Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนูนิ
•
ติดตาม
4 เม.ย. 2024 เวลา 08:16 • นิยาย เรื่องสั้น
ล่องไพร วรรณกรรมอมตะ ของ น้อย อินทนนท์ (บรมครูมาลัย ชูพินิจ)
.
ตอนที่ 14 วิมานฉิมพลี ภาค 2
.
35.วาระสุดท้ายของมารูบา
.
"โอลาฟา ระวัง" ตาเกิ้นตะโกนลั่น ขณะที่โอลาฟาเร็วพอที่จะฉากหลบประกายวับในมือขวาของมารูบาที่พุ่งออกไป แต่กระนั้นก็ยังไม่พ้นคมมีดสั้นซึ่งกรีดโคนแขนซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์โลหิตพุ่งกระฉูด
.
ทั้งโอลาฟาและหัวหน้าเผ่าทั้ง2ต่างตะลึงไปชั่วขณะกับเหตุการณ์อันไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ครั้นแล้วโอลาฟาก็พลิกตัวหันหลังเข้าประชิดทรวงอกของพี่ชายหนีบแขนข้างนั้นไว้ในรักแร้ ใช้มือขวากดข้อมือมารูบากระแทกกับเข่าจนมีดกระเด็นหลุดจากมือ
.
มานาตีกระโดดออกมาที่กลางลานยกมือสั่นอยู่ไปมา "น่าอาย น่าอายมาก มารูบา เจ้านำความอัปยศอดสูมาสู่ข้า ผู้เป็นตา และ เผ่านักรบของข้า ด้วยการทำลายคำมั่นสัญญาเสียสิ้น
แทนที่จะต่อสู้ด้วยมือเปล่าตามที่ข้าให้ไว้กับธอร์ เจ้ากลับละเมิด ต่อไปนี้เจ้าไม่ใช่หลานของข้าอีกุต่อไป"
.
"น่าอาย น่าอาย" เสียงของนักรบเผ่าโมรอมโบส์ร้องตามหัวหน้าของตน พลางกระแทกหอกลงพื้นเป็นจังหวะ
.
"น่าอาย น่าอาย" เสียงของนักรบฝั่งของพ่อเฒ่าตะโกนลงมาจากุสันเขาเบื้องบน
.
ฝนเริ่มโปรยเม็ดเปาะแปะ สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ภายในหุบเขากึกก้องด้วยเสียงเยาะเย้ยของนักรบทั้ง 2 ฝ่าย มารูบาหน้าซีดราวคนตาย ความเจ็บปวดจากการถูกโอลาฟาหักแขนยังไม่เท่าความอับอายที่ได้รับจากประจักษ์พยานทั้ง 2 ฝ่าย
.
นับแต่นี้ไปเขารู้ตัวดีว่าจะไม่มีพรรคพวกอีกต่อไป เขาเหลือตัวเขาเพียงผู้เดียว โดดเดี่ยว อ้างว้าง ดังนั้นเมื่อโอลาฟาเป็นฝ่ายเหนือเขาทั้งมีดเลมนั้นอยู่ในมืออีกด้วย
.
มารูบาจึงขอให้โอลาฟาฆ่าเขาเสียแต่ผู้เป็นน้องปฏิเสธ แม้จะมีเสียงสนับสนนให้ฆ่าทั้งจากมานาตีผู้เป็นตา และนักรบทั้ง 2 ฝ่ายก็ตาม สำหรับโอลาฟาแล้ว มารูบาไม่สมควรได้รับเกียรติที่จะถูกฆ่าจากการต่อสู้
.
เขาควรที่จะอยู่ต่อไปเพื่อรับความอัปยศ ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ทั้งไม่สามารถมองหน้าใครได้อีกต่อไป
โอลาฟามองหน้าพี่ชายด้วยความสมเพท เหวี่ยงมีดเล่มนั้นลงไปในทะเลสาบแล้วเดินไปหาหัวหน้าเผ่าทั้ง 2
.
"หน้าที่ของข้าเสร็จสิ้นแล้ว" เขาบอก
.
มานาตี "ยังก่อนโอลาฟา จนกว่าเจ้าจะฆ่ามารูบา"
.
"มานาตี ชีวิตของมารูบาอยู่ในมือข้าสุดแต่ว่าจะทำอย่างไร จะฆ่าหรือปล่อยให้มีชีวิตก็ได้ซึ่งข้าเลือกอย่างหลัง"
.
พ่อเฒ่า "ใช่ มานาตี ชีวิตของมารูบาเป็นสิทธิ์ของโอลาฟา ท่านหรือเราไม่มีอำนาจไปบังคับ"
.
แล้วพ่อเฒ่าก็หันไปหาโอลาฟาด้วยสีหน้าที่ไม่มีใครคาดเดาความรู้สึกได้ "เจ้าทำถูกแล้ว โอลาฟา หมาไม่กินหมา"(น่าจะหมายถึง พี่น้องกันต้องไม่ฆ่ากัน)
.
มานาตีหันไปจ้องมารูบาอย่างสมเพทแล้วหันมาหาธอร์ "ความรักลูก-ทำให้ข้าตาบอด ความหลงหลาน-เกือบทำให้ข้าเสียคน และ เสียเพื่อนที่ดีอย่างท่าน
.
ลาก่อน ธอร์ ขอให้ท่านมีความสุข แต่สำหรับแม่ของมารูบา ลูกสาวข้า และ ภรรยาท่าน..." แกหลิ่วตาอย่างมีเลศนัย "ถ้าปกครองไม่ได้ หรือทำอะไรให้รำคาญใจอีก อย่าส่งกลับไปคืนข้า แต่จงปกครองอย่างโค"
(น่าจะหมายถึง หากโคดื้อ-ก็ต้องตี ภรรยาของพ่อเฒ่าก็เช่นเดียวกันต้องลงไม้ลงมือบ้าง)
.
ด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นแกหันกลับโบกมือเป็นสัญญาณให้เหล่านักรบโมรอมโบส์ทั้งหลายเคลื่อนขบวน ในขณะเดียวกันฝนก็เริ่มกระหน่ำลงมา เสียงฟ้าคำรามและแลบแปลบปลาบไปทั่วทิศ
อย่างแช่มช้าขบวนทัพนักรบโมรอมโบส์เคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ แต่ร่าเริงที่จะได้กลับบ้านของตนที่จากมาหลายวัน
.
เสียงนักรบของธอร์ที่ยืนอยู่เต็มสันเขาเบื้องบน ต่างพากันกวัดแกว่งอาวุธและโห่ร้องดังสนั่น ขณะที่มารูบามองตามขบวนทัพโมรอมโบส์ที่จากไปอย่างตะลึงงัน เขาแหงนหน้าขึ้นมองดูชาวเมืองซึ่งไม่มีใครใส่ใจเขา
.
ด้วยกิริยากะปลกกะเปลี้ยเหมือนคนแก่ ว้าเหว่ แสนเดียวดาย ราวกับอยู่คนเดียวในโลก แล้วเขาก็เดินไปหาธอร์ พ่อที่เขาประกาศตัดความสัมพันธ์ โดยไม่คำนึงถึงหัวอกผู้เป็นพ่อ
.
"เจ้าต้องการอะไร มารูบา" ธอร์ถามเสียงเย็นชา
.
"ขอความตายให้ข้าเถอะ ธอร์ ขอความตายให้ข้า ข้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยความอัปยศได้"
.
"นี่เจ้าขลาดเสียจนไม่กล้าตัดสินใจกับชีวิตตัวเองเทียวรึ มารูบา"
.
"ข้าไม่กล้าฆ่าตัวตาย และ ก็ไม่กล้าอยู่ต่อไป"
.
"ถ้าเช่นนั้น" พ่อเฒ่าชี้มือไปที่ทะเลสาบข้างล่าง "นั่นคือที่ ๆ เจ้าควรอยู่ โตดลงไปมารูบา โตดลงไปให้พ้นหูพ้นตาข้า มารูบา และ เป็นเหยื่อของปลาทั้งหลายที่หิวโหยมานานแล้ว"
.
"ข้าไม่กล้า" มารูบาร้องจนสุดเสียง"
.
"แล้วเจ้าจะเอายังไง มารูบา" พ่อเฒ่าถามเสียงเย็น "อยู่เจ้าก็ไม่กล้าอยู่ ตายก็ไม่กล้า แล้วจะเอายังไงอีก""
.
"ข้าต้องการความตาย แต่ไม่ใช่ด้วยมือของตัวเอง" แล้วเขาก็หันไปหาโอลาฟา ซึ่งยืนกุมแขนที่บาดเจ็บอยู่
"ทำไมเจ้าจึงไม่ฆ่าพี่ โอลาฟา ทำไมจึงไว้ชีวิต เพื่อให้พี่ทรมานอย่างนี้"
.
เสียงของโอลาฟาเยียบเย็น "พ่อเฒ่าตอบแทนข้าแล้ว มารูบา"
.
จากนั้นโอาฟาก็เดินไปหาไมราซึ่งเธอพยายามปฐมพยาบาลเขาอย่างดีที่สุด ทิ้งให้มารูบายืนอ้างว้างทั้งที่อยู่ต่อหน้าทุกคนที่มักคุ้น และอยู่ระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้ร่วมสายโลหิต รวมทั้งนักรบในความปกครองของเขามาก่อน
.
เขาเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดยกมือป้องสายฝนที่ตกหนักขึ้นทุกที กวาดตาไปที่ชาวเมืองซึ่งมองดูเขาอย่างสงบเงียบแล้วหันไปหาพ่อเฒ่าด้วยความโศกเศร้า
.
"ถูกของท่าน พ่อเฒ่า เมื่อเราไม่มีค่าในหัวใจของใครก็ควรตาย ลาก่อน...พ่อเฒ่า...โอลาฟา ถ้าโลกหน้ามีจริง ขออย่าให้เราต้องพบกันอีก" พูดขาดคำเขาก็หันหลังกลับวิ่งฝ่าสายฝนแล้วพุ่งตัวลงไปในทะเลสาบ
.
เมื่อได้สติทุกคนก็พากันวิ่งไปดู พวกเขาทันพอที่จะเห็นน้ำแตกกระจายแต่ร่างของ
มารูบาก็ไม่ได้โผล่ขึ้นมา พ่อเฒ่ายังคงยืนนิ่งกับที่ ประโยคเดียวที่แกถามโอลาฟาก็คือ "ตายแล้วหรือ"
.
แกเดินผ่านหน้าทุกคนไปอย่างสงบ ไมราถึงกับออกปากชมความใจเด็ดของพ่อเฒ่า ในขณะที่ดร.สมิธ และ ศักดิ์เห็นตรงกันว่า พ่อเฒ่าย่อมต้องเสียใจเป็นธรรมดาที่ลูกตายไป ไม่ว่าลูกคนนั้นจะเลวร้ายเพียงใด
โอลาฟายืนกอดอกนิ่งท่ามกลางสายฝนที่สาดจนเปียกโชก นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ทะเลสาบ...สถานที่...ที่มารูบากระโดดลงไป
.
"เธอกำลังคิดอะไรอยู่หรือโอลาฟา" ไมราถาม
.
"วันนี้อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมดจากที่เคยเป็น แม้แต่ฝนก็ตกผิดฤดูกาล"
.
"เธอ...หมายความว่าอย่างไร ในเมื่อมารูบาก็ตายแล้ว แผ่นดินกลับมาสงบสุข แล้วเธอไม่ดีใจหรือ"
.
"ความสงบจะมาก็จริง แต่...ชีวิตเราก็เหมือนขาดอะไรไป พ่อเฒ่าก็เช่นกัน" พูดได้เท่านั้นเขาก็หันกลับเดินตามพ่อเฒ่าไป
.
"โอลาฟา หมายความว่าอะไร นาย" ตาเกิ้นถาม
.
ศักดิ์ "สำหรับโอลาฟา มารูบาเป็นพี่ชายคนเดียวที่เขามี ตั้งแต่เล็กจนโตก็รักและบูชามาตลอด มารูบาจะเลวร้ายเพียงใด โอลาฟาก็ตัดความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ มิเช่นนั้นมารูบาก็ถูกฆ่าในการต่อสู้แล้ว พ่อเฒ่าก็เช่นกันความสะเทือนใจจากการเสียมารูบา ทำให้แกเงียบเป็นคนละคน"
.
ร้อยเอกเรือง "ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ทำไมพ่อเฒ่าจึงแน่ใจว่าโอลาฟาจะชนะพี่ชายทั้ง ที่ไม่เคยแสดงฝีมือมาก่อน"
.
"อย่างพ่อที่ดีทั่วไป พ่อเฒ่าคงสอนวิชาการต่อสู้ให้ลูกทั้ง 2 คน ด้วยกำลังและสภาพร่างกายโอลาฟาอาจเป็นรองพี่ชาย แต่การต่อสู้นั้นมิใช่เอาชนะด้วกำลังเสมอไป
พ่อเฒ่ารู้ว่าจุดอ่อนของมารูบาอยู่ตรงไหนและคงเคยสอนวิธีแก้ทางให้โอลาฟาแล้ว แกจึงกำชับให้โอลาฟาใช้ปัญญาอย่าปะทะกันตรงๆ
.
พันเอกโจนส์ "แปลกประหลาดอะไรเช่นนั้น การต่อสู้รบรา2เผ่า สู้กันเกือบเป็นเกือบตาย ทำท่าราวไม่มีที่สิ้นสุด กลับลงเอยอย่างง่ายดาย ด้วยชายที่ผู้คนคิดว่าอ่อนแอเหมือนผู้หญิง"
.
เป็นอันว่าภาระกิจจัดการกับอินทรียักษ์ที่พันเอกโจนส์รับมาก็สำเร็จด้วยดีเพราะฝีมือตาเกิ้นกับไมรา แต่หล่อนและคณะของศักดิ์ทุกคนไม่ขอรับส่วนแบ่งจากเงินรางวัลของโจนส์ที่รัฐบาลออสเตรเลียจะให้
.
เรื่องราวชนเผ่าประหลาดนี้ ทั้งไมราและดร.สมิธไม่แน่ใจว่าจะเขียนหนังสือได้หรือไม่ สำหรับ 2 สามี-ภรรยานั้น แม้การสู้รบจะลงเอยอย่างสันติ ต่างคนต่างอยู่อย่างผาสุข แต่การตายของมารูบาก็สร้างความร้าวรานในใจคนหลายคน
.
พันเอกโจนส์ตั้งใจจะแบ่งเงินรางวัลให้ตาเกิ้นครึ่งหนึ่งแต่แกปฏิเสธ เพราะถือคติว่า คนเราอยู่ไม่กี่ปีก็ตาย เรื่องเงิน เรื่องเล็ก น้ำใจเรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญของแกก็คือ เพื่อน เหล้า และ ยาย
.
ตาเกิ้นสรุปว่า แม้พ่อเฒ่าจะน่าสงสารเพราะเสียลูกชายไปคน แต่ก็มีเรื่องน่าดีใจที่มานาตีผู้เป็นพ่อตาสอนวิธีเลี้ยงเมียให้เชื่อง ด้วยมือไม้หนัก ๆ
.
ไมรา "วิธีนั้น ใช้กับยายของแกเถอะ ตาเกิ้น"
.
ตาเกิ้นถอนใจ "ตาเกิ้นไม่เคยใช้วิธีนี้กับยายเลยสักหน มีแต่ตาเกิ้นที่เจอครบ ทั้งไม้ทั้งมือจากยาย"
.
หมายเหตุ! เหตุผลที่การแข่งขันทุกอย่างต้องมีโค้ช หรือ ผู้ฝึก หรือ ผู้ชี้แนะ (coach) คือคนที่มีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการเล่นและออกคำสั่งหรือคำแนะนำต่าง ๆ ให้กับนักกีฬาเพื่อใช้แก้เกมการแข่งขัน
.
นักกีฬาที่กำลังแข่งในสนามไม่มีเวลาที่จะคิดกลยุทธการต่อสู้ ผู้ฝึกซึ่งเป็นคนดูอยู่ข้างนอกจึงสามารถมองเห็นจุดอ่อนและ ช่องโหว่ของนักกีฬาแต่ละคน
.
โปรดติดตามตอนต่อไป ความรู้สึกหนหลัง ภาพปก จากสรรหามาให้ดู Crystal Kingdom ถ้ำน้ำแข็งแห่งทะเลสาบไบคาล ประเทศรัสเซีย
1 บันทึก
2
2
1
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย