25 มิ.ย. 2024 เวลา 15:00 • ธุรกิจ

น้ำจิ้มพันล้าน “พันท้ายนรสิงห์” จากน้ำพริกแจกฟรี สู่น้ำจิ้มแสนอร่อยของคนทั่วโลก

สินค้าหลายอย่างที่ช่วงเริ่มต้นเป็นเพียงของแถมหรือสินค้าที่เติมเข้ามาให้เต็มชั้นวาง แต่กลับมีความต้องการสูงขึ้นจนกลายเป็นดาวเด่น ยึดตำแหน่งโปรดักต์ฮีโร่ (Product hero) ของแบรนด์ วันนี้ #aomMONEY ขอหยิบเรื่องราวของน้ำจิ้มพันล้าน “พันท้ายนรสิงห์” ที่มีจุดเริ่มต้นจากแจกฟรีของคู่สามี ภรรยา สู้ชีวิต สู่ธุรกิจที่มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาท
📍[ #เริ่มต้นฝันในวันวิกฤต ]
ย้อนเวลาไปเกือบ 70 ปีที่แล้ว คุณสมศักดิ์ และ คุณสุรีย์ วัฒนาพร เริ่มทำธุรกิจเปิดร้านกาแฟเล็กๆ โดยเลือกทำเลหน้าโรงหนังอำพล ตำบลท่าฉลอม สมุทรสาคร แต่เมื่อขายไปไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ จนทำให้ร้านกาแฟเสียหาย ไม่สามารถขายต่อได้ ทั้งคู่จึงกลับบ้านไปช่วยครอบครัวทำข้าวเกรียบกุ้ง ให้ลูกค้าที่ผ่านไปมาแถวมหาชัย-ท่าฉลอม
แต่จำนวนลูกค้าไม่มากพอที่จะสร้างรายได้ ทั้งคู่จึงขยายพื้นขายด้วยการนำข้าวเกรียบใส่ห่อ เร่ขายบนโบกี้รถไฟ และเพิ่มความแปลกใหม่ด้วยรสชาติต่างๆ ทั้งข้าวเกรียบเผือก ข้าวเกรียบปู ข้าวเกรียบปลากะพง ข้าวเกรียบหอยแมลงภู่ และอื่นๆ อีกหลายรสชาติ
คุณสมศักดิ์และภรรยาต่างมีความฝันที่จะสร้างชีวิต เลยพยายามคิดวิธีสร้างยอดขายให้มากขึ้น ด้วยการห่อข้าวเกรียบใส่รถเข็นแล้วนำขึ้นรถไฟ ไปเข็นขายที่บริเวณวงเวียนใหญ่ ยาวไปถึงสนามหลวง มีลูกค้าพอสมควร
กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีลูกค้าถามว่า
“ไม่มีอะไรมาจิ้มกินกับข้าวเกรียบเหรอ”
🎯[ #คำไหนคำนั้น ]
จากคำถามของลูกค้า สู่คำตอบแห่งความสำเร็จ
ทั้งคู่นำคำแนะนำของลูกค้ามาลองทำ จนกลายเป็นน้ำพริกเผา โดยนำสูตรของคนจีน มาแต่งเติมรสชาติให้ถูกปากคนไทย แจกพร้อมข้าวเกรียบ ด้วยความอร่อยของน้ำพริกเผา ก็ทำให้ลูกค้าขอเพิ่ม ต่อมาก็มีการทำขายแยกต่างหาก สร้างรายได้มากมาย ครอบครัววัฒนาพร เห็นโอกาสจึงสร้างโรงงานหลังบ้าน ทำน้ำพริกอย่างจริงจัง
2505 มีการไปจดทะเบียนการค้า โดยตั้งใจจะใช้ชื่อว่า “ตราสุวรรณหงส์” แต่ชื่อนี้มีคนจดไปแล้วจึงเปลี่ยนเป็น #พันท้ายนรสิงห์ เพราะเชื่อว่าเป็นชื่อของ 'วีรบุรุษแห่งความซื่อสัตย์' และเป็นที่มาของสโลแกนติดหูอย่าง “พันท้าย อร่อยคำไหนคำนั้น”
ความโด่งดังของน้ำพริกเผาพันท้ายฯ ไม่ได้มาจากการโฆษณาตามสื่อมากนัก เพราะสมัยนั้นต้นทุนการโฆษณาสูง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ พันท้ายนรสิงห์จึงออกขายตามงานเทศกาลประจำปีในที่ต่างๆ เช่น งานวชิราวุธ งานแสดงสินค้าไทย ฯลฯ และเลือกใช้วิธีการตลาดที่ได้ผลเป็นอย่างมากคือ 'การให้ชิม' สร้างการรับรูปและบอกกันปากต่อปาก จนประสบความสำเร็จ
✈️[ #บุกต่างแดน ]
ต่อมา พันท้ายฯ คิดค้นสูตรนำพริกใหม่ๆ มาขาย ทั้งน้ำพริกตาแดง น้ำพริกกุ้ง น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกนรก น้ำพริกสวรรค์ และเริ่มมีการส่งออกไปขายต่างประเทศในปี 2519 โดยประเทศแรกที่ส่งไปขายคือ ออสเตรเลีย เพราะมีคนไทยอาศัยอยู่เยอะ ก่อนจะขยายไปอีกหลายประเทศ
แม้ตอนแรก การนำน้ำพริกไปขาย จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าคนไทยในต่างแดน แต่เป้าหมายแท้จริงแล้ว คือการเปิดประตูรสชาติ เพื่อแนะนำอาหารไทยให้ทั่วโลกรู้จัก ปัจจุบันร้านอาหารหลายหมื่นร้านทั่วโลก ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำพริก และน้ำจิ้มของพันท้ายนรสิงห์
👍[ #พระเอก ]
เล่าถึงน้ำจิ้มมากมายของพันท้ายฯ หลายคนอาจสงสัยทำไมน้ำจิ้มขวดนั้น ยังไม่มา ก็ต้องบอกว่านำจิ้มดาวเด่น ถูกใจคนไทย ที่มีนามว่าน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้ง ถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 2528 จนกลายเป็นสินค้ายอดฮิต โดยเจ้าน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งนี้ สร้างรายได้ถึง 85% ของยอดขายทั้งหมดในประเทศไทยเลยทีเดียว
ส่วนสินค้าขายดีในต่างแดนนั้นคือ น้ำจิ้มไก่ เพราะเมื่อก่อนต่างประเทศนิยมกินไก่ทอดกับซอสพริก มะเขือ และซอสบาบีคิวเท่านั้น แต่เมื่อพันท้ายฯ นำน้ำจิ้มไก่ไปขาย ก็ได้รับผลตอบรับที่ดี
ปัจจุบันพันท้ายนรสิงห์มีน้ำพริกและน้ำจิ้มจำหน่ายกว่า 100 ชนิด ส่งออกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยรายได้รวมของบริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์สินค้าพื้นเมือง จำกัด มีดังนี้
รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 2,782 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 744 ล้านบาท
รายได้ปี 2564 อยู่ที่ 3,278 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 1,042 ล้านบาท
รายได้ปี 2565 อยู่ที่ 3,505 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 1,163 ล้านบาท
รายได้ปี 2566 อยู่ที่ 2,824 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 746 ล้านบาท
**ที่มากรมพัฒนาธุรกิจการค้า
จะเห็นได้ว่าหากผู้ประกอบการรับฟังปัญหาหรือความต้องการของลูกค้า ก็จะสามารถพัฒนาธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า รวมทั้งการใช้ข้อมูล การดูยอดขาย ว่าสินค้าตัวไหนสร้างรายได้แล้วมุ่งพัฒนา ก็ทำให้สินค้านั้นๆ กลายเป็นดาวเด่นได้
เช่นเดียวกับ ที่พันท้ายนรสิงห์ที่นำคำแนะนำของลูกค้ามาแก้ไข จนสามารถสร้างน้ำพริกเผาออกขาย และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าเบอร์หนึ่งของแบรนด์ และต่อยอดเป็นบริษัทน้ำจิ้มพันล้านได้ในปัจจุบัน
ว่าแล้วขอตัวไปหาผัก หมู เนื้อ กุ้ง หมึก มาลงหม้อ แล้วราดด้วยน้ำจิ้มสุกี้พันท้ายฯ ก่อนแล้วกัน หิวแล้วววว
เขียนและเรียบเรียงโดย : อติพงษ์ ศรนารา
อ้างอิง : https://www.pantainorasingh.com/
#ออมมันนี #brandinvestment #makerichgeneration #แบรนด์ #ธุรกิจ #Rebrand #น้ำจิ้มพันล้าน
โฆษณา