30 พ.ค. เวลา 11:59 • กีฬา

เทคนิคการปั้นเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน สอนฟุตบอลเยาวชนอย่างไร ทำไมสามารถปั้นนักเตะเก่งๆ ขึ้นมาได้ต่อเนื่อง ทั้งฟิล โฟเด้น, โคล พาล์มเมอร์ และ ริโก้ ลูอิส ผมจะไปเล่าให้ฟัง จากประสบการณ์ที่ไปเห็นมาโดยตรงนะครับ
1
วันที่ 29 พฤษภาคม 2024 น้องๆ ตัวแทนประเทศไทย จากโรงเรียนสนามชัยเขต และตัวแทนจากชาติที่เข้าร่วมแข่งขัน Gatorade 5v5 Finals London 2024 ได้โอกาสทอง นั่นคือไปซ้อมกับโค้ชจากทีมอะคาเดมี่ ของทีมเรือใบสีฟ้า
น้องๆ ถูกจับมาอยู่กลุ่มเดียวกับ เยาวชนเกาหลีใต้ และ เยาวชนเยอรมนี ซึ่งทั้งคู่ก็มีสกิลที่เก่งๆ กันทั้งนั้น แต่เด็กเราสู้ได้ครับ วัดกันในสนามได้อย่างไม่เป็นรองเลย
ระหว่างที่เด็กๆ ซ้อมกันอยู่นั้น ผมมีโอกาสคุยกับโค้ชเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชื่อเจมี่ ลิฟซีย์ เขาทำงานในระดับ u-11 เราก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายอย่าง ผมอยากเอามาเล่าให้ฟังต่อครับ
ในช่วงต้นปีนี้เอง ที่แมนฯ ซิตี้ เปลี่ยนผ.อ.อะคาเดมี่คนใหม่ จากเจสัน วิลค็อกซ์ มาเป็น โทมัส ครัคเค่น อดีต ผ.อ.เยาวชนของสตุ๊ตการ์ต และได้มีการเรียกสตาฟฟ์โค้ชทีมเยาวชนทุกรุ่นมาประชุมใหญ่กัน เพื่อย้ำว่าคอนเซ็ปต์ และแนวทางของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คืออะไร
--------------------
1- การลงทุนกับเยาวชนไม่เคยเสียเปล่า
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมลงทุนกับบอลเยาวชน มีการจ้างแมวมองเยาวชนถึง 10 คน ในการตระเวณหาเด็กเก่งทั่วประเทศ แล้วเอามาปั้นต่อ สิ่งที่แมนฯ ซิตี้มั่นใจว่ามีเหนือคนอื่น คือสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างในระดับเยาวชน
ตัวอย่างเช่น โคล พาล์มเมอร์ จริงๆ เป็นแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เขาตัดสินใจมาอยู่แมนฯ ซิตี้ เพราะเหมาะกว่าที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น สถานที่ซ้อมใดๆ พร้อมกว่ามาก
หลักคิดของพวกเขาคือ เงินลงทุนให้เยาวชนไม่เสียเปล่า ถ้าปั้นเด็กเก่งๆ ขึ้นมาได้ ทีมชุดใหญ่ก็ได้ประโยชน์ เหมือนฟิล โฟเด้น
หรือถ้าต้องขายนักเตะคนนั้นออกไป สโมสรก็ทำเงินได้มหาศาล อย่างโคล พาล์มเมอร์ เป็นเด็กปั้นของทีม แต่ขายให้เชลซีได้เงิน 42.5 ล้านปอนด์, เจดอน ซานโช่ 8 ล้านปอนด์, ไมเคิล โอลิเซ่ 8.3 ล้านปอนด์, โรมีโอ ลาเวีย 10.5 ล้านปอนด์
ดังนั้นการทุ่มเงินให้ระบบเยาวชน ในแง่ธุรกิจคือการลงทุนที่คุ้มค่ามาก มีแต่กำไร-กำไร เท่านั้น
--------------------
2- ถ้าเด็กอายุไม่ถึง 12 ปี จะยังไม่ให้ความสำคัญเรื่อง "Formation"
ผมถามว่า ที่แมนฯ ซิตี้ มีการระบุชัดเจนแต่แรกเลยไหมว่า เด็กทุกรุ่นต้องเล่นระบบเดียวกัน 4-3-3 เหมือนกันหมด พอเลื่อนระดับขึ้นมา จะได้เข้าใจง่ายๆ
โค้ชเจมี่ อธิบายว่า ช่วงอายุ 8-12 ปี เด็กๆ จะยังไม่มีโอกาสเล่นบอล 11 คนมากนัก แต่เล่น 5v5, 7v7 เป็นหลัก ดังนั้นเรื่องแผน 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 จะมาสอนกันจริงๆ ตอนอายุ 13 ปีขึ้นไป ช่วงแรกๆ อยากให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเล่นฟุตบอลก่อน
ช่วงแรกๆ จะเน้นสอนเรื่องเบสิค การจับบอล การส่งบอล และสอนหลักการสำคัญของสโมสร ว่าแมนฯ ซิตี้ จะ "ไม่โยนบอลยาว" คุณจะเลี้ยงบอลก็ได้ จะส่งสั้นก็ได้ แต่จะไม่โยนยาวสาดไปแบบไร้จุดหมาย
--------------------
3- ส่งเสริมให้นักเตะเลี้ยงบอล
ความเชื่อของผู้คนที่มองแมนฯ ซิตี้เข้ามา คือทีมที่เน้นการต่อบอลสั้น ครองบอลให้เยอะที่สุด คำถามคือ ถ้าหากมีนักเตะคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์เรื่องการเลี้ยงบอลอย่างมาก ชอบเลี้ยงบอลกินตัวคู่แข่งอยู่ตลอด สโมสรจะปรับนิสัยของนักเตะคนนั้นอย่างไร?
คำตอบคือ "ก็ปล่อยให้เลี้ยงไปเลย" ไม่มีการสั่งห้าม โดยบอกว่า ต้องต่อบอลสั้น ต้องเล่นสวยนะ ห้ามโซโล่คนเดียวนะ ถ้าทำแบบนั้น มันคือการปิดกั้นความสามารถของเด็ก
เด็กๆ แต่ละคน มีคาแรคเตอร์ต่างกัน สโมสรไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม ที่จะปั้นนักเตะทุกคนให้เล่นแบบเดียวกัน หน้าที่ของโค้ชคือค้นหา ว่าผู้เล่นเก่งตรงไหน และส่งเสริมจุดนั้นให้แข็งแรงที่่สุด
ถ้าหากมีนักเตะเลี้ยงบอลเก่ง สิ่งที่โค้ชจะทำ คือชื่นชมนักเตะ ว่าพรสวรรค์เรื่องการเลี้ยง ไม่ได้มีกันทุกคนบนโลก แต่ก็จะสอนตามไปด้วยว่า การเลี้ยงควรทำตอนไหน ควรใช้อย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้คู่แข่งจับทางได้
โค้ชเจมี่ยกตัวอย่าง แมนฯ ซิตี้ชุดใหญ่ โอเค ว่าชอบต่อบอลสั้นกันเป็นหลัก แต่ในเวลาคับขัน ก็มีเจเรมี่ โดกู ตัวเลี้ยงบอลขั้นเทพ ลงมาพลิกเกมได้ การมีนักเตะเลี้ยงบอลเก่งๆ ไว้ในทีมไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย เพียงแต่ต้องสอนให้เด็กเข้าใจว่า อย่าเลี้ยงจนทำทีมพังแค่นั้น
--------------------
4- ทำให้นักเตะภูมิใจกับโอกาสที่ตัวเองได้รับ
ผมถามว่า ที่อังกฤษมีปัญหานักเตะเยาวชน เสียเด็กมั้ย กินเหล้า เมายา ติดผู้หญิง โค้ชเจมี่บอกว่า เท่าที่ทำงานมายังไม่เจอ
โค้ชเจมี่บอกว่า นักเตะเยาวชนทุกคนฝันจะมาอยู่อะคาเดมี่ของสโมสรฟุตบอลใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว และถ้าใครได้รับเลือก ก็รับรู้ได้เลยว่า โอกาสก้าวไปสู่เส้นทางอาชีพ รอคอยอยู่ข้างหน้า
และเมื่อได้เป็นนักเตะอาชีพ ชื่อเสียง เงินทอง ทุกอย่างจะรุมเข้ามาพร้อมกันหมด
สิ่งที่สตาฟฟ์โค้ชจะทำ คือบอกให้นักเตะรู้ว่าพวกเขาโชคดีขนาดไหน ที่ได้มาเป็นอะคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรที่เด็กๆ อีกหลายหมื่นคนอยากมาอยู่ แต่ไม่มีโอกาส ดังนั้นคุณจะทิ้งขว้างโอกาสนี้ แลกเปลี่ยนกับเรื่องกินเหล้าเมายา หรือเรื่องผู้หญิงก็สุดแล้วแต่ สโมสรห้ามไม่ได้ เพราะไม่ใช่พ่อแม่ของเด็ก แต่เป็นแค่สโมสรที่ให้ความรู้เรื่องฟุตบอล
ถ้านักเตะใจไม่มีสมาธิ อยากทำอย่างอื่นมากกว่า ก็ตามนั้น สโมสรก็จะปั้นคนอื่นแทน คือถ้าใจไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง จะยื้อจะรั้งไปก็เท่านั้น
--------------------
นี่คือหลักการของทีมเยาวชนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ครับ ถือว่าได้ความรู้มากทีเดียว ตอนผมคุยกับโค้ชเขา แล้วบอกว่า ที่ไทยมีปัญหาแบบนี้คือนักเตะเยาวชนบางคน หลุดไปจากสารบบ เพราะสิ่งไขว้เขวอื่นๆ โค้ชแมนฯ ซิตี้ ทำหน้าแปลกใจว่า "มีด้วยหรอ" เพราะสโมสรของเขาไม่เคยเจอครับ
จริงๆ ในยุคนี้ ระบบเยาวชนมีการแข่งขันกันสูงมาก มีคำกล่าวว่า เด็กที่เก่งวันนี้ ส่วนมากก็จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคุณอยากชนะในอนาคต ก็ต้องปั้นเด็กให้เก่งๆ ตั้งแต่วันนี้เลยครับผม
โฆษณา