จวิ้นอยู่หลายวัน ต่อมาได้พบมู่หงที่แม่น้ำสวินหยาง ยังได้พบจางเหิงพี่ชายของท่านด้วย ฝากจดหมายมาให้ฉบับหนึ่ง ข้าเก็บไว้ที่ค่ายไม่ได้ติดตัวมาด้วย
วันนี้มาดื่มสุราชมทิวทัศน์กับไต้ย่วนจ่างและพี่หลี่ที่ศาลาผีผานี่ นึกอยากกินปลาสดแกล้มเหล้าขึ้นมา เขาจึงอาสาไปหาปลามา พวกข้าห้ามก็ไม่ฟัง พอมีเสียงเอะอะที่ริมน้ำ บริกรมาบอกว่าชายตัวดำตีกับใครอยู่ก็รีบลงมาดู จึงได้พบกับท่าน นับเป็นโชคของข้า วันนี้วันเดียวได้คบหาผู้กล้าถึงสามท่าน เชิญท่านร่วมดื่มด้วยกันเถิด”
แล้วก็เรียกบริกรมาเปลี่ยนถ้วยตะเกียบใหม่ทั้งหมด สั่งอาหารมาเพิ่ม
จางซุ่นว่า “เมื่อพี่ท่านอยากกินปลาสด เดี๋ยวผู้น้องไปเอามาให้”
ซ่งเจียงว่า “ดีจริง”
หลี่ขุยว่า “ข้าไปด้วย”
ไต้จงว่า “เอาอีกแล้ว ยังกินน้ำไม่พอหรือ”
จางซุ่นหัวเราะแล้วจูงมือหลี่ขุยไปว่า “เดี๋ยวข้าพาไปหาปลา ดูสิใครจะว่าไร”
上殿相争似虎,落水斗亦如龙。
果然不失和气,斯为草泽英雄。
ขึ้นตำหนักดุจพยัคฆ์ทรงศักดิ์ศรี
ลงวารีดังมังกรคะนองละหาน
ยังอ่อนน้อมถ่อมตนใช่คนพาล
เป็นวีรบุรุษหาญกล้ากลางกลุ่มชน
ทั้งสองลงมาชายตลิ่ง จางซุ่นเป่าปาก พวกเรือประมงก็แล่นมาหา จางซุ่นถามว่า “ใครมีปลาหลีฮื้อทองบ้าง” คนบนเรือลำหนึ่งว่า “มาบนเรือข้า” อีกลำว่า “เรือข้าก็มี” พริบตาเดียวมีสิบกว่าตัว จางซุ่นเลือกเอาตัวใหญ่ได้สี่ตัว เอากิ่งหลิ่วแทงเป็นพวง ให้หลี่ขุยนำมาที่ศาลาก่อน ส่วนตัวเองก็จัดการเปิดแพปลาให้ค้าขายกันแล้วจึงตามขึ้นมา
ซ่งเจียงเห็นจึงขอบคุณแล้วว่า “ปลาตั้งหลายตัว ตัวเดียวก็เหลือเฟือแล้ว”
จางซุ่นว่า “แค่เล็กน้อย ไม่จำต้องใส่ใจ หากพี่ท่านกินไม่หมด ก็นำกลับไปกินต่อได้”
พอนับอายุกันแล้ว หลี่ขุยแก่กว่าจึงนั่งลำดับสาม จางซุ่นนั่งลำดับสี่ สั่งอาหารและสุราวี่หูชุน 玉壶春 มาเพิ่ม จางซุ่นกำชับบริกรให้นำปลาตัวหนึ่งไปทำแกงเผ็ด ใช้สุราปรุง ส่วนอีกตัวนำไปแล่บางเป็นปลาดิบ 切鲙
ทั้งสี่ดื่มกินไปเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ฟังกัน คุยกันอยู่นั้นก็มีสตรีนางหนึ่งอายุราวยี่สิบแปดเข้ามาคารวะว่านฝู แล้วเริ่มขับร้องเพลง หลี่ขุยกำลังจะเล่าวีรกรรมของตน ยังไม่ทันได้เล่า เห็นสามคนหันไปฟังเพลง หลี่ขุยถูกขัดจังหวะก็ขัดใจ จึงโดดลุกขึ้น วาดนิ้วสองนิ้วเคาะลงกลางหน้าผากหญิงสาวผู้นั้น หญิงผู้นั้นส่งเสียงร้องครั้งหนึ่งแล้วล้มลงหมดสติ หน้าซีดริมฝีปากคล้ำ
1
เจ้าของร้านมาเห็นก็ตกใจถามว่า “ท่านลูกค้าทำอย่างไรดี”
บริกรก็เข้ามาช่วยกันพรมน้ำจนค่อยฟื้นแล้วนำน้ำมันมานวดหน้าผากให้ มารดาของหญิงนั้นจึงหาผ้ามาโพกศีรษะให้ บิดามารดาของนางรู้ว่าคนที่ก่อเรื่องคือพายุหมุนดำหลี่ขุย ก็ไม่กล้าต่อว่า
ซ่งเจียงจึงถามว่า “พวกท่านแซ่อะไร เป็นคนที่ไหน”
มารดาของนางตอบว่า “พวกเราสองสามึภรรยาแซ่ซ่ง 宋 เป็นชาวเมืองหลวง บุตรสาวชื่อ วี่เหลียน 玉莲 ร้องเพลงอยู่ที่ศาลาผีผานี้หาเลี้ยงชีพ วันนี้บุตรสาวใจร้อนไปหน่อย ห่วงแต่ร้องเพลง ไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่าไปขัดจังหวะพวกนายท่าน ต้องขออภัยด้วย”
ซ่งเจียงจึงบอกให้ตามตนกลับไปที่ค่าย ตนจะจ่ายค่าชดเชยให้ยี่สิบตำลึง
อาหารมื้อนั้น จางซุ่นขอเป็นผู้เลี้ยง จากนั้นทั้งหมดก็ตามซ่งเจียงไปยังที่พักในค่าย ซ่งเจียงมอบเงินให้ครอบครัวหญิงบาดเจ็บยี่สิบตำลึง นำหนังสือของจางเหิงมอบให้จางซุ่น จางซุ่นนำปลาหลีฮื้อทองสองตัวมอบให้ซ่งเจียง ซ่งเจียงมอบเงินให้หลี่ขุยไว้ใช้สอยห้าสิบตำลึง
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันกลับแล้ว ซ่งเจียงก็นำปลาตัวหนึ่งไปกำนัลให้ผู้กำกับแดนจำ ส่วนอีกตัวหนึ่งปรุงมากินเอง อาจจะเป็นด้วยเห็นแก่กินมากไปหน่อย คืนนั้นยามสี่ ซ่งเจียงท้องเสีย กว่าจะเช้าต้องถ่ายเสียหลายรอบ พวกเพื่อนในแดนจำก็มาช่วยต้มข้าวต้มทำน้ำแกงให้กิน
1
เช้าวันรุ่งขึ้น จางซุ่นเห็นซ่งเจียงชอบกินปลาจึงนำปลาหลีฮื้อมาให้อีกสองตัว พอเห็นซ่งเจียงนอนป่วย จึงไปเจียดยาแก้ท้องเสียมาให้ ส่วนปลานั้นซ่งเจียงวานให้นำไปมอบให้ผู้คุมและผู้กำกับแดนคนละตัว วันถัดมาไต้จงและหลี่ขุยนำสุราอาหารมาเยี่ยมแต่ซ่งเจียงยังไม่หายดี จึงต้องกินกันเอง
ซ่งเจียงนอนป่วยอยู่ห้าวันจึงหายดี พอหายแล้วเกิดเหงาจึงไปหาไต้จงจะชวนสนทนาแต่ไต้จงไม่อยู่ จึงไปหาหลี่ขุย แต่ไม่พบ คนว่าหลี่ขุยอยู่ไม่ค่อยเป็นที่คงหาตัวยาก ซ่งเจียงจึงออกนอกเมืองเพื่อจะมาหาจางซุ่น
ซ่งเจียงเดินเลียบแม่น้ำมาเห็นทิวทัศน์สวยงามจนมาถึงหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองเห็นธงบนเสาไม้ไผ่เขียนไว้ว่า
“น้ำ สวิน หยาง เจ้า เดิม 浔阳江正库”
ป้ายตรงชายคามีอักษรสามตัวลายมือของมหากวีซูตงพอ 苏东坡 เขียนว่า
“หอ สวิน หยาง 浔阳楼”
ซ่งเจียงคิดว่า “ข้าอยู่อำเภอวิ่นเฉิง ได้ยินชื่อเสียงของหอสวินหยางแห่งเจียงโจว ที่แท้อยู่นี่เอง แม้ข้าจะมาคนเดียว แต่คงพลาดไม่ได้ ต้องขึ้นไปดูด้วยตนเองสักเที่ยว”
ข้างหน้าประตูหน้าหอมีเสาหัวเปี่ยว 华表 สีแดงคู่หนึ่ง (เสาตั้งโดดๆ อยู่ข้างหน้าประตู) บนเสามีป้ายสีขาวฝุ่นเขียนอักษรป้ายละห้าอักษรว่า
世间无比酒
天下有名楼
สุราไร้เทียมทานในโลกหล้า
หอเลื่องชื่อลือชาใต้แผ่นฟ้า
1
ซ่งเจียงขึ้นไปบนหอ เลือกนั่งห้องติดระเบียงริมน้ำ
雕檐映日,画栋飞云。
碧阑干低接轩窗,翠帘幕高悬户牖。
消磨醉眼,倚青天万迭云山;
勾惹吟魂,翻瑞雪一江烟水。
白苹渡口,时闻渔父鸣榔;
红蓼滩头,每见钓翁击楫。
楼畔绿槐啼野鸟,门前翠柳系花骢。
ชายคาสลักไม้
เอิบอาบไล้แสงตะวัน
วาดแต่งแต้มสีสัน
สันหลังคาเมฆาร่อน
ลูกระนาดระเบียง
เขียวเรียงติดชิดบัญชร
มู่ลี่ม่านหยกหย่อน
แขวนเหนือหน้าต่างประตู
ตาปรือแทบเมาหลับ
เขาซับซ้อนซ่อนเมฆอยู่
กวีฝันฟ่องฟู
เหนือสินธูหมอกลอดลาย
จอกแหนลอยเต็มท่า
เคาะเรียกปลามามากมาย
หงเหลี่ยวคู่หาดทราย
เคาะตีพายด้วยใจสู้
ไหวยเขียวด้านข้างหอ
นกไพรจ้อเจื้อยแจ้วอยู่
หลิ่วหยกหน้าประตู
ผูกอาชาทรงคุณค่า
(击楫 ตีพาย เพื่อปลุกอารมณ์สู้ เป็นเหตุการณ์สมัยจิ้น 晋 ขุนพลจู่ที่ 祖逖 แม่ทัพจิ้นบุกขึ้นเหนือ ขณะข้ามน้ำตีพายสาบานว่าหากพิชิตภาคกลางไม่ได้จะไม่หวนกลับ)
(花骢 = 五花马 ม้าดีทรงคุณค่า)
บริกรขึ้นมาถามว่า “ลูกค้าท่านรอแขกอยู่หรือจะนั่งฆ่าเวลาตามลำพังขอรับ”
ซ่งเจียงว่า “ข้ารอเพื่อนอีกสองคนยังไม่มา แต่เจ้าก็ยกสุราอาหารมาก่อนเลย แต่ปลาไม่ต้อง(เพิ่งทำข้าท้องเสีย)”
บริกรหายลงไปไม่นานก็ยกถาดกลับขึ้นมา มีสุราหลานเฉียวเฟิงเยว่ 蓝桥风月 มาหนึ่งขวด อาหารมีเนื้อแพะ ไก่นึ่ง ห่าน เนื้อวัว ผัก ผลไม้ ล้วนใส่มาในถ้วยจานชามสีแดงสดงดงาม
(สุราหลานเฉียวเฟิงเยว่ 蓝桥风月 (เสน่ห์สะพานน้ำเงิน) เป็นสุราขึ้นชื่อของภาคใต้ มีประวัติว่าเป็นสูตรสุราสกุลอู๋ 吴 ของตระกูลอู๋ฮองเฮา 吴皇后 ในพระเจ้าซ่งเกาจงฮ่องเต้ เจ้าโก้ว 宋高宗赵构)
ซ่งเจียงรำพึงว่า “อาหารรสเลิศ เครื่องถ้วยสวยหรู เจียงโจวดินแดนงามโดยแท้ ตัวข้าแม้ต้องโทษระหกระเหินมาถึงที่นี่ ก็ได้เห็นเขาเป็นเขา น้ำเป็นน้ำ ที่บ้านข้าถึงมีภูเขาและโบราณสถานอยู่บ้างแต่ไม่อาจเปรียบกับที่นี่”
ซ่งเจียงนั่งพิงลูกกรงดื่มเหล้าชมทิวทัศน์โดยลำพัง ดื่มเพลินจนเมาได้ที่ พลันสะท้อนใจขึ้นมาว่า
“ข้าเกิดที่ซานตง เติบโตที่วิ่นเฉิง เล่าเรียนมารับราชการ คบหาสหายในวงนักเลงได้ไม่น้อย พอมีชื่ออยู่บ้าง ปัจจุบันก็อายุสามสิบกว่าแล้ว ผลงานใดยังไม่มี ไม่ไว้ชื่อให้ปรากฎ กลับถูกสักตราสองแก้ม เนรเทศมาอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านไปหาพ่อเฒ่าและพี่น้องได้อย่างไร”
ฤทธิ์เหล้ากำเริบ ลมพัดปะทะหน้า น้ำตานองไหล คับแค้นแน่นอก คิดบทกวีซีเจียงเยว่ 西江月 (ชนิดบทประพันธ์) ขึ้นมาได้ จึงขอยืมหมึกและพู่กันจากบริกร
ซ่งเจียงลุกเดินมาเห็นบนกำแพงขาวของหอมีคนเขียนบทกวีกันไว้ก่อนอยู่หลายบท
ซ่งเจียงคิดว่า “น่าจะจารึกเอาไว้บ้าง ลงวันเดือนปีไว้ วันหน้าหากรุ่งเรืองแล้วผ่านมาได้อ่านอีกครั้ง จะได้รำลึกความหลังครั้งตกยาก” คิดแล้วก็ฝนหมึกจนเข้มได้ที่ เอาพู่กันจุ่มหมึกขึ้นมาจารึกบนผนังขาว
自幼曾攻经史,长成亦有权谋。
恰如猛虎卧荒丘,潜伏爪牙忍受。
 
不幸刺文双颊,那堪配在江州。
他年若得报冤仇,血染浔阳江口!
ยามเยาว์ศึกษาประว้ติคัดคัมภีร์
ยามใหญ่มีเล่ห์เพทุบายเชี่ยว
ดุจเสือร้ายเร้นกายหมอบเนินเปลี่ยว
งำเขี้ยวเล็บเก็บซ่อนอย่างอดทน
 
โชคร้ายถูกสักหน้าตราสองแก้ม
แถมเนรเทศเจียงโจวระเหหน
ปีหน้าล้างลบแค้นที่แสนทน
เลือดระคนนองปากน้ำสวินหยาง
ซ่งเจียงเขียนเสร็จหัวเราะชอบใจ ดื่มต่อไปอีกหลายจอก ฮึกเหิมคึกคะนอง รำมือวาดเท้า หยิบพู่กันขึ้นมา เขียนต่ออีกสี่วรรค
心在山东身在吴,飘蓬江海谩嗟吁。
他时若遂凌云志,敢笑黄巢不丈夫!
ใจคงอยู่ซานตงกายอยู่อู๋
เร่ร่อนอยู่ทะเลยุทธสุดอางขนาง
วันหน้าลุปณิธานผ่านฟ้ากว้าง
ใครอาจขวางหวงเฉาผู้เกรียงไกร
1
(หวงเฉา 黄巢 หัวหน้ากบฏยุคปลายราชวงศ์ถัง พื้นเพเป็นคนซานตง 山东 เริ่มก่อการทางภาคใต้ในเขตแคว้นอู๋ 吴
 ซ่งเจียงเป็นคนวิ่นเฉิงซานตง มาอยู่เจียงโจวภาคใต้ในเขตแคว้นอู๋)
เขียนเสร็จก็ลงชื่อปิดท้ายเอาไว้ว่า
郓城宋江作
ซ่งเจียงวิ่นเฉิงประพันธ์
เขียนเสร็จกลับมานั่ง ทิ้งพู่กันลงบนโต๊ะ ครึ้มใจขับร้องเพลง ดื่มต่ออีกหลายจอก แล้วชักไม่ไหวให้บริกรมาคิดเงิน แล้วโซซัดโซเซลงจากหอ กลับเข้าเมืองมายังค่าย พอถึงที่พัก ล้มตัวหลับจนถึงยามห้าจึงตื่นขึ้นมาจำไม่ได้ว่าไปดื่มแล้วทำอะไรเอาไว้
ตอนก่อนหน้า : ขาวคะนองคลื่น
ตอนถัดไป : บทเพลงพยากรณ์

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา