5 มี.ค. 2024 เวลา 02:08 • กีฬา

อัจฉริยะจอมอดทน การพุ่งทะยานของฟิล โฟเด้น

ฟิล โฟเด้น ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุค และเป็นเอ็มวีพีของฟุตบอลโลก u-17 อย่างไรก็ตาม เส้นทางกับทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ซิตี้ก็ไม่ง่ายขนาดนั้น เขาต้องใช้ความอดทนอย่างมากทีเดียวกว่าจะถูกยอมรับจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จนกลายเป็นแกนหลักของสโมสรอย่างทุกวันนี้
ย้อนกลับไปในเดือนเมษายนปี 2017 ทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้าชิงเอฟเอ ยูธ คัพ กับทีมเยาวชนเชลซี
ผลลัพธ์คือ ดาวรุ่งเชลซี ที่ประกอบด้วย เมสัน เมาท์, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และ รีซ เจมส์ เอาชนะแมนฯ ซิตี้ไปได้ คว้าแชมป์ไปครอง อย่างไรก็ตาม มีผู้เล่น 2 คนของทีมเรือใบสีฟ้าที่โดดเด่นมากๆ นั่นคือเบอร์ 10 ฟิล โฟเด้น และเบอร์ 11 เจดอน ซานโช่
1
โฟเด้น และซานโช่ เป็นผู้เล่นที่ทักษะเลิศเลอมาก วิ่งเร็ว เลี้ยงบอลเก่ง แค่ดูแว้บเดียวก็รู้ว่าฝีเท้าระดับไหน โดยหลังจบเกม ไคดูน อัล-มูบารัก ประธานสโมสรแมนฯ ซิตี้ ทำนายว่าทั้งคู่ จะก้าวขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าได้อย่างแน่นอน
1
ณ เวลานั้น ทั้งสองคนอายุ 17 ปีเท่ากัน ซานโช่แก่กว่าโฟเด้น 2 เดือน จึงเติบโตมาอย่างเป็นเพื่อนกัน โดยแฟนๆ เรือใบก็หวังว่าจะได้เห็นทั้งคู่ ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคต
ประเด็นคือในช่วงซัมเมอร์ 2017 ทั้งคู่เจอทางแยกสำคัญ ว่าจะเลือกอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ต่อหรือไม่ เพราะมีหลายสโมสร สนใจดึงตัวไปอยู่ด้วย
เจดอน ซานโช่ ตัดสินใจขอย้าย เพราะเขามองว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมออลสตาร์ มีตัวรุกระดับโลกเต็มไปหมด แล้วจะให้โอกาสเด็กอายุ 17 ปีอย่างเขาแค่ไหน ซานโช่เลือกย้ายไปโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้โอกาสดาวรุ่ง
1
การตัดสินใจของซานโช่ ถือว่าเข้าใจได้ เพราะในรอบทศวรรษ คนที่แมนฯ ซิตี้ปั้นขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ได้ นับหัวได้เลย อาจจะมีเคเลชี่ อิเฮียนาโช่คนเดียว ที่เหลือพวกจอห์น กุยเดตติ หรือ เบน มี ก็ไม่เคยได้เล่นในพรีเมียร์ลีกสักนัดก่อนโดนปล่อยทิ้ง
มิชาเอล ซอร์ค ผู้บริหารของดอร์ทมุนด์ ให้คำสัญญาว่า จะให้ซานโช่ได้ลงเล่นมากที่สุด ทั้งบอลลีก บอลถ้วย และให้ค่าจ้าง 40,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ดังนั้นซานโช่จึงขอย้ายทีม และแมนฯ ซิตี้ ก็ตัดใจขายออกไปด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์
กรณีของซานโช่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ซานโช่โมเดล" นักเตะดาวรุ่งจะย้ายไปเล่นในลีกที่ไม่แข็งเกินไปเพื่อพัฒนาตัวเอง แล้วพอเก่งขึ้น ก็ค่อยย้ายไปอยู่ทีมใหญ่ระดับท็อปเท็นของโลก เคสอย่างจู๊ด เบลลิงแฮม หรือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ก็เป็นซานโช่โมเดลเช่นเดียวกัน
ซานโช่ย้ายไป แต่ฟิล โฟเด้น เลือกทำตรงข้าม เขาตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เหตุผลหลักคือทีมเรือใบสีฟ้า เหมาะสมที่สุดแล้วที่เขาจะพัฒนาตัวเอง
จะมีโค้ชคนไหนในโลกที่เก่งไปกว่าเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และคงมีไม่กี่ทีม ที่มีตัวรุกเทพๆ หลายคน อย่างดาบิด ซิลบา, เควิน เดอ บรอยน์, ลีรอย ซาเน่ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่ดาวรุ่งอย่างเขาสามารถศึกษาวิธีการเล่นได้
1
นอกจากนั้นโฟเด้นเองก็รักสโมสร เขาอยู่กับทีมมาตั้งแต่ u-9 เติบโตมาด้วยแพสชั่นของเรือใบสีฟ้าในสายเลือด ในฤดูกาล 2011-12 ที่แมนฯ ซิตี้ได้แชมป์ปีแรก เกมที่ 36 ของซีซั่น แมนฯ ซิตี้ ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 ได้ประตูชัยจากแวงซ็องต์ ก็องปานี เกมนั้นโฟเด้นเป็นเด็กเก็บบอลอยู่ข้างสนาม ได้เห็นโมเมนต์อันสวยงามของทีมด้วยตาตัวเอง
1
บ้านเกิดของเขาก็อยู่ที่เมืองสต๊อกพอร์ท ในเขตเกรตเตอร์ แมนเชสเตอร์ ก็ถือว่าเป็นเด็กท้องถิ่นคนหนึ่ง เขารู้สึกภูมิใจถ้าได้ลงเล่นให้ทีมในเขตบ้านเกิดของตัวเอง ถ้าย้ายไปต่างแดนไม่รู้ว่าจะมีความรู้สึกแบบนี้อีกไหม
รวมถึงอีกเรื่องที่สำคัญ คือตั้งแต่ย้ายมาอยู่อะคาเดมี่ของแมนฯ ซิตี้ สโมสรดูแลเขาดีทุกอย่าง จ่ายเงินให้เขา เข้าเรียนโรงเรียนชื่อดัง เซนต์ บี้ด เพื่อเอาวุฒิการศึกษา กรณีที่เป็นนักเตะอาชีพไม่ได้ จะได้ไปทำงานอย่างอื่นได้ ต่างจากบางสโมสรที่ไม่ใส่ใจมากขนาดนี้
เมื่อหักลบเหตุผลแล้ว เขาตัดสินใจย้ายทีมไปตายเอาดาบหน้า แบบซานโช่ไม่ได้จริงๆ
ซานโช่จากไป แต่โฟเด้นยังอยู่ นั่นทำให้เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตอบแทนความภักดีของโฟเด้น ด้วยการใส่ชื่อเขาไปร่วมทัวร์อเมริกา ในเดือนกรกฎาคม 2017 ตามด้วยให้ลงเล่นเป็นตัวจริงกับทีมชุดใหญ่นัดแรก ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับชัคเตอร์ โดเนตส์ ในเดือนธันวาคม 2017 ตอนที่โฟเด้น อายุ 17 ปี กับอีก 192 วัน เป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้ออกสตาร์ตตัวจริงในถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และสตาฟฟ์ของแมนฯ ซิตี้ ตั้งฉายาให้โฟเด้นว่า "สต๊อกพอร์ท อิเนียสต้า" เพราะมีทักษะการเลี้ยงบอลที่ไร้เทียมทานมาก ตัวเล็ก แต่คล่องแคล่วเหลือเชื่อ โฟเด้นเคยเดินไปตามท้องถนน แล้วเตะบอลลอดขาชาวบ้านได้แบบง่ายๆ ทุกคน
ครั้งหนึ่งเคยมีแชมเปี้ยนฟรีสไตล์ นักเลี้ยงบอลที่ชอบโชว์ทริกดวลกับคนอื่น มาเยือนสนามซ้อมของแมนฯ ซิตี้ แล้วจะมีเซสชั่นให้ดวลกับนักเตะแมนฯ ซิตี้หนึ่งคน ปรากฏว่า รุ่นพี่ ทั้งเซร์คิโอ อเกวโร่ และ ดาบิด ซิลบา ส่งโฟเด้นไปดวลกับแชมเปี้ยนฟรีสไตล์ ปรากฏว่าโฟเด้นชนะแบบถล่มเละ ทักษะเขาสุดยอดถึงระดับนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้เป๊ปจะชื่นชอบโฟเด้นแค่ไหน ความน่าสนใจคือ เขาไม่เร่งรีบในการใช้งานนักเตะ และให้โอกาสลงเล่นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากๆ
ฤดูกาล 2017-18 ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก 5 นัด (ตัวจริง 0 สำรอง 5)
ฤดูกาล 2018-19 ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก 13 นัด (ตัวจริง 3 สำรอง 10)
ฤดูกาล 2019-20 ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก 23 นัด (ตัวจริง 9 สำรอง 14)
ณ เวลานั้น สื่อมวลชนอังกฤษ วิจารณ์ว่าเป๊ปให้โอกาสโฟเด้นน้อยเกินไป แล้วเด็กจะพัฒนากันอย่างไร โฟเด้นมีดีกรีโกลเด้นบอลของศึกชิงแชมป์โลกรุ่น u-17 และเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในเจเนเรชั่นนั้น ถ้าเขาย้ายไปอยู่ทีมอื่นได้ลงเยอะกว่านี้มากๆ ถ้าเป็นนักเตะหลายคนก็จะไม่แฮปปี้แน่นอน ตัวอย่างเช่น โคล พาล์มเมอร์ ซึ่งก็ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม เมื่อเห็นว่าได้โอกาสลงเล่นไม่เยอะพอ
ในช่วงนั้น มีคนนำโฟเด้นไปเปรียบเทียบกับเจดอน ซานโช่ตลอดเวลา เพราะในขณะที่โฟเด้นได้ลงตัวจริงไม่ถึง 10 เกมต่อฤดูกาล แต่ซานโช่ กลายเป็นตัวหลักของดอร์ทมุนด์ไปแล้ว มูลค่าการตลาดทะยานขึ้นไปสูงลิ่ว และก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่เรียบร้อย
ฤดูกาล 2017-18 ได้เล่นในบุนเดสลีกา 12 นัด (ตัวจริง 7 สำรอง 5)
ฤดูกาล 2018-19 ได้เล่นในบุนเดสลีกา 34 นัด (ตัวจริง 26 สำรอง 8)
ฤดูกาล 2019-20 ได้เล่นในบุนเดสลีกา 32 นัด (ตัวจริง 25 สำรอง 7)
เราจะเห็นเลยว่าโอกาสได้ลงสนาม ของซานโช่ มากกว่าโฟเด้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนเลยมองว่า "ซานโช่โมเดล" ดูจะสัมฤทธิ์ผลมากกว่า "โฟเด้นโมเดล"
แม้ใครจะพูดอย่างไร แต่โฟเด้นขออยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ต่อ เขาเชื่อในวิธีการของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดังนั้นจึงไม่เคยออกลูกงอแง ก้มหน้าก้มตาซ้อมอย่างอดทน และเรียนรู้จากรุ่นพี่รอบตัว
ต้นแบบของโฟเด้น คือราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ดาบิด ซิลบา เขาอธิบายว่า "ทุกครั้งที่ผมเห็นราฮีม ผมรู้สึกว่าเขาเก่งขึ้นทุกวัน ราฮีมช่วยแนะนำผมในเรื่องทริกต่างๆ ในสนาม และบอกว่าสิ่งที่นักเตะดาวรุ่งจะก้าวไปสู่ระดับทีมชาติอังกฤษ ต้องเจออะไรบ้าง"
ส่วนดาบิด ซิลบานั้น โฟเด้นชื่นชอบทักษะในการจ่ายบอล การเลี้ยงกินตัว เขาอยากสร้างความพิเศษให้ได้แบบนั้นบ้างในสนาม
กวาร์ดิโอล่า ไม่รีบร้อนที่จะส่งโฟเด้นลง เพราะไม่อยากให้นักเตะพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จเร็วเกินไป ค่อยเรียนรู้ไปทีละช้าๆ เมื่อทุกอย่างพร้อม เดี๋ยวโฟเด้นก็จะได้เป็นตัวจริงเอง "เขาจะได้โอกาสแน่ แต่เราอยากพัฒนาเขาให้สมบูรณ์กว่านี้ก่อน ผมไม่อยากให้เขาสูญเสียความเร็วและความคล่องไป แต่ในพื้นที่สุดท้าย เขาต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ความเร็วระดับไหนให้เป็นประโยชน์"
"สิ่งที่ผมต้องการจากเขา คือความเข้าใจเกมที่มากกว่านี้ เช่น ถ้าคุณดวลตัวต่อตัวกับฟูลแบ็ก คุณกระชากเข้าไปยิงได้เลย ไม่ต้องส่งให้ใครแล้ว แต่ถ้าคุณเจอคู่แข่ง 3-4 คนมาประกบคุณ นั่นหมายความว่า จะมีเพื่อนร่วมทีม 1-2 คนที่ยืนโล่ง ดังนั้นคุณต้องเลือกจ่ายบอลในจังหวะนั้น"
"การตัดสินใจแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าคุณอยากเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ คุณต้องตัดสินใจได้ถูกต้อง ในทุกๆ ครั้ง"
3
โฟเด้นมีพรสวรรค์จริง แต่ยังไม่เข้าใจเกมมากพอ ทำให้กวาร์ดิโอล่าค่อยๆ สอนอย่างใจเย็น และลองให้โฟเด้นเล่นหลายตำแหน่ง ปีกบ้าง, หน้าต่ำบ้าง, False 9 บ้าง
2
ถ้าหากไม่มั่นใจว่าเป็น ผู้เล่นที่ดีที่สุดจริงๆ เป๊ปก็จะยังไม่ส่งลงใช้งาน ในช่วงนั้นโฟเด้นจึงต้องซ้อมหนักไปเรื่อยๆ อย่างอดทน
1
โฟเด้นบอกว่า "ผมเข้าใจเป๊ปนะ สิ่งที่ผมทำได้คือซ้อมเต็มที่ในทุกๆ วัน ถ้าหากวันหนึ่งผมถูกส่งลงเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง นั่นแปลว่าผมดีพอ เก่งพอ ที่จะได้เล่น"
1
"ตอนนี้ผมก็แค่หวังจะได้เล่นมากขึ้น ถ้าถูกส่งลงผมก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ยังไงซะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เป็นทีมที่ผมเชียร์ตั้งแต่เด็ก ผมฝันมาตลอดว่จะเล่นให้ทีมนี้ ทุกครั้งที่ได้โอกาส ไม่ว่าจะกี่นาที ผมก็มีความสุขเสมอ"
2
หลังจบฤดูกาล 2019-20 ดาบิด ซิลบา ย้ายทีมไปเล่นให้เรอัล โซเซียดัด บอร์ดบริหารถามเป๊ปว่าจะซื้อใครมาแทน เป๊ปตอบว่า "เราไม่ต้องลงทุนซื้อใคร เพราะเรามีฟิลอยู่แล้ว พ่อมดคนต่อไปในทีมของเราคือเขานี่แหละ"
4
การอดทนมา 3 ฤดูกาล มันค่อยๆ สั่งสมวิชาให้เขา กลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้น และในที่สุดโฟเด้นก็ดีพอแล้วในสายตากวาร์ดิโอล่า ดูพร้อมแล้วที่จะแบกรับความกดดัน สามารถลงเป็นตัวจริงได้
ในฤดูกาลที่ 4 กับทีมชุดใหญ่ (2020-21) โฟเด้นวัย 20 ปี ผลิบานอย่างสมบูรณ์ เขาพร้อมแล้วที่จะเล่นเป็นประจำ โฟเด้นได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 28 นัด (ตัวจริง 17 สำรอง 11) และได้โอกาสติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรก
จากนั้นมาโฟเด้นก็ลงเล่นเป็นตัวจริงให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างต่อเนื่อง สถานะในทีมของเขาคือ Untouchable เป็นคนที่ไม่มีทางโดนขายแน่นอน เพราะเป็นเด็กปั้นจากอะคาเดมี่ เป็นความภูมิใจของคนท้องถิ่น และที่สำคัญฝีเท้าก็เป็นของจริงด้วย
ตัวเป๊ป กวาร์ดิโอล่า รู้สึกภาคภูมิใจในโฟเด้นเสมอ โดยกล่าวว่า "เมื่อคุณได้เห็นฟิลค่อยๆ ผลิบานอย่างที่เห็น มันเป็นความสุขของคนเป็นโค้ช บางทีเขาอาจจะรู้สึกอยู่บ้าง ที่ไม่ได้เล่นเยอะอย่างที่ต้องการ แต่เขาเป็นมืออาชีพพอที่จะทำงานของตัวเองไป นี่คือทัศนคติของเด็กหนุ่มที่ผมอยากให้มี"
"กรณีของฟิล โฟเด้น เป็นตัวอย่างที่ผมจะบอกกับนักเตะทั้งชุดใหญ่ และเยาวชนอยู่เสมอ ว่าแม้ในเส้นทางอาชีพ อาจจะมีล้มเหลว หรือ สมหวัง แต่การทำงานอย่างหนักด้วยความอดทนคือสิ่งสำคัญ ทุกครั้งในสนามซ้อมฟิลจะส่งพลังบวกให้คนอื่นเสมอ และถ้าเขาทำอะไรพลาด ก็จะพยายามทำมันอีกครั้งในแบบที่ถูกต้อง"
1
ในฤดูกาลปัจจุบัน โฟเด้น ลงเล่นไป 27 นัด (ตัวจริง 25 สำรอง 2) ว่าง่ายๆ คือพรีเมียร์ลีกทุกนัดในซีซั่นนี้ เขาได้ลงสนามหมด นี่เป็นนักเตะคีย์แมนที่ทีมเรือใบสีฟ้าจะขาดไม่ได้ไปแล้ว แถมผลงานก็ยอดเยี่ยม ยิง 10 แอสซิสต์ 7 เล่นได้โดดเด่นมากจริงๆ
1
กรณีของโฟเด้น เป็นเคสที่วงการฟุตบอลอังกฤษจะพูดถึงกันบ่อยๆ ว่า โมเดลในการเป็นซูเปอร์สตาร์ก็มีหลายแบบ จะ "ซานโช่โมเดล" ย้ายไปเล่นให้ทีมที่พร้อมส่งลงเล่นมากกว่า ก็เป็นวิธีหนึ่ง หรือ "โฟเด้นโมเดล" อดทนรอจนพร้อมจริงๆ ก็ได้เหมือนกัน
นักเตะแต่ละคนต้องเลือกโมเดลที่เหมาะกับชีวิตของตัวเอง แต่อย่างเคสของโฟเด้นก็พิสูจน์แล้วว่า การอดทนรอ และเรียนรู้จากเป๊ป และรุ่นพี่ในทีมแมนฯ ซิตี้อยู่หลายปี เป็นการอดทนที่คุ้มค่ากับตัวเขาอย่างแท้จริง
โฆษณา