7 มิ.ย. 2024 เวลา 11:30 • การศึกษา

แค่ปรับ…เงินก็เปลี่ยน | รวม 3 สิ่งที่แค่ปรับเพิ่ม 1 เท่า เงินเราจะโตแบบทวีคูณ

“เงิน” เป็นทรัพยากรที่มีทั้งความสำคัญและความจำเป็นในเวลาเดียวกัน หน้าที่ของเงินคือเกิดมาเพื่อให้เราได้ใช้ ส่วนหน้าที่ของเราก็คือใช้เงินอย่างคุ้มค่าและไม่ลืมที่จะหาโอกาสให้เงินได้เติบโต
หากพูดถึงปัจจัยที่ช่วยทำให้เงินเติบโตขึ้นได้ หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย นั่นก็คือ เงินต้น, ผลตอบแทน และระยะเวลาในการลงทุน แต่เคยสงสัยไหมว่าทั้ง 3 ปัจจัยนี้ มีปัจจัยไหนถ้าเพิ่มในอัตราเดียวกันแล้ว จะส่งผลให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุด ลองมาพิจารณาทีละปัจจัยกันเลยดีกว่า
✅เงินต้น | ปรับเพิ่ม 1 เท่า = เงินโตขึ้น +100%
“เงินต้น” ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการลงทุน เพราะถ้าไม่มีเงินต้น การลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ความสามารถในการหาเงินต้นของเราเพื่อมาลงทุนจึงสำคัญมากๆ
หลายคนรู้ดีว่า การเพิ่มเงินต้นเพื่อลงทุนนั้น “ยิ่งมาก-ยิ่งดี” แต่แนะนำว่าควรจะอยู่ในระดับที่เรารับไหว เพราะโดยปกติแล้ว สัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งเงินจากรายได้เพื่อนำไปลงทุนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 10- 20% ของรายได้ต่อเดือน
สมมติว่าเรามีเงินเดือนอยู่ที่ 35,000 บาท หากเลือกแบ่งเงินมาลงทุนแบบน้อยที่สุด คือ 10% ของรายได้ เท่ากับว่าเราจะลงทุนได้ 3,500 บาทต่อเดือน (35,000 x 10%) หากเราแบ่งเงินแบบนี้ทุกๆ เดือนและนำไปลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี สมมติได้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ต่อปี สุดท้ายเราจะได้เงินรวมอยู่ที่ 543,487 บาท
แต่สมมติว่าเราเพิ่มสัดส่วนเงินต้นเป็น 20% ของรายได้ หรือเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า เงินต้นใหม่ของเราจะอยู่ที่ 7,000 บาทต่อเดือนเลย (35,000 x 20%) ถึงแม้จะลงทุนด้วยระยะเวลาเท่าเดิม และได้ผลตอบแทนเท่าเดิม เงินที่เราเพิ่มไป 1 เท่านั้น จะทำให้เงินเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 1,086,975 บาท หรือเท่ากับโตขึ้นกว่าเดิมถึง 100% เลยทีเดียว
จากการคำนวณจะเห็นได้ว่าเงินต้นพลังมีอย่างมากที่ทำให้เงินเติบโตได้ ดังนั้น การแบ่งสัดส่วนเงินจากรายได้เพื่อมาลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบคุณภาพชีวิตจนเกินไป มีน้อยก็เริ่มน้อยๆ ได้ ขอแค่ให้เริ่มทันที เพราะยังมีอีก 2 ปัจจัยที่คอยช่วยให้เงินของเราโตได้อยู่
✅ผลตอบแทน | ปรับเพิ่ม 1 เท่า = เงินโตขึ้น +32%
แน่นอนว่าวัตถุประสงค์ของการลงทุนของทุกคนล้วนต้องการทำให้เงินเติบโตขึ้น โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ผลตอบแทนทบต้น” ยิ่งผลตอบแทนมาก เงินยิ่งโตได้มาก
ทั้งนี้ ต้องเตือนกันไว้เสมอว่าบนโลกนี้ ถ้าไม่ใช่ “เงินฝาก” ไม่มีอะไรที่การันตีผลตอบแทนได้แน่นอน เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งสินทรัพย์ที่มีการคาดการณ์ผลตอบแทนที่สูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่สูงเป็นเงาตามตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้สูงขึ้นก็จะช่วยให้เงินเติบโตได้ไว
จากข้อ (1) กรณีลงทุนด้วยเงินต้น 3,500 บาททุกเดือน เป็นระยะเวลา 10 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปีจะทำให้มีเงินประมาณ 5.4 แสนบาทนั้น หากลองพิจารณาอีกมุมหนึ่ง ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่นานถึง 10 ปีนั้นถือว่าค่อนข้างยาวพอสมควร และสะท้อนว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเพิ่มความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ เพราะแม้ลงทุนผิดทางก็ยังมีเวลาให้แก้ตัวเยอะ
สมมติว่าผลตอบแทนเดิมที่ได้ 5% ต่อปีนั้นมาจากการลงทุนในกองทุนรวมแบบผสม ซึ่งมีความเสี่ยงแบบปานกลาง ลองเปลี่ยนมาลงทุนในหุ้นเพื่อหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น สมมติผลตอบแทนที่ 10% ต่อปี ด้วยปัจจัยเงินต้น 3,500 บาทต่อเดือนเท่าเดิม และระยะเวลาลงทุน 10 ปีเท่าเดิม จะทำให้เรามีรวมปลายทางอยู่ที่ 716,957 บาท หรือโตขึ้นกว่า 32%
จะเห็นได้ว่า การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นผลดีต่อเงินลงทุนในระยะยาว แต่สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น คือต้องกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม หรือทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ซึ่งหากใครยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเลือกสินทรัพย์เพื่อหาโอกาสในการลงทุนอย่างไรก็สามารถมาหาความรู้ที่งาน SET in the city 2024 ได้
✅ระยะเวลา | ปรับเพิ่ม 1 เท่า = เงินโตขึ้น +164%
มาถึงปัจจัยสุดท้าย ที่หลายคนมักจะละเลยไปก็คือเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนที่หลายคนมักปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เพราะคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ เดี๋ยวค่อยลงทุนก็ได้ แต่บอกเลยว่าการเพิ่มระยะเวลาลงทุนให้เร็วขึ้น 1 เท่า จะส่งผลให้เงินเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 164% จากเคสเดิมที่เงินโตได้เพียง 543,487 บาท หากลองลงทุนให้เร็วขึ้น 10 ปี เท่ากับว่ารวมระยะเวลาลงทุนได้ 20 ปี เงินจะโตได้มากถึง 1,438,617 บาท ด้วยเงินลงทุนเพียง 3,500 บาทต่อเดือน และคาดหวังผลตอบแทนกลางๆ เฉลี่ยที่ 5% ต่อปี
ดังนั้น จาก % การเปลี่ยนแปลงของทั้ง 3 ปัจจัย พบว่า “เวลา” คือ ปัจจัยที่ทำให้เงินโตได้มากที่สุด และถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเช่นกัน เพราะหากเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่น เช่น เงินต้นน้อย เรายังมีวิธีที่สามารถช่วยเพิ่มเงินต้นได้
อย่างการทำงานเสริม หารายได้เสริม หรือ ผลตอบแทนน้อย เรายังสามารถเพิ่มระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แต่ปัจจัยทางด้านเวลา ถ้าเสียไปแล้วก็คือเสียไปเลย ไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้น ทางที่ดี ควรเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเริ่มวันนี้เลยดีที่สุด
สุดท้ายหากสรุปสิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ ต้องเริ่มลงทุนให้ไว ควรใส่ใจเงินต้น อย่าลืมหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และสำหรับใครที่กำลังหาโอกาสในการลงทุนอยู่ aomMONEY ขอเชิญชวนเพื่อนๆ มาที่งาน SET in the city 2024 “หาโอกาสในตลาดหุ้น สร้างพอร์ตลงทุนให้เติบโต” เพื่อพบกับเวทีเสวนาแชร์ความรู้ พร้อมกับกิจกรรมต่างๆ มากมายภายในงาน
📍พิเศษ! พลาดไม่ได้กับ 2 เวทีเสวนาของ aomMONEY
[1] “Get Rich by Debunking Financial Myths : ทลายกำแพงความคิด พิชิตเงินล้าน”
ร่วมพูดคุยกับ..
• คุณก้อย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก
• คุณหนึ่ง พนิดา ชูกุล เจ้าของเพจ MadamFinney
• คุณหนอม ถนอม เกตุเอม เจ้าของเพจ TAXBugnoms
[2] “Fail Forward, Fail to Success : ‘ล้มเหลว แต่ ไม่ล้มเลิก’ ฝึก Growth Mindset ลงทุนให้พอร์ตเติบโต”
ร่วมพูดคุยกับ…
• หมอตุ้ย พญ.อรพรรณ คงพันธุ์วิจิตร เจ้าของเพจ หมอยุ่งอยากมีเวลา
• คุณแพร พัทธนันท์ เตชะเสน, CISA 2 เจ้าของเพจ Investment Frappe
• คุณกันต์ รตนาภรณ์ เจ้าของช่อง ลงทุนกันต์
1
➡️พบกันวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00 -15.00 น.
ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์
📱ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ คลิก https://setga.page.link/Vz7Y
พร้อมรับฟรีกระเป๋า #investnow
#aomMONEY #SETintheCity2024 #investnow #Retail #หุ้น #ลงทุน #เริ่มลงทุน #สัมมนาลงทุน #เวิร์กชอปลงทุน
โฆษณา