Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
น้าบอล
•
ติดตาม
14 มี.ค. 2024 เวลา 07:31 • การเมือง
ไม่มีอะไรใหม่เลย (ยุบพรรคก้าวไกล)
อย่างที่เราเห็นเป็นข่าวโดยทั่วไป กกต ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล แต่เรื่องนี้แทบไม่เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใดสำหรับผู้ที่ "เข้าใจ" การเมืองไทยเป็นอย่างดี
สิ่งที่อนาคตใหม่จนมาถึงก้าวไกลกำลังพบเจอ ณ ขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย ตรงกันข้าม นี่เป็นการเมืองที่เกิดมาแล้วอย่างน้อยนับตั้งแต่ปี 2549
พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย เจอมาหมดแล้วทั้งสิ้น
แต่ที่ผมเขียนนี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้อ่านเห็นใจหรือต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อไทยทำในทางการเมืองหลังเลือกตั้ง 2566
แต่เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเพื่อไทยมาแต่แรกแต่อย่างใด
ทั้งคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยทำแค่ "อาศัยจังหวะ" ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการปรับเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ คุณทักษิณรู้ดีว่าจังหวะนี้หาได้ไม่ง่ายนักหากต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเองและครอบครัว จึงใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่เพื่อแลกกับต้นทุนที่สั่งสมมาตลอด 20 ปี
แต่นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของข้อเขียนนี้ ผมต้องการกล่าวถึงก้าวไกลมากกว่า
พรรคก้าวไกลกำลังเผชิญหน้ากับยุทธศาสตร์ใหม่ของฝ่ายจารีตมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 2566
ยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นคือ "เป็าหมายทำลายพลัง ลดทอนความชอบธรรม และโดดเดี่ยวการเมืองสีส้มบนกระดานอำนาจไทย"
คุณจะเข้าใจยุทธศาสตร์นี้ได้ คุณต้องลองคิดแบบนายทหารระดับเสธที่มีประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9
ธรรมชาติของการคิดแบบทหารคือการคิดบนฐานเรื่องต้องการเอาชนะศัตรูในสนามรบ "ทุกวิธีการ" แต่สนามรบนี้คือสนามรบการเมือง ไมใช่การทหาร แต่สามารถใช้แนวคิดการทหารมาประยุกต์ใช้ได้ไม่ยาก
ทหารไทยมีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนานมากๆ ยาวนานการกว่าการเมืองสีส้มไม่รู้กี่เท่า หากนับประสบการณ์ทางการเมืองสมัยใหม่ของทหารไทยก็นับได้มาตั้งแต่หลังรัชกาลที่ 5 ได้ด้วยซ้ำไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง 2475 ที่ทหารไทยต้องสู้รบกับฝ่ายซ้ายไทย ซึ่งฝายซ้ายไทยมีจุดเด่นในเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง นี่จึงเป็นประเด็นว่าทหารไทยจึงไม่ได้หน้าใหม่ในทางการเมือง ตรงกันข้าม พวกเขาใช้การเมืองสู้รบกับซ้ายไทยมานานก่อนที่สีส้มจะปรากฎตัวขึ้นเสียอีก
เราทุกคนต่างรู้ดีว่ากองทัพและสถาบันกษัตริย์หลัง 2475 เป็นต้นมา มีความสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ในระดับที่แทบจะเป็นเอกภาพเดียวกัน มีแค่บางช่วงที่ขัดแย้งกันสั้นๆ แต่ในภาพรวมก็คือเอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัชกาลที่ 10 ขึ้นสู่อำนาจ กองทัพถูกทำให้ขึ้นตรงต่อกษัตริย์มากยิ่งขึ้น อำนาจกษัตริย์กระชับยิ่งขึ้นจากฐานกำลังทหาร
การปรับยุทธศาสตร์หลังเลือกตั้ง 2566 สิ่งที่ฝายจารีตต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก คือ การสลายเอกภาพระหว่างก้าวไกลและเพื่อไทยออกจากกัน เขารู้ว่าอนาคตข้างหน้าไม่สามารถปฎิเสธการเลือกตั้งได้ ดังนั้น จึงต้องทำให้เกมเลือกตั้งอยู่ในความได้เปรียบมากที่สุด การทำลายเอกภาพของขั้วอำนาจอื่นจึงจำเป็น การดึงเพื่อไทยมาเป็นพันธมิตรเป็นเรี่องจำเป็น
ประการต่อมา ต้องโดดเดี่ยวก้าวไกลบนกระดานอำนาจไทย พวกเขารู้ดีว่ายุบพรรคก็ไม่จบ ตัดสิทธิ์ก็ไม่จบ ถอดบทเรียนมาแล้วตั้งแต่สมัยสู้กับไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทย แต่เขาก็รู้ดีอีกว่าเมื่อทำลายพลังไม่ได้ทั้งหมด (โดยเฉพาะพลังมวลชนสีส้ม) แต่สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ "สร้างต้นทุน" เพิ่มให้แก่ก้าวไกล และล้อมกรอบเอาไว้ไม่ให้ขยับทำอะไรได้ง่ายๆ
"ต้นทุน" ที่ว่านี้คือทรัพยากรทางการเมืองที่มีในมือของก้าวไกล
คิดแบบทหาร คือ แม้รู้ว่ายังไม่สามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างเด็ดขาด การทำลายทรัพยากรในสนามรบของศัตรูจึงเป็นบันไดขั้นหนึ่งทีจำเป็นต้องทำ เพราะในสนามรบนั้น ทรัพยากรทำสงครามเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด
ในทางการเมือง ทรัพยากรมิใช่อาวุธ มิใช้กระสุนปืน มิใช่รถถัง แต่หากเป็น "ความชอบธรรม" และ "ผู้คนที่อยู่ในขบวนการต่อสู้" รวมถึง "แรงสนับสนุนจากประชาชน"
ทหารประเมินทุกอย่างเท่าที่พวกเขาวิเคราะห์ออก เมื่อยุทธศาสตร์ใหญ่คือการทำลายก้าวไกล ดังนั้นวิธีการที่ใช้ก็ต้องตีวงล้อมและค่อยๆทำลายทรัพยากรของก้าวไกลลงไปทีละส่วน
การจัดแขน ตัดขา ในทางการเมือง จึงเป็นวิธีการที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะรู้ดีว่ายุบพรรคตัดสิทธิ์ไม่สามารถสกัดก้าวไกลได้ก็ตาม เพราะแรงสนับสนุนทางการเมืองจากประชาชนยังสูงอยู่
การนำเพื่อไทยออกจากพันธมิตรกับก้าวไกลจึงเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของจารีต
คุณทักษิณอยากกลับบ้าน อยากพาคุณยิ่งลักษณ์กลับบ้าน อยากล้างมลทินทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น ก็ต้องยอมแลกต้นทุนตัวเองกับยุทธศาสตร์นี้ของจารีต ดังนั้น คุณทักษิณจึงไม่มีอำนาจเหนือกว่าอนุรักษ์นิยมเลยแม้แต่น้อยแม้ว่า ณ ขณะนี้สายการเมืองกลุ่มต่างๆจะวิ่งไปบ้านจันทร์ส่องหล้ามากมายก็ตาม
คุณทักษิณจึงเล่นไปตามระเบียบอำนาจของจารีตขีดเส้นเท่านั้น ซึ่งพวกเขากำหนดมาตั้งแต่หลังปี 2549 แล้ว noting more
พรรคก้าวไกลและกลุ่มการเมืองสีส้มจึงต้องเผชิญหน้ากับการเมืองแบบหลัง 2549 เช่นเดิม เมื่อเป้าหมายคือการทำลายพลังสีส้ม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องดำเนินการไปตามนั้น และจะทำอย่างระมัดระวังมากขึ้นเพราะมีประสบการณ์มาแล้วสมัยยังสู้กับเสื้อแดง
การชงเรื่องส่งศาลเพื่อยุบพรรคก็คือ 1 ในกระบวนการเหล่านั้น
การยุบพรรคมิอาจทำให้พลังการเมืองสีส้มหมดลงได้ก็จริง แต่สำหรับคนทำงานและคนในพรรคแล้ว มันคือ "ต้นทุน" ที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น
จารีตเองก็ไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่ายุบพรรคแล้ว ยังไงก็ไม่จบ เขาก็รู้ว่ามันไม่จบ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือการทำลายทรัพยากรทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามลงไปทีละส่วนต่างหาก
สนามรบที่ตัวเองได้เปรียบ คือสนามรบที่ฝ่ายตรงข้ามเหลือทรัพยากรน้อยลงทุกที
ต่อให้คนในพรรคก้าวไกลหยั่งรู้ทุกอย่างราวขงเบ้ง แต่ในสนามรบจริง หลายครั้งมันวัดกันที่ทรัพยากรในมือ การรู้จักใช้ทรัพยากร การวางแผนที่รัดกุมกว่า พันธมิตรที่มีในมือ และการอาศัยจังหวะที่ดีกว่าในการบรรลุเป้าหมายแต่ละส่วน
คุณดูได้เลย ตอนนี้ก้าวไกลแทบทำอะไรไม่ได้นอกจาก "ตั้งรับ" กันอย่างเดียว
(ถ้าหากต้องการยืนระยะสู้ต่อ คนในพรรคก้าวไกลต้องเค้นมันสมองกันให้หนักกว่านี้อีก 2-3 เท่าตัว ไม่งั้นจะทำได้แค่ตั้งรับกับถอยหลังอย่างเดียว จารีตเขาครบเครื่องเรื่องอำนาจกว่ามาก แม้ 20 กว่าปีมานี้ไม่เคยชนะเลือกตั้งเลยก็ตาม)
นี่คือประเด็นหลักของการยุบพรรคครับ
อย่าลืมว่ารัชกาลที่ 10 ท่านก็คิดแบบทหารเช่นกัน เพราะท่านเป็นทหาร รายล้อมด้วยนายทหารระดับสูง มีที่ปรึกษาชั้นยอดไว้ทำงาน
ผมจึงพูดมาเสมมอว่าคุณทักษิณและเพื่อไทยไม่ได้ชนะในเกมนี้แม้ได้ตั้งรัฐบาลก็ตาม
การเล่นตามเกมที่จารีตขีดเอาไว้ให้ สะท้อนว่าไม่มีอำนาจเหนือเขาครับ
ตอนนี้เขามุ่งเป้าทำลายการเมืองสีส้มซึ่งเขาถือว่าเป็นศัตรูของเขา เขาชัดเจนเรื่องนี้ และไม่มีอะไรใหม่เลย....
@น้าบอล
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย