24 มิ.ย. 2024 เวลา 06:59 • ความคิดเห็น

งานแรกในชีวิต

เริ่มทำงานเป็นพนักงานแผนกบุคคลในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ใน กทม ทั้งแผนก มี 4 คน คนแรกเป็นหัวหน้า คนที่สองดูแลเรื่องจ่ายเงินเดือน ค่าแรง ต่างๆ คนที่ 3 ทำเรื่องงานธุรการควบคู่ก็งานแฟ้มประวัติคนงาน และอิ่น ๆ ส่วนเราน้องใหม่ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ Recruiter รับสมัคร คัดเลือก พนักงาน โดยเน้นในกล่มคนงานในโรงงาน ที่เรียกกันว่า สาวฉันทนา แม้จะดูเหมือนให้ทำแค่งานเดียว แต่เป็นงานที่ทำไม่มีวันสิ้นสุด
เพราะ สาวฉันทนาเปลี่ยนงานเร็วมาก วิธีการรับสมัครก็แสนง่ายดาย ติดประกาศหน้าโรงงาน หรือ ไปลงประกาศในหนังสือรับสมัครงาน ยุคนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต ช่องทางต้องเป็นการประกาศไปลงหนังสือพิมพ์ หน้าประกาศรับสมัครงาน (Classified) ตำแหน่งคนงานเย็บจักรอุตสาหกรรม ใช้แบบบอกต่อกัน หรือติดหน้าโรงงาน ได้ผลดีกว่า เพราะคนกลุ่มนี้เป็น แรงงาน กึ่งฝีมือ หรือ มีฝีมือ ที่ใช้ช่องทางการรับข่าว จากคนรู้จัก หรือบังเอญผ่านแล้วเห็นป้ายรับสมัครงาน
สถานที่การรับสมัครงาน ก็ คือ โรงอาหารของโรงงาน ดังนั้นช่วงบ่ายหลังจากพักเที่ยง ทาง รปภ ก็ จะเปิดประตู ให้คนที่สนใจสมัครงานมานั่งรอเราที่นี่ เราก็จะเอาใบสมัครมาให้กรอก เสร็จแล้วก็สอบสัมภาษณ์เบื้องต้น คนที่ผ่านก็ค่อยพาไปให้ หัวหน้างานทีมตัดเย็บ ทดสอบฝีมือว่าทำได้ ตัด เย็บ โพ้ง รีดผ้า พับผ้า หรืออะไรได้ตามที่เขียนมาในใบสมัครไหม
งานสัมภาษณ์งาน จึงจุดเริ่มต้นให้เราต้องไปรู้เรื่องราวชีวิตของผู้สมัคร และในบางครั้ง อาจมีดราม่า โดยไม่ทันตั้งตัว ดังเหตุการณ์หนึ่งยังจำไม่เคยลืม
เป็นเรื่องของผู้หญิงอายุ 20 ต้นๆ เราสังเกตว่า มีเด็กทารกตัวเล็กๆ และผู้หญิงอีกคนติดตามมาด้วย แต่จะนั่งห่าง ๆไปหน่อย จากการสัมภาษณ์ เธอเล่าว่ามี ลูกอายุ 2-3 เดือน เช่าห้องอยู่กับลูก 2 คน งานจัดเย็บนี้ ต้องทำงานเป็นกะ ที่สำคัญเด็กยังเล็กมาก เราถามแล้วใครจะดูแลลูก เธอบอกคนข้างห้องจะรับจ้างดูแลให้ พอบอกว่างานนี้ต้องทำเป็นกะ เธอถามว่าขอทำแต่ กะ กลางวัน ได้ไหม เราตอบคงจะไม่ได้ เพราะคนงานคนอื่นอาจไม่พอใจค่ะ
ที่สำคัญ ลองคำนวณ ค่าใช้จ่าย กับเงินเดือน เราว่า น่าไม่พอให้เธอกับลูกอยู่ได้ คุยมาถึงตอนนี้เธอร้องไห้ บอก เธอไปสมัครงานมาหลายแห่งไม่มีใครรับเลย แฟนก็ทิ้งไปตั้งแต่รู้ว่าเธอท้อง พ่อแม่ก็มีภาระเลี้ยงหลานคนอื่น ๆ ความรู้สึกเห็นใจ เราจึงเดินไปปรึกษาหัวหน้า ว่า พอจะรับเธอมาทำงาน แบบที่เป็นงานกลางวันได้ไหม หัวหน้าตอบว่า เราทำงานให้บริษัท รับเงินเดือนบริษัท ไม่ใช่ทำงานมูลนิธินะ ความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ มีได้ ต้องเก็บไว้ในใจ ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ที่ต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสมมาทำงาน
เราจึงต้องกลับไปตอบปฏิเสธผู้สมัครรายนั้น เธอพยักหน้าว่าเข้าใจ และอุ้มลูกเดินจากไปอย่างเงียบ ภาพนั้นมันหน่วงในใจ ทำงานที่นี่ไม่กี่เดือน มีคนเสนองานใหม่ อาจเพราะเราเบื่อทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ และไม่ชอบบรรยากาศการทำงาน แบบโรงงานจึงตัดสินใจลาออกได้เร็ว
ตอนนั้นเราเป็นเด็ก อายุ 20-21 เพิ่งทำงานครั้งแรก จึงไม่รู้ว่าจะหาทางออกช่วยเหลือแม่ลูกอ่อนคนนี้ได้อย่างไง เรื่องราวนี้จึงยังคงค้างคาในใจ มาตลอด
หากถามว่าชีวิตฝ่ายบุคคลในโรงงานยุคนั้นเป็นไง ในมุมมองเรา เน้นทำงานตามกฎระเบียบ กระบวนการขั้นตอนง่ายไม่ซับซ้อน ลำดับชั้นในโรงงานมีไม่เยอะ แต่ พนักงานจะกลัวผู้บริหารมาก ฝ่ายบุคคลจะถูกมองเป็นพวกทำงานธุุรการเอกสาร เป็นพวกคอยจับผิดพนักงานคนอื่นๆ เพื่อเอาไปรายงาน หรือลงโทษทางวินัย ดังนั้นคนจะไม่อยากพูดคุยเล่นกับฝ่ายบุคคลมาก ต้องบอกว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัว และเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 90
โฆษณา