14 เม.ย. 2024 เวลา 11:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

อย่ารอให้ 'ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก' 5 บทเรียนการเงินจาก 'หลานม่า' ที่ทุกคนควรเรียนรู้ก่อนจะสายเกินไป

[บทบรรณาธิการ] เพิ่งไปดู ‘หลานม่า’ มาครับ, ร้องไห้ น้ำตาไหลไปหลายรอบมาก (เสื้อเปียก)
สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูขอเล่าย่อๆ ละกันครับ
เอ็ม (บิวกิ้น พุฒิพงศ์) เด็กหนุ่มที่ดรอปเรียนเพื่อหันมาเอาดีทางการแคสต์เกม แต่ยังไม่รุ่ง ตัดสินใจไปดูแลอาม่า (แต๋ว-อุษา เสมคำ) ที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง และน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินปี หวังว่าจะได้รับมรดก เหมือนกับที่ลูกพี่ลูกน้อง มุ่ย (ตู ต้นตะวัน) ที่เคยดูแลอากงที่ป่วย และได้รับบ้านราคาหลายล้านเป็นมรดกไป
แต่แน่นอนว่าหลังจากที่เอ็มได้ใช้เวลากับอาม่า ก็เริ่มเข้าใจถึงความเหงาของอาม่าวัย 79 ปีที่รอคอยเพื่อให้ลูกๆ มาเยี่ยม มาใช้เวลาด้วยกัน จนทำให้เอ็มที่แม้จะเริ่มต้น ‘หว่านพืชหวังผล’ ได้เรียนรู้ถึงความหมายของครอบครัว ความสัมพันธ์ ที่มีค่ามากกว่าเงิน
ถึงจะเป็นภาพยนตร์แนวดราม่า แต่ก็แฝงไปด้วยบทเรียนทางด้านการเงินที่เราสามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน
📌 1. การดรอปเรียนเพื่อทำงานออนไลน์ ไม่ได้สวยงามเสมอไป : แม่ของเอ็มพูดกับเขาว่าตอนที่ดรอปเรียนเพื่อมาแคสต์เกมเขาบอกแม่ว่าจะหาเงินได้มากมาย จะจ่ายเงินเดือนให้แม่ด้วย แต่เวลาผ่านไปเขาก็ทำไม่ได้ตามที่คาดเอาไว้
1
การทำงานเสริมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่การจะดรอปเรียนมหาวิทยาลัยออกมาเลยเพื่อทำอาชีพนี้เต็มตัวมันอาจจะไม่ได้สวยงามขนาดนั้น
1
Mr.Beast หนึ่งในยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของโลกเคยทวีตเอาไว้ว่า
1
"มันเจ็บปวดมากที่เห็นคนลาออกจากงาน หรือ ออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำคอนเทนต์แบบเต็มเวลาก่อนที่จะพร้อม สำหรับคนหนึ่งคน เหมือนอย่างผมที่ประสบความสำเร็จ มีอีกหลายพันคนที่ล้มเหลว โปรดจำประเด็นนี้ไว้และใช้ความคิดให้รอบคอบด้วย"
📌 2. การเตรียมตัวช่วงเกษียณเป็นเรื่องจำเป็นมาก : อาม่าใช้ชีวิตไม่ได้หรูหรา ทำงานตื่นเช้ามาขายโจ๊กจนถึงช่วงท้ายๆ ของชีวิต หาเงินเก็บเงินมาเรื่อยๆ (แม้ในเรื่องจะมีลูกชายมาช่วยเรื่องนี้ด้วย) แต่เราจะเห็นเลยว่าทุกวันก็ยังจะต้องมีค่าใช้จ่ายตลอด เจอหมอ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ
1
ยิ่งเรามีอายุยืนเท่าไหร่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ดีขึ้นเท่าไหร่ การวางแผนการเงินสำหรับเกษียณยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น
คิดตัวเลขง่ายๆ หากทุกวันนี้เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท วางแผนหยุดทำงานตอนอายุ 60 ปี คาดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึง 90 ปี (อยู่ต่ออีก 30 ปี) นั่นเท่ากับว่า (15,000 x 12 x 30)
เงินที่ต้องมี ณ วันที่หยุดทำงาน = 5,400,000 บาท
แต่อย่าลืมว่านี่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องค่าหมอ ค่ายา ต่างๆ ที่ต้องใช้หากไม่สบายด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือยังมีแรงกำลังอยู่ ควรคิดคำนวณถึงเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ตายแล้วแต่ใช้เงินไม่หมดยังส่งต่อเป็นมรดกให้คนข้างหลังได้ แต่ถ้าใช้เงินหมดแล้วแต่ยังไม่ตายเราอาจกลายเป็นภาระลูกหลานได้ในที่สุด
📌 3. เรื่องเงินอาจจะไม่ได้แฟร์สำหรับทุกคน เหตุผลที่ควรทำพินัยกรรม : มีฉากหนึ่งที่อาม่าไปหาพี่ชายที่มีบ้านหลังใหญ่โต ได้มรดกของพ่อแม่ไป ช่วยเงินสักล้านหนึ่งเพื่อซื้อฮวงซุ้ยในพื้นที่สวยๆ กว้างๆ ให้ตัวเองเมื่อจากโลกนี้ไป แต่ก็กลับถูกปฏิเสธ ทั้งๆ ที่คนที่ดูแลพ่อแม่ของพวกเขาช่วงสุดท้ายของชีวิตคืออาม่า ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่แฟร์เลย
2
แม่ของเอ็ม (ลูกสาวของอาม่า) ก็มีฉากหนึ่งที่พูดประมาณว่าลูกชายได้สมบัติ ส่วนลูกสาวได้โรคภัย ซึ่งก็ชี้ให้เห็นว่าในครอบครัวหรือวัฒนธรรมของชาวจีนนั้นยังให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่า เพราะสืบทอดนามสกุลของครอบครัว (ปัจจุบันเรื่องนี้อาจจะดีขึ้นบ้าง) มันไม่แฟร์สักเท่าไหร่
แต่ด้วยความที่มันไม่แฟร์นี่แหละ เราถึงควรทำพินัยกรรมเอาไว้ด้วย (วิธีทำใส่ไว้ในลิงก์อ้างอิงครับ) เพราะเราไม่รู้ว่าวันสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่
เราอาจจะคิดว่าคนรวยเท่านั้นถึงทำพินัยกรรม ทรัพย์สินน้อยนิดแค่หยิบมือเดียวทำไปก็เสียเวลา หรือแม้กระทั่งการทำพินัยกรรมเท่ากับการแช่งตัวเอง แต่ถ้าคุณไม่อยากให้ทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต เป็นต้นเหตุที่สร้างความแตกร้าวให้กับลูกหลาน เป็นภาระให้กับคนที่คุณรัก เราก็ควรจัดการให้เรียบร้อยเพื่อแสดงเจตจำนง
พินัยกรรมถือเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของผู้เสียชีวิต นอกจากสร้างความสบายใจแล้ว แต่ยังสร้างความมั่นใจว่าทรัพย์สินเงินทองของเราจะตกอยู่กับคนที่เราอยากให้เท่านั้น
📌 4. แม้เงินไม่เยอะ แต่ถ้ามีระยะเวลาที่เก็บออมนานพอ มันจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ : อันนี้อาจจะมีสปอยล์นิดหนึ่งครับ ถ้าใครดูถึงตอนสุดท้ายจะทราบว่า อาม่านั้นเก็บเงินให้หลานชายมาตั้งแต่เขาอยู่ ป.1 เพราะสอบได้ที่หนึ่งของห้อง แม้อาม่าจะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารและดอกเบี้ยคงไม่เยอะก็ตาม แต่เก็บนานพอ และสม่ำเสมอ ก็มีเงินก้อนใหญ่เช่นกันเมื่อเวลาผ่านไป
ตรงนี้หากเราเอาเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่านี้ (สมมุติปีละ 5%) แล้วเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยทบต้น เงินอาจจะงอกเงยได้มากกว่านี้
สมมุติเริ่มต้นเรามีเงิน 10,000 บาท ลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 5% และลงเงินเพิ่มทุกเดือนเดือนละ 5,000 บาท ไป 30 ปี โดยไม่เบิกเงินออกมากเลย เราจะมีเงินตอนท้ายมากถึง 4.1 ล้านเลยทีเดียว (เงินต้น 1.8 ล้าน ดอกเบี้ย 2.3 ล้าน)
นี่คือความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นครับ เริ่มให้เร็ว ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
พี่นิ้วกลมเคยเขียนไว้ในหนังสือ “Head” ว่า
“บางอย่างมัน 'เป็นไปไม่ได้'
เพราะเรารีบ ใจร้อน
อยากประสบความสำเร็จไวๆ
พอเห็นว่า 'เป็นไปไม่ได้' (ในเร็ววัน)
หลายคนก็วางมือ แต่คนที่รอได้จะเห็นว่าสิ่งที่ 'เป็นไปไม่ได้" ในวันนี้อาจ 'เป็นไปได้' ในอนาคต”
1
อย่าคิดถึงแต่ปัจจุบัน แต่ให้มองไปในอนาคตด้วย
📌 5. ‘ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก’ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่มีทางย้อนกลับได้ : นี่คือประโยคที่ผมชอบมากๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘เวลา’
ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามในชีวิต ชีวิต ความสัมพันธ์ ความฝัน การเงิน ความรัก ฯลฯ หลายครั้งพอมารู้ตัวก็สายเกินไปที่จะแก้ไข
สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทำไปแล้ว เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับไปแก้ไขได้
สำหรับหลาย ๆ คนที่ยังสุขภาพแข็งแรง อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว ชีวิตกำลังเริ่มต้น ความตายหรือบั้นปลายชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะไม่เคยแว็บเข้ามาในความคิดเลยด้วยซ้ำ แม้จะรู้ว่าปลายทางของเราทุกคนจะเหมือนกัน แต่มันก็ยังอีกไกลกว่าจะไปถึงตรงนั้น
แต่อยากจะชวนนั่งไทม์แมชชีนทางความคิดไปข้างหน้าอีกสัก 60-70 ปี ระหว่างที่เรากำลังนอนอยู่บนเตียง ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ
ถ้ามีคนมาถามว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณเสียดายมากที่สุดในชีวิต?” คำตอบของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันออกไป
แต่จากประสบการณ์ของ บรอนนี่ แวร์ (Bronnie Ware) พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิต เธอได้ใช้เวลาพูดคุยและสอบถามคำถามเดียวกันนี้ จดบันทึกเอาไว้จนเขียนออกมาเป็นหนังสือ “The Top Five Regrets of the Dying” หรือความเสียดาย 5 อย่างคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไปรู้สึก
2
1. เสียดายที่ไม่กล้าพอที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นอยากให้เป็น
2. เสียดายที่ทำงานหนัก ‘มากเกินไป’
3. เสียดายที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกไปตรง ๆ
4. เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้
5. เสียดายที่ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้
3
แม้ว่าจะไม่มีใครที่รู้คุณค่าของชีวิตได้ดีไปกว่าคนที่กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
แต่เราบทเรียนที่แวร์ได้นำมาแชร์ก็ช่วยดึงสติทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับชีวิตของเราอีกครั้ง
1
จริงอยู่ว่าชีวิตของเราทุกคนมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ต่างคนต่างวาระ หนี้สิน การงาน ครอบครับ ต้องหาเงิน เก็บออม ลงทุนเพื่อการเกษียณ เน้นย้ำอีกทีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เงินคือปัจจัยที่สำคัญในชีวิต แต่เราก็ต้องคอยถามตัวเองเสมอว่าเรามัวแต่มุ่งทำงานหาเงินมากเกินไปจนลืมคนสำคัญในชีวิตรึเปล่า? เพื่อน ครอบครัว ลูก หรือแม้แต่ตัวเอง? เรามีความสุขจริง ๆ รึเปล่า? หรือกำลังใช้ชีวิตของเราจริง ๆ หรือเป็นชีวิตที่คนอื่นกำหนดเอาไว้ให้?
สิ่งที่คุณต้องลองถามตัวเองในตอนนี้คือ ‘จะใช้ชีวิตยังไงให้รู้สึกเสียดายให้น้อยที่สุดก่อนจะถึงบั้นปลายชีวิต?’
อย่ารอให้ ‘ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก’ เพราะถึงตอนนั้นเราก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว
- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ #aomMONEY)
#บทเรียนการเงิน #การเงินส่วนบุคคล #หลานม่า #ภาพยนตร์ #personalfinance
โฆษณา