30 มี.ค. 2024 เวลา 01:32 • ประวัติศาสตร์

โมฮัมหมัด อาหมัด : “ผีบุญ” แห่งซูดาน จากครูสอนศาสนาสู่นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1881 หมอสอนศาสนาผู้หนึ่งในซูดาน (Sudan) ประกาศตนว่าเป็นมะฮ์ดี (Mahdi) ผู้ซึ่งจะมาปลดปล่อยมนุษยชาติ ปราบปรามความอยุติธรรมให้หมดจากโลกนี้ก่อนวันกิยามะห์ (วันสิ้นโลก)
การประกาศตัวเป็นมะฮ์ดีของเขา สร้างความไม่สบายใจให้แก่รัฐบาลอียิปต์ ขั้นแรก ในเดือนสิงหาคม ผู้ว่าการอาณานิคมซูดาน ได้ส่งกองกำลังทหารติดอาวุธทันสมัย คือ ปืนเล็กยาวบรรจุท้ายเรมิงตัน จำนวนสองกองร้อย ขึ้นบกที่เกาะอบา (Aba) เพื่อพา “มะฮ์ดี” มารายงานตัวที่คาร์ทูม
เมื่อทหารอียิปต์ขึ้นบกที่อาบา เหล่าผู้ศรัทธาของมะฮ์ดีต้อนรับพวกเขาด้วยดาบและหอกอย่างฉับพลัน ทำให้ทหารอียิปต์ที่มีอาวุธครบมือถูกสังหารไปหลายนาย ที่เหลือรอดก็ขึ้นเรือกลไฟกลับไป ชัยชนะครั้งแรกเกิดแต่ฝ่ายผู้ศรัทธา
ณ วินาทีนี้ การปฏิวัติมะฮ์ดี (Mahdist revolution) ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
มะฮ์ดีผู้นี้มิเพียงแต่ผู้นำชาวซูดานนับร้อยนับหมื่นก่อกบฏต่อเจ้าอาณานิคม แต่เขายังเป็นผู้สร้างรัฐอิสลามขนาดใหญ่บนซูดานที่มีอายุถึง 14 ปี ด้วยอำนาจแห่งศรัทธาและหอกดาบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ ในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า
และมะฮ์ดีผู้นั้น มีนามว่า มูฮัมหมัด อาหมัด บิน อับดุลลาห์ บิน ฟาฮาล (Muhammad Ahmad bin Abdullah bin Fahal) ครูสอนศาสนาผู้มีชื่อเสียง ซึ่งได้อ้างตนเป็นมะฮ์ดี มากำจัดความทุรยศเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน
- ชีวประวัติช่วงต้น
มูฮัมหมัด อาหมัด เป็นชาวซูดานโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1844 ณ เกาะลาบับ (Labab) ใกล้กับจังหวัดดองโดลา (Dongola) เป็นบุตรของเซย์ยิด อับดุลเลาะห์ (Sayid Abdullah) นายช่างต่อเรือ เขาเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดและได้อ้างตัวเองเป็นทายาทแห่งศาสนทูตมูฮัมหมัดด้วย
บิดาของมูฮัมหมัดเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก ลุงจึงเป็นผู้เลี้ยงดูเขาและพี่น้องทุกคนนับตั้งแต่นั้น ในบรรดาพี่น้องทุกคน มูฮัมหมัดเป็นผู้ที่แสดงตนอย่างแน่ชัดว่าใฝ่ใจในการศึกษาศาสนา มิใช่การต่อเรืออย่างพี่น้องคนอื่นๆ
มูฮัมหมัดเรียนอ่านเขียนครั้งแรกที่โรงเรียนศาสนาของหมู่บ้าน และได้ไปศึกษาต่อที่คาร์ทูม (Khartoum) เกซิรา (Gezira) และอัลกูบุช (al-Ghobosh) ใกล้เมืองเบอเบอร์ ตามลำดับ มูฮัมหมัดขึ้นชื่อเรื่องการปฏิบัติตนที่เคร่งครัด ว่ากันว่าเขาไม่ยอมรับประทานอาหารที่โรงเรียนจัดให้ เพราะมันมาจากภาษีประชาชน ที่รัฐบาลอียิปต์ไปขูดรีดมาอย่างทารุณ ภายหลังจากศึกษาที่อัลกุบุช มูฮัมหมัดตัดสินใจหันหลังให้กับการศึกษาตามระบบ เขาเลือกที่จะไปบำเพ็ญตนและศึกษาอิสลามนิกายศูฟี (Sufism)
ในปีค.ศ.1861 เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ชีค มูฮัมหมัด ชารีฟ นูร์ อัลดาอิม (Shaykh Muhammad Sharif Nūr al-Da'im) อาจารย์ลัทธิศูฟีแห่งจังหวัดเซนนาร์ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่อยู่กับอาจารย์ มูฮัมหมัดมุ่งบำเพ็ญเพียญ ปฏิบัติศาสนกิจอย่างไม่ย่อหย่อน จนได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ ให้เป็นชีคของสำนัก ไปเผยแพร่ศาสนาให้กว้างไกล ถ้าลองนับดูคร่าวๆ แล้ว จะเห็นได้ว่า มูฮัมหมัดได้เป็นชีค หรือหมอสอนศาสนาเมื่ออายุราวๆ 23-24 ปีเท่านั้น
ในปีค.ศ.1870 ชีคมูฮัมหมัด พร้อมพี่น้องของเขา ได้ย้ายมาอยู่ที่เกาะอบา (Aba Island) บริเวณแม่น้ำไนล์ขาว (White Nile) ณ ที่แห่งนี้ พี่น้องของมูฮัมหมัดประกอบอาชีพต่อเรือ ส่วนตัวเขามุ่งบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไป
แนวทางของเขาเป็นที่ศรัทธามากในชนพื้นเมือง ซึ่งต่อมาจะเป็นแกนหลักของกองกำลังกบฏในอนาคต ชื่อเสียงของมูฮัมหมัดเริ่มกว้างขวางขึ้น ถึงขั้นว่าหลายคนที่เดินเรือผ่าน หรือขึ้นพักที่เกาะอบา ต้องมาเคารพพบเจอกับผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งอบา ที่เลื่องชื่อเรื่องแนวทางปฏิบัติอันเคร่งครัด และปาฏิหาริย์อันลึกลับ แม้แต่เรือกลไฟที่แล่นผ่าน แม้ไม่แวะ ก็จะลดความเร็วลงเพื่อแสดงความเคารพผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งอะบาด้วย
- การแตกแยกกับอาจารย์ และเส้นทางใหม่
แม้มูฮัมหมัดจะโด่งดังมีชื่อเสียง แต่เขาก็ยังเคารพอาจารย์ของเขาเสมอมา จนกระทั่งทั้งสองนั้นมีเรื่องต้องบาดหมางกัน และแยกทางกันในที่สุด
จุดเปลี่ยนเรื่องความสัมพันธ์นั้น เริ่มจากในปี ค.ศ.1878 ในพิธีสุนัตบุตรชายของชีคมูฮัมหมัดชารีฟ เขาอนุญาตให้จัดงานร้องเล่นเต้นรำอย่างสนุกสนาน ซึ่งมูฮัมหมัดผู้เป็นศิษย์ไม่เห็นด้วย และวิจารณ์ผู้เป็นอาจารย์ว่าทำผิดหลักศาสนา การกระทำของเขาทำให้อาจารย์โกรธมาก และประกาศไล่เขาออกจากสำนักทันที ซึ่งเป็นไปได้ว่า สาเหตุที่ชีคมูฮัมหมัดตัดสินใจขับไล่ศิษย์ตนเอง นอกจากการถูกวิจารณ์แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความริษยาในตัวผู้เป็นศิษย์ด้วย
แม้จะถูกขับออกจากสำนัก แต่มูฮัมหมัดยังไม่ละทิ้งแนวทาง เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ชีค อัล กุราชิ อัลเซน (Shaykh al-Qurashi al-Zayn) แห่ง อัล มาซาลลามัลยา (al-Masallamlya) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอิสลามลัทธิศูฟีเหมือนกัน ระหว่างนี้ มูฮัมหมัดก็ได้กลับไปบำเพ็ญเพียรต่อที่เกาะอบา และได้ออกเผยแพร่ศาสนาตามที่ต่างๆ
แนวทางการสั่งสอนของเขา เน้นที่การตีความตามเนื้อหาในอัลกุรอ่านอย่างเคร่งครัด หรือที่เรียกกันว่ามูลฐานนิยม (fundamentalist) และการดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์ตามหลักศาสนาอิสลาม เชื่อว่าชีวิตปัจจุบันเป็นการทดสอบจากพระเจ้า เพื่อคัดสรรผู้เชื่อเข้าสู่ดินแดนอันเป็นนิรันดร์
4
- ประกาศตนมะฮ์ดี
ในราวเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1878 ชีค อัลกุราชิ ถึงแก่ความตาย มูฮัมหมัดมาร่วมพิธีศพและได้เป็นแม่กองสร้างโดมคลุมศพอาจารย์ของเขา ในเวลานี้ สาวกของชีคอัลกุราชิยกเขาให้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ และได้บอกความจริงประการหนึ่งให้มูฮัมหมัดทราบว่า “มะฮ์ดี” จะเป็นบุคคลในหมู่พวกเรานี่หล่ะ
ระหว่างที่มูฮัมหมัดอยู่เมืองมาซาลลามัลยา ได้มีชาวซูดานผู้หนึ่ง นามว่า อับดุลลาฮี อิบนุ มูฮัมหมัด (Abdallahi ibn Muhammad) ผู้ซึ่งกำลังตามหาผู้มีบุญที่จะบังเกิดในซูดาน อับดุลลาฮีเชื่อว่ามูฮัมหมัดคือผู้มีบุญมาโปรด เขาจึงปวารณาตนเป็นผู้ติดตาม ในอนาคต เขาจะเป็นศิษย์คนสนิทของมูฮัมหมัด และเป็นผู้สืบทอดรัฐอิสลามของเขาด้วย
เมื่อกลับมายังเกาะอบา พร้อมอับดุลลาฮี มูฮัมหมัดก็เริ่มสำแดงตนเป็นมะฮ์ดีตามคำพยากรณ์ ในขั้นต้นได้แพร่กระจายเรื่องของเขาผ่านลูกศิษย์ในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ.1881 เมื่อเผยแพร่เรื่องนี้ให้แก่ศิษยานุศิษย์แล้ว เขาได้เผยแพร่เรื่องนี้ต่อผู้คนทั่วไปในการเยือนกอร์โดฟาน ตามคำแนะนำของอับดุลลอาฮี
และในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1881 มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชิญบุคคลสำคัญทั้งหมดในซูดานมาที่เกาะอบา วันนั้น เขาได้ประกาศตนเป็นมะฮ์ดี ผู้ช่วยให้รอดของมนุษยชาติต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
- ทำไมมูฮัมหมัดต้องประกาศตนเป็นมะฮ์ดี?
ข้อพิจารณาที่ว่าทำไมมูฮัมหมัดจึงต้องประกาศตนเป็นมะฮ์ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือสาเหตุของการปฏิวัติมะฮ์ดี มีอยู่หลายแง่หลายมุมมอง สามารถประมวลออกมาอย่างคร่าวๆ ได้สามสาเหตุ ดังนี้
• อุดมการณ์ และความเชื่อทางศาสนา
ตามความเชื่ออิสลาม มะฮ์ดี คือผู้ที่จะลงมาปกครองมนุษยชาติในช่วงสุดท้ายก่อนถึงวันกิยามะห์ เวลานั้นทั้งโลกจะเข้าสู่ยุคแห่งความสงบสุข ความชั่วร้ายทุกประการจะถูกกวาดล้าง ซึ่งพิจารณาดูแล้ว โลกภายใต้มะฮ์ดี มีความเป็น "เมืองในอุดมคติ" เหมือนกับความคิดเรื่อง "พระศรีอาริย์" ในฟากฝั่งบ้านเรา
ในส่วนของมูฮัมหมัด เขาเองก็ปราถนาสังคมที่ไร้ซึ่งการกดขี่จากเจ้าอาณานิคม หวังจะฟื้นฟูสังคมใหม่ให้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลามบริสุทธ์ ดังนั้น การประกาศตนเป็นมะฮ์ดีของเขา จึงสอดคล้องกับความเชื่อและความหวังของประชาชน และอุดมการณ์ของเขาเองด้วย
• ความทุกข์ยาก และการทุจริต
ซูดานตกเป็นอาณานิคมของอียิปต์มาตั้งแต่ค.ศ.1820 เป็นผลจากสงครามขยายอำนาจของมูฮัมหมัด อาลี มหามนตรีแห่งอียิปต์ (Muhammad Ali Pasha) แนวทางการปกครองของมูฮัมหมัดเน้นไปในทางปฏิรูปเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ดินแดน แต่กระนั้นแล้วจุดประสงค์หลักก็เพื่อการดึงเอาทรัพยากรมาสู่รัฐบาลกลางในไคโร ไม่ว่าจะในรูปแบบภาษี หรือทรัพยากรบุคคลเช่นทาส ชาวซูดานต้องประสบกับการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม การขูดรีดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) มหามนตรีแห่งอียิปต์
ซ้ำร้ายยังมีการทุจริตในหมู่ผู้ปกครองตั้งแต่บนลงล่างอย่างเป็นระบบระเบียบ แน่นอนว่านำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ขูดรีด และเลือกปฏิบัติอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงที่เคดีฟอิสมาอิล ปาชา (Isma'il Pasha) ปกครองอียิปต์ รัฐบาลต้องประสบกับวิกฤตการณ์คลังที่เสี่ยงล้มละลาย ก็เลยมีการออกมาตรการเก็บภาษีใหม่ในซูดาน ทำให้ชาวซูดานต้องแบกรับภาษีที่หนักกว่าเดิมเข้าไปอีก
แน่นอนว่า การบริหารปกครองท้องถิ่นที่ย่ำแย่เช่นนี้ ทำให้ประชาชนชาวซูดานส่วนใหญ่ยากจนข้นแค้น มีเพียงชนส่วนน้อยเท่านั้นที่ร่ำรวย โดยมากก็เป็นพวกพ่อค้าวาณิชย์เท่านั้น
ระหว่างที่มูฮัมหมัด อาหมัดได้เดินทางเผยแพร่ศาสนา เขาคงได้เห็นและตระหนักถึงความทุกข์ยากของชาวซูดาน นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาตัดสินใจประกาศตนเป็นมะฮ์ดี เพื่อปลดแอกชาวซูดานจากพวกนอกศาสนาที่กดขี่ทารุณอย่างโหดร้าย และนำความสงบสุขมาสู่แผ่นดิน
• รัฐบาลกลางไม่สามารถรักษาอำนาจได้
เคดีฟ อิสมาอิล ปาชา (Isma'il Pasha) ถูกมหาอำนาจปลดลงจากตำแหน่งเมื่อปีค.ศ.1879 หลังจากการบริหารการคลังที่ล้มเหลว จนก่อให้เกิดหนี้สินมหาศาล โดยโมฮัมหมัด ตอฟีค (Mohamed Tewfik) ดำรงตำแหน่งมหามนตรีอียิปต์ต่อ แต่เอาจริงแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจมากอะไร การบริหารส่วนใหญ่ยังถูกควบคุมโดยอังกฤษและฝรั่งเศส
อิสมาอิล ปาชา (Isma'il Pasha) เคดีฟแห่งอียิปต์ ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1863-1879
ในปีเดียวกัน นายพลอาเหม็ด อูราบี (Ahmed ʻUrabi) ก่อกบฏขึ้น สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจที่มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง และในอีกสองปีต่อมา ก็เกิดกบฏมะฮ์ดีขึ้นอีก เท่ากับว่ารัฐบาลอียิปต์ต้องประสบกับกบฏสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน
แน่นอนว่าเสถียรภาพรัฐบาลไคโรสั่นคลอนอย่างหนัก ย่อมส่งผลต่อรัฐบาลท้องถิ่นในคาร์ทูมอย่างแน่นอน ซึ่งปกติการบริหารภายในคาร์ทูมก็เน่าเฟะอยู่แล้ว (ไม่ขอขยายในที่นี้ เพราะจะยืดยาวมากเกินไป)
พลจัตวา อาเหม็ด อูราบี (Ahmed Urabi) ผู้นำการจลาจลอูราบี (Urabi Revolt)
การเสื่อมอำนาจของรัฐบาลกลาง เป็นสภาวะที่เอื้อประโยชน์ให้ “ผู้นำตามธรรมชาติ” ที่มีอำนาจนำเหนือกว่าอำนาจการปกครอง (ส่วนหนึ่งความสำเร็จของมูฮัมหมัด มากจากกลุ่มกบฏอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับเขา) ซึ่งมูฮัมหมัด อาหมัด ก็ได้ใช้โอกาสนี้ สร้างอำนาจของตนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการประกาศตนเป็นมะฮ์ดีนั่นเอง
สาเหตุที่ผู้เขียนเสนอนั้นเป็นเพียงสาเหตุหลักๆ มิได้กล่าวอย่างครอบคลุม อีกทั้งบางประเด็นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม การประกาศตนเป็นมะฮ์ดีของมูฮัมหมัด เป็นสิ่งที่แน่ชัดแล้วว่า เขามีอุดมการณ์ที่ต้องการปราบยุคเข็ญในซูดาน ล้มล้างการปกครองแบบเก่า สร้างดินแดนสันติสุขและบริสุทธิ์ให้เกิดแก่โลก การประกาศตนในตำแหน่ง “มะฮ์ดี” จึงสอดคล้องทั้งในทางความเชื่อ ความหวัง และอุดมการณ์ของมูฮัมหมัด และประชาชนชาวซูดานส่วนมากด้วย
- รัฐบาลทราบข่าว และการปราบปราม
ข่าวเรื่องการประกาศตนเป็นมะฮ์ดีของมูฮัมหมัดไปถึงหูรัฐบาล เมื่ออดีตอาจารย์ของเขา ชีคมูฮัมหมัดชารีฟ ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐทราบถึงพฤติการณ์อันเป็น “ขบถ” ของมูฮัมหมัด (ต่อจากนี้ขอเรียกว่ามะฮ์ดี) ฝ่ายรัฐเองเห็นว่าแนวคิดของเขาเป็นการล้มล้างการปกครองอย่างชัดเจน แต่กระนั้นแล้ว ทางการเชื่อว่านี่อาจเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้นำศาสนามากกว่า
ในขั้นต้น ต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ.1881 ข้าหลวงใหญ่แห่งซูดาน มูฮัมหมัด ราอุฟ ปาชา (Muhammad Rauf Pasha) ส่งตัวแทนไปที่เกาะอบา เพื่อไปเจรจาพูดคุย และขอให้มะฮ์ดีไปรายงานตัว ชี้แจงสิ่งที่ทำต่อหน้าข้าหลวงที่คาร์ทูม แต่ไม่สำเร็จ
มูฮัมหมัด ราอุฟ ปาชา (Muhammad Rauf Pasha) ช้าหลวงแห่งซูดาน
เมื่อเชิญด้วยวาจาไม่ได้ ก็ต้องเชิญด้วยกำลัง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1881 ข้าหลวงราอุฟส่งทหารสองกองร้อยไปที่เกาะอบา เป้าหมายคือเพื่อจับกุมมะฮ์ดีมาที่คาร์ทูม ตอนนั้นกลุ่มผู้ศรัทธา หรืออันซาร์ (Ansar) มีอยู่ราว 200-300 คนเท่านั้น
ในตอนแรก ข้าหลวงคิดว่านี่เป็นงานง่าย แต่เขาประเมินต่ำไป อีกทั้งเขายังยื่นข้อเสนอแก่ผู้บัญชาการกองร้อยอีกว่า หากใครจับมะฮ์ดีได้ จะเลื่อนขั้นให้เป็นพันตรีทันที ซึ่งทำให้ผบ.ทั้งสองกองร้อย มุ่งแข่งขันกัน แทนที่จะประสานงานร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจ
กองกำลังอียิปต์ถึงเกาะอบาในวันที่ 12 กันยายน ทั้งสองกองร้อยแยกกันปฏิบัติภารกิจ คือการจับกุมตัวมะฮ์ดีไปคาร์ทูม
“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ! มูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์! และมะฮ์ดีเป็นกาหลิบของพระองค์!”
พลันนั้น เหล่าอันซาร์พร้อมอาวุธพื้นเมือง เป็นต้นว่า หอกขว้าง ดาบ โล่ ออกมาจากพุ่มไม้ โจมตีกลุ่มทหารโดยฉับพลัน
ทหารอียิปต์ที่โดนโจมตีระยะประชิด ก็คงจะไม่ทันใช้ปืน โดนดาบ หอกซัดฟาดเข้าไป ตายเป็นใบไม้ร่วง รบกันไม่นาน ฝ่ายทหารอียิปต์ก็จำต้องล่าถอยขึ้นเรือกลไฟ รอดตายหวุดหวิด
ชัยชนะครั้งนี้เป็นของฝ่ายอันซาร์ และชื่อเสียงของมะฮ์ดีระบือไกลขึ้นไปอีก กองกำลังติดอาวุธปืนทันสมัยครบมือ กลับปราชัยกองกำลังผู้ศรัทธาที่มีเพียงหอก ดาบอย่างไม่น่าเชื่อ
หลังจากชัยชนะครั้งนี้ รัฐบาลตระหนักได้ว่ากลุ่มผู้ศรัทธามะฮ์ดี ไม่ได้เป็นแค่กลุ่มผู้ศรัทธาธรรมดาเสียแล้ว ขณะเดียวกัน มะฮ์ดีตระหนักได้ว่าเกาะอบาเล็กและอยู่ใกล้นครคาร์ทูมเกินไป อีกทั้งสมุนของเขายังมีจำนวนอยู่น้อย คงจะคิดการทำการอะไรไม่ได้มาก
ดังนั้น มะฮ์ดีจึงตัดสินใจ ตามรอยศาสนทูต ประกาศการอพยพ หรือฮิจเราะห์ (Hijrah) จากเกาะอบา สู่จาบาล กาดีร์ (Jabal Gadir) พื้นที่ชนบททางใต้ของจังหวัดกอร์โดฟาน ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1881 ราชิด เบย์ อัยมาน (Rashid Bey Ayman) ผู้ว่าการฟาโชดา นำทหารจำนวน 1,400 คน บุกฐานทัพมะฮ์ดี ฝ่ายอันซาร์ที่ตอนนี้มีกำลังเพิ่มถึง 8,000 คน ดักซุ่มโจมตีกองทหารอียิปต์แตกพ่ายไปอีกหน ผู้ว่าการราชิดถึงแก่กรรมในที่รบ
หลังจากชัยชนะครั้งนี้ มะฮ์ดีได้ประกาศสถานะของตนอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าสาธารณชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว
กองทัพผู้ศรัทธา หรืออันซาร์ (Ansar)
"ข้าพเจ้าเห็นท่านศาสนทูตในนิมิต เขาปรากฏตัว ในขณะที่ฟิกีอีซา (พระเยซู) น้องชายของเราก็อยู่ เขานั่งข้างฉัน และพูดว่ามะฮ์ดีเป็นหัวหน้าของคุณ น้องชายตรัสว่า ฉันเชื่อในตัวเขา ท่านศาสนทูตกล่าวอีกว่า ผู้ใดไม่เชื่อในเขา ก็เท่ากับว่าไม่เชื่อในอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ด้วย เขากล่าวเช่นนี้ถึงสามครั้ง"
มะฮ์ดีได้ใช้กลยุทธ์ทางทหารที่เหมาะสมกับกองกำลังของเขา (ความเหนือกว่าในเชิงตัวเลข) ผสมกับการใช้ศาสนาอิสลามในเชิงรุก สร้างความสามัคคี และดึงกำลังคนมาเข้าร่วมขบวนการโดยไม่คำนึงถึงเรื่องชนเผ่าหรือผลประโยชน์ โดยชี้ไปที่เป้าหมายหลักคือการกำราบพวกเติร์กให้หมดไปจากซูดาน (มะฮ์ดีอ้างว่าได้รับโองการกำจัดพวกเติร์กจากอัลลอฮฺ) นั่นทำให้ขบวนการมะฮ์ดีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ทำไมขบวนการมะฮ์ดีถึงได้รับความนิยม?
แม้เรื่องสาเหตุแห่งขบวนการอาจจะยังเป็นที่ถกเถียง แต่สาเหตุแห่งความสำเร็จนั้นได้รับการอธิบายไปในทางเดียวกันว่า มูฮัมหมัดได้ใช้หลักศาสนาอิสลาม ในการสร้างอำนาจและความสามัคคีให้เกิดขึ้น โดยไม่แบ่งชั้นแบ่งเผ่าพันธุ์ โดยเขากำหนดเป้าหมายไปที่พวกเติร์ก ซึ่งหมายถึงผู้ปกครองที่กดขี่ หรือแม้แต่ชาวซูดานที่เอาอย่างพวกเติร์กด้วย มูฮัมหมัดกล่าวว่าพวกคนเหล่านี้ปกครองประชาชนอย่างกดขี่ข่มเหง (การทุจริตและเก็บภาษี) ไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของอัลลอฮฺ (การปฏิบัติตนนอกรีต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าฯ)
หรือการแต่งตั้งพวกกาเฟรมาปกครองดินแดนผู้ศรัทธา (กรณีของนายพล ชาร์ลส กอร์ดอน) มูฮัมหมัดชี้ให้เห็นว่านี่ต่างหากคือภัยคุกคามแท้จริง
นอกจากนี้ เขายังสร้างความชอบธรรมผ่านการสำแดงตนเป็นมะฮ์ดีตามคำพยากรณ์ ปฏิบัติตนตามรอยศาสดามูฮัมหมัด เขาเรียกไฝบนใบหน้าตัวเองว่าคือสัญญาณถึงการมาของผู้ปลดปล่อย ผสมผสานกับพรสวรรค์หรือ “เสน่ห์” (Charisma) ที่มีอยู่แต่เดิม บวกกับความศรัทธาที่ประชาชนมีให้แก่เขา ทำให้การประกาศตนเป็นมะฮ์ดีของมูฮัมหมัดมีความหมาย ท่ามกลางสังคมซูดานที่ประสบกับความทุกข์ยาก อีกทั้งตอนนั้นก็มีข่าวลือเรื่องการเกิดขึ้นของผู้มีบุญมาซักพักแล้ว (อับดุลลาฮีออกตามหาผู้มีบุญตามคำสั่งเสียของพ่อเขา)
- แนวรุกเริ่มเปลี่ยน
เมื่อตระหนักได้ว่าการจลาจลเกินแรงที่รัฐบาลคาร์ทูมจะจัดการได้ ข้าหลวงราอุฟจึงส่งจดหมายหารัฐบาลไคโร เพื่อหารือและขอกำลังเสริม ในตอนนั้น ไคโรเองก็กำลังจัดการกับกบฏอูราบีอยู่ จึงไม่ได้สนใจในคำร้องขอของเขา รัฐบาลกลางเห็นว่าทุกอย่างเกิดจากความประมาทของราอุฟเอง ดังนั้น ราอุฟจึงถูกปลดจากตำแหน่ง แทนที่ด้วยอับ อัล กอดีร์ ฮิลมิ ปาชา (Abd al Qādir Hilmī Pasha)
ในครานี้ ฝ่ายรัฐบาลเริ่มระดมพลและเสบียงอย่างเต็มที่ จัดตั้งกองทหารอียิปต์ขนาดใหญ่ ภายใต้บังคับบัญชาของ ยูซุฟ ปาชา ชัลลาลี (Yusef Pasha Shallali) ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการปราบจลาจลพ่อค้าทาสมาก่อน ในรุ่งสางวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.1882 กองกำลังอันซาร์จำนวนมาก โหมกระหน่ำโจมตีกองกำลังอียิปต์ที่ตั้งทัพใกล้กับกอดีร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือชัยชนะอย่างเด็ดขาด ยูซุฟ ปาชา พร้อมทหารจำนวนมากของเขาเสียชีวิตในที่รบ ว่ากันว่ารอดไปได้เพียงหลักสิบคนเท่านั้น
นับตั้งแต่ปีค.ศ.1881 เป็นต้นมา กองกำลังมะฮ์ดีชนะแทบทุกศึกรายทาง กองกำลังผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นทุกเวลา เกิดการจลาจลในหมู่ชาวซูดานทั่วหัวระแหง ซึ่งเป็นผลจากปฏิบัติการที่ลุล่วงอย่างปาฏิหาริย์ของมะฮ์ดี อาจจะเรียกได้ว่านี่คือช่วงเวลาทองของฝ่ายผู้ศรัทธา
ในราวเดือนกันยายน กองกำลังผู้ศรัทธาปิดล้อมเมืองเอล โอบีด (El Obeid) ในการรบครั้งนี้ ฝ่ายผู้ศรัทธาพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก จำนวนผู้สูญเสียอาจสูงถึงหนึ่งพันถึงสองพันคน หนึ่งในนั้นมีน้องชายเขาด้วย มะฮ์ดีเลือกใช้กลยุทธ์ปิดล้อมยาวนานแทน และเริ่มแจกจ่ายปืนที่ยึดได้ให้แก่เหล่านักรบ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1883 เมืองบารา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองเอลโอบีด ยอมแพ้ต่อกองกำลังผู้ศรัทธา (ช่วงเวลาที่ล้อมเอลโอบีด มะฮ์ดีแบ่งกำลังมาล้อมเมืองนี้ด้วย) และกลางเดือนเดียวกัน เมืองเอลโอบีดก็ยอมจำนน
- การทัพของนายพลฮิกส์ ปาชา และการล้อมที่นครคาร์ทูม
ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1882 กองทัพอังกฤษ ภายใต้การนำของลอร์ดการ์เนต โวลสลีย์ (Garnet Wolseley) สามารถเอาชนะกองทัพกบฏอียิปต์ของนายพลอูราบีได้อย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เทล เอล เกบีร์ (Battle of Tell El Kebir) อูราบีถูกเนรเทศไปศรีลังกา อังกฤษเชิญเคดีฟตอฟีคขึ้นครองบัลลังก์ต่อ ขณะเดียวกันก็ได้เข้ายึดครองอียิปต์โดยพฤตินัย
พฤติกรรมเบื้องต้นของอังกฤษต่อขบวนการมะฮ์ดีคือวางเฉย เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของอียิปต์ และไม่มีทีท่าว่าจะสนับสนุนอียิปต์ด้วย ขณะเดียวกัน เคดีฟตอฟีคยังเชื่อว่าเขาปราบกบฏมะฮ์ดีได้ จึงรวบรวมกำลังพลที่ยังพอเหลืออยู่เพื่อส่งไปปราบกบฏที่ซูดาน ซึ่งรวมได้ประมาณ 10,000 คน
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1883 นายพลวิลเลียม ฮิกส์ (William Hicks) หรือ ฮิกส์ปาชา นายทหารอังกฤษเกษียณอายุ พร้อมกับกองกำลังอียิปต์ 9,000 คน ถูกกองกำลังผู้ศรัทธาล้อมโจมตี ทหารทั้งหมดถูกฆ่าและจับกุม นายพลฮิกส์ถูกฆ่าตัดศีรษะ ในเดือนธันวาคม มะฮ์ดีเคลื่อนกำลังเข้าสู่เมืองดาร์ฟู (Darfur) และดารา (Dara) ผู้ว่าการลูดอล์ฟ สลาติน (Rudolf Slatin) แห่งดาร์ฟูยอมจำนนต่อมะฮ์ดี ภายหลังได้ประกาศตนนับถือศาสนาอิสลาม เป็นหนึ่งในขุนพลของมะฮ์ดีด้วย
กองทัพของฮิกส์ ปาชา ในยุทธการที่เชย์คาน
การถูกล้อมฆ่าที่เชย์คานของนายพลฮิกส์นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก เมื่อรัฐบาลอังกฤษทราบข่าว ก็เริ่มตระหนักถึงปัญหาซูดาน อียิปต์ไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการปราบกบฏด้วยตัวเอง รัฐบาลอังกฤษซึ่งตอนนี้อยู่ในสถานะผู้พิทักษ์จำต้องเข้าช่วยเหลือด่วน ดังวาทะของลอร์ดนอร์ธบรูค เสนาบดีกองทัพเรือ ว่า
"ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่ต้องปกป้องอียิปต์แล้ว..."
รัฐบาลอังกฤษเห็นสมควรว่า ไม่ควรนำกำลังเข้ารบในซูดาน เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ควรใช้นโยบายอพยพชาวซูดานดีกว่า และให้มะฮ์ดีครอบครองซูดานไป ส่วนอังกฤษก็ขอปกป้องแค่อียิปต์ไว้ เพื่อเสถียรภาพของอินเดีย
และผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำภารกิจนี้ คืออดีตนายทหารอังกฤษ ผู้ผ่านสมรภูมิใหญ่ทั้งในฟากยุโรปและเอเชีย อีกทั้งยังเคยเป็นผู้ว่าการซูดานด้วย เขาผู้นั้นคือนายพล ชาร์ล จอร์จ กอร์ดอน (Charles George Gordon) ด้วยเหตุที่ว่ากอร์ดอนนั้นน่าจะเป็นคนอังกฤษที่คุ้นเคยกับซูดานดีที่สุดแล้ว
นายพลชาร์ล จอร์จ กอร์ดอน (Charles George Gordon) อดีตข้าหลวงแห่งซูดาน
นายพลกอร์ดอนมาถึงนครคาร์ทูมในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1884 ระหว่างนั้น เขาพยายามเจรจากับมะฮ์ดี โดยเสนอตำแหน่งสุลต่านแห่งกอร์โดฟาน (Sultanate of Kordofan) ให้
แต่มะฮ์ดีปฏิเสธ และเริ่มปิดล้อมเมืองทันที ด้านรัฐบาลอังกฤษ นายกฯ แกลดโตนถูกกดดันให้ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือกอร์ดอน ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงส่งกำลังพลจำนวนหนึ่ง ภายใต้บังคับบัญชาของลอร์ดโวลสลีย์เข้าช่วยเหลือกอร์ดอนในเดือนสิงหาคม นายพลโวลสลีย์นำทหารเดินทัพอย่างยากลำบากจนมาถึงเมืองโคติ (Korti) จากที่นี่ เขาได้ตัดสินใจส่งกำลังพลจำนวน 1,700 คน ข้ามทะเลทรายไปยังเมืองเมเทมมา (Metemma) ซึ่งที่นั่นมีเรือกลไฟของกอร์ดอนรออยู่ ระหว่างทางกองทหารอังกฤษต้องพบเจอกับการต่อสู้อย่างดุเดือด
นายพลเฮอร์เบิร์ต สจวร์ต (Herbert Stewart) ผบ. กองกำลังถึงแก่ความตายขณะรบ แต่สุดท้ายกองกำลังก็สามารถถึงที่หมายและเดินทางไปคาร์ทูมได้ แต่เมื่อมาถึงเมือง ก็ต้องพบว่า ทั้งเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยนักรบผู้ศรัทธา คาร์ทูมสิ้นแล้ว!
มรณกรรมของนายพลกอร์ดอน ในยุทธการเมืองคาร์ทูม (Siege of Khartoum)
ไม่ต้องพูดถึงชะตากรรมของกอร์ดอน เขาพร้อมกับทหารเพียงหยิบมือ สู้กับกองกำลังมะฮ์ดีอย่างทรหด และในที่สุด กองกำลังผู้ศรัทธาบุกเข้าเมือง นายพลกอร์ดอนถูกฆ่าตายในที่รบ ชะตากรรมของเขาไม่ต่างจากนายพลฮิกส์ คือ ตัดศีรษะและถูกโยนร่างทิ้งแม่น้ำไนล์
ชัยชนะที่คาร์ทูมถือเป็นจุดสูงสุดแห่งชัยชนะ อังกฤษเริ่มล่าถอย รัฐอิสลามมะฮ์ดี (Mahdist State) ถูกก่อตั้งขึ้น สร้างความตกตะลึงไปทั้งอังกฤษ ภายหลังจากตีคาร์ทูมแตก มะฮ์ดีเลือกพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตั้งเมืองหลวงใหม่ชื่อ อุมดูร์มาน (Omdurman)
แต่ดูเหมือนว่ามะฮ์ดีจะอยู่ชมชัยชนะแห่งศรัทธาของเขาได้ไม่นานนัก
- กลับคืนสู่พระเจ้า
หกเดือนหลังจากชัยชนะที่คาร์ทูม มะฮ์ดีกลับคืนสู่พระเจ้าในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1885 สิริอายุได้ 42 ปีเท่านั้น สาเหตุการเสียชีวิตคาดว่ามาจากโรคไข้รากสาดใหญ่
อับดุลลาฮี อิบนุ มูฮัมหมัด ขุนพลข้างกายมะฮ์ดีขึ้นปกครองต่อในตำแหน่ง "เคาะลีฟะห์" (Khalifa) แห่งรัฐมะฮ์ดีซูดาน ภารกิจของอับดุลลาฮีต่อจากนี้คือ พิทักษ์รัฐอิสลาม สถาปนาสังคมอิสลามบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นแก่โลก นำไปสู่การเปิดสงครามสองแนวรบกับอียีปต์และอบิสสิเนีย (เอธิโอเปีย) สุดท้ายแล้วทุกอย่างล้มเหลว อังกฤษเปิดปฏิบัติการคืนพื้นที่ในซูดาน (Reconquest of Sudan) รัฐอิสลามถูกทำลายสิ้น ส่วนอับดุลลาฮีก็กลับคืนสู่พระเจ้าด้วยคมกระสุนของกาเฟรในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1899
มูฮัมหมัดนำทัพอันซาร์
อ้างอิง
- Holt, P.M., and M.W., Daly, A History of the Sudan: From the Coming of Islam to the Present Day
- Holt, P.M., The Mahdist State in the Sudan, 1881-1898: A study of its origins, development and overthrow
- Mahdi, M.E. , A Short History of The Sudan
- Surridge, K., Onwards to Omdurman : The Anglo-Egyptian Campaign to Reconquer the Sudan, 1896-1898
- Rossi, R.N.(Major), The Mahdist Revolution (MA Thesis)
- Mammeri, S., Zeglaoui, N., The Mahdist Revolt in Sudan 1881-1899 (MA Research Paper)
- Farwell, B., Prisoners of the Mahdi
- Murad, H.,Q., The Mahdist Movement in The Sudan
- Clarke, J.,H., Mohammed Ahmed, (The Mahdi) Messiah of the Sudan
- Hill, R.L., Rules of Sudan 1820-1885
- Miller, S.M.(Edited)., Queen Victoria’s Wars
- สมพร ไกรฤทธิ์., ขบวนการปฏิวัติมะห์ดี (The Mahdist Revolution) แนวความคิดทางศาสนาร่วมแนวความคิดชาตินิยม
โฆษณา