Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เล่าเรื่องเงิน
•
ติดตาม
6 มิ.ย. 2024 เวลา 06:32 • หุ้น & เศรษฐกิจ
มูลค่าเงินตามเวลาและอัตราดอกเบี้ย
ฉกฉวยเวลาปัจจุบันไว้!
นักเศรษฐศาสตร์สังเกตว่ามูลค่าของเงินมีผลกระทบจากเวลา หนึ่งบาทวันนี้มีค่ามากกว่าหนึ่งบาทพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับต้นทุนค่าเสียโอกาสและเงินเฟ้อ
ถ้าคุณให้เพื่อนยืมเงินจากกระเป๋าสตางค์ของคุณ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของคุณคือการสละการใช้เงินทันที ในที่สุดเมื่อเพื่อนจ่ายเงินคืนให้คุณ เงินจะสูญเสียอำนาจการซื้อไป เนื่องจากเงินเฟ้อ
ตัวอย่างเช่น เก้าอี้ราคา 500 บาทตอนที่คุณถูกยืมเงินและมันอาจจะราคา 550 บาทในอีกสองปีต่อมา เมื่อเพื่อนของคุณจ่ายเงินคืน นั่นหมายความว่านอกจากคุณจะไม่สามารถซื้อเก้าอี้ในตอนที่คุณต้องการมันครั้งแรกแล้ว คุณยังต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อมันในตอนนี้ด้วย และยังมีความเสี่ยงที่เพื่อนของคุณอาจตีตั๋วเครื่องบินฟรีไปอยู่คอสตาริกาจน "ลืม" จ่ายเงินคืนให้คุณด้วย
ผลก็คือ เมื่อคนเราให้ยืมเงิน จึงมักจะขอรางวัลเป็นเงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยเพื่อชดเชยต้นทุนค่าเสียโอกาสและเงินเฟ้อ เมื่อคุณฝากเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ คุณก็คาดหวังว่าจะได้ดอกเบี้ยด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะไม่อย่างนั้นคุณก็คงเก็บเงินไว้ใต้หมอนดีกว่า
มาดูแต่ละบล็อกอย่างละเอียดกัน
■
อัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (Basic Interest Rate)
บล็อกแรกแสดงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสในการใช้เงิน บางคนพร้อมที่จะสละการใช้เงินทุนของตนในปัจจุบันเพื่อรับดอกเบี้ย บางคนอาจจะไม่เต็มใจสละการใช้เงินของตนในปัจจุบัน ถ้าไม่มีเงินเฟ้อหรือความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ยที่ทำให้ระดับการออมเท่ากับระดับการกู้ยืมคืออัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate)
พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคุณเต็มใจที่จะสละโอกาสในการใช้เงินเพื่อการจ่ายดอกเบี้ย 2% (เรียกว่าผลตอบแทน) นั่นคืออัตราดอกเบี้ยพื้นฐานสำหรับเงินที่คุณให้กู้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะผันแปรไปตามสถานที่และเวลา ถ้าคนส่วนใหญ่สนใจการใช้เงินของตนเองตอนนี้มากกว่าสละการใช้เพื่อให้ได้ดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิด
***เงินเฟ้อในอดีต***
ชาวอเมริกันจำนวนมากจำช่วงเวลาปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 ได้ดี เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเช่นสินเชื่อบ้านสูงถึง 20% เทียบกับอัตราที่ต่ำในปัจจุบันจะเห็นว่าแตกต่างกันมากทีเดียว คำอธิบายสำหรับความแตกต่างคือเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยจะรวมผลตอบแทนชดเชยเงินเฟ้อด้วย ดังนั้น ถึงแม้ในปัจจุบันการออมของคุณจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก แต่เมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว ความแตกต่างจะหายไปมาก
■
อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Expected Inflation Rate)
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานที่ 2% อาจจะชดใช้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของคุณได้ แต่นั่นไม่ได้คำนึงถึงเงินเฟ้อ ซึ่งจะกัดกินผลตอบแทนนั้นให้หมดไป ดังนั้น บล็อกที่สองของดอกเบี้ยจึงแสดงถึงต้นทุนอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ สมมติว่าเงินเฟ้อคงที่ที่ 3% เป็นเวลาหลายปี และผู้คนค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะยังคงอยู่ที่ 3% เข้าไปในอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน (Nominal Interest Rate) คือ 5% อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินคืออัตราดอกเบี้ยพื้นฐานที่นักลงทุนหรือผู้ให้กู้จะเรียกเก็บจากการใช้เงิน
■
ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk Premium)
ถ้ามีโอกาสที่เงินให้กู้หรือการลงทุนจะเสียหาย ก็มีเหตุผลที่จะเพิ่มอีกบล็อกหนึ่งเข้าไป บล็อกที่สามนี้คือผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ยิ่งความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่จ่ายคืนหนี้มีมากเท่าไร บล็อกและอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินรวมก็ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่านั้น คนที่มีประวัติย้อนหลังในการชำระคืนเงินกู้ตรงเวลาจะถือว่ามีความเสี่ยงในการให้กู้เงินน้อยกว่าคนที่มีประวัติการชำระคืนเงินกู้ที่มีรอยด่าง จึงสามารถจ่ายอัตราดอกเบี้ยรวมที่ต่ำกว่า
■
ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่อง (Liquidity Premium)
ถ้ามีโอกาสที่การลงทุนหรือการกู้เงินจะเปลี่ยนแปลง และขายให้ผู้ให้กู้หรือนักลงทุนรายอื่นได้ยาก อยา่งเช่นสินเชื่อรถยนต์สิบปี บล็อกอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบล็อก เพราะสามารถทำเงินได้ในการซื้อและขายสินเชื่อ แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเป็นสินเชื่อที่หนุนหลังด้วยสินทรัพย์ที่เสื่อมราคาเต็มที่ อย่างเช่น รถยนต์เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสินเชื่อสิบปี บล็อกที่สี่นี้คือผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่อง สินค้าโภคภัณฑ์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากจะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
■
ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากอายุของตราสาร (Maturity Risk)
บล็อกสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากอายุของตราสาร เมื่อเวลาผ่านไป มีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ มูลค่าของการลงทุนจะลดลง เพราะใครจะต้องการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนแค่ 2% ในเมื่อสามารถลงทุนที่คล้ายกันแต่ได้ผลตอบแทนถึง 4%
ดังนั้น นี่คือตัวอย่างว่าอัตราดอกเบี้ยมีการคำนวณอย่างไร : อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 2% และอัตราเงินเฟ้อ 3% ซึ่งรวมกันเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน 5% ให้ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้เท่ากับ 4% ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องเท่ากับ 2% และผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงจากอายุของตราสารเท่ากับ 1% อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินรวมจะสูงขึ้นเป็น 12% (2%+3%+4%+2%+1%)
การเงิน
เศรษฐกิจ
การลงทุน
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย