28 มิ.ย. 2024 เวลา 09:05 • ปรัชญา

เรื่องของคุณแม่ชีพิมพา

ดิฉันเกิดวันพฤหัสบดี เดือน ๔ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ ณ บ้านหนองกอง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย บิดาชื่อ ลี มารดาชื่อ มาด ตาชื่อ สิงห์ ยายชื่อเฟื้อย คนทั่วไปเรียกว่าหม่อมเฟื้อย ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่ายายเคยอยู่ที่ประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ถูกทหารไทยกวาดต้อนมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ภายหลังพระยาศรี
ธรรมาโศกราช (เป็นชื่อเจ้าเมือง ฝรั่งแต่งตั้งให้ มีหลายคน) เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ฝรั่งให้ไปเกลี้ยกล่อมมารับครอบครัวคุณยาย พร้อมด้วยญาติพี่น้องหลายครอบครัวกลับไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ก่อนอพยพไป ยายได้น้อมเกล้าฯ ถวายช้างแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒ เชือก ยายมีลูกสาวสองคนแค่นั้น ลูกชายไม่มีเลย มีแต่ยายกับน้าเท่านั้น น้าก็มีสามีฝรั่ง ยายก็มีความสุข
พ่อมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย แต่ไปมีอาชีพทำนาอยู่ที่เวียงจันทน์ หลังจากแต่งงานกับแม่ที่เวียงจันทน์แล้วทำนาไม่ได้ผลเพราะน้ำท่วมทุกปี พ่อก็พาแม่ข้ามโขงมาทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านหนองกอง แม่มีลูกสาวสามคนด้วยกัน คนที่หนึ่งชื่อปทุมมา คนที่สองชื่อจันลา คนที่สามชื่อพิมพา ดิฉันนี้แหละ
ดิฉันเกิดมาได้สามเดือน แม่ก็ตาย พ่อก็พาลูกทั้งสามคนข้ามไปเวียงจันทน์อีก ไปให้ยายที่เวียงจันทน์เลี้ยงไว้ เสร็จแล้วพ่อก็กลับไปบ้านหนองกองแล้วไม่กลับมาอีก ต่อมาตาและน้าเขยก็ตายลงในเวลาใกล้ๆ กัน ขณะนั้นพี่สาวทั้ง ๒ คนได้แต่งงานและแยกย้ายไปอยู่ที่ท่าแขกและปากเซ คงเหลือดิฉันคนเดียวต้องรับภาระเลี้ยงดูยายและน้าสาวตามลำพัง น้าก็เป็นแม่หม้ายไม่มีลูก เงินทองก็ไม่มี ยายมีหลานชายเป็นเจ้าเมืองที่เวียงจันทน์ หลานชายได้เกื้อกูลอุดหนุนยายอยู่เสมอ คุณยายจึงพอเลี้ยงหลานทั้งสามได้
พอดิฉันอายุประมาณ ๑๒ ปี ญาติพี่น้องเขาก็มาจ้างให้เลี้ยงลูกเขา เขาให้แต่ข้าวเปลือก อาหารหาเอาเอง พอโตขึ้นเป็นสาวพอทำงานได้ เขาก็จ้างให้ไปทำงาน ส่วนมากเป็นงานรับจ้าง สักแต่ว่าใครจะจ้างให้ทำอะไร ดิฉันทำทุกอย่าง รับจ้างทำไร่ ช่วยถากถางป่า ช่วยปลูกและเก็บพืชผล ถึงฤดูทำนาก็รับจ้างตกกล้า ดำนา เก็บเกี่ยว
ข้าว หวดข้าว สีข้าว ตำข้าว ดิฉันทำงานด้วยความมานะอดทนไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก เขาก็สงสารให้ข้าวเปลือกมากกว่าคนอื่น ได้ข้าวเปลือกประมาณร้อยกว่ากระบุงต่อปี นาของดิฉันก็มีอยู่ ที่ดินกว้างขวางแต่ไม่มีคนทำ เพราะน้ำท่วมทุกปี นอกจากนั้นดิฉันยังไปรับเลี้ยงเด็กได้เงินเล็กๆ น้อยๆ พอเลี้ยงกันได้ ๓ ชีวิตมีความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส
พอดิฉันอายุประมาณ ๑๖-๑๗ ปีก็มีคนมาสู่ขอมากรายล้วนแต่มีฐานะดี เราก็พิจารณาดูว่าเขาเป็นคนมั่งมีแต่เราเป็นคนจน เราก็คิดว่าเขาจะเหยียดหยาม จึงไม่ตัดสินใจรับคำขอแต่งงาน มีคนมาสนใจเราเสมอ เพราะว่าเราขยัน ถ้าเราไม่ขยันก็ไม่มีใช้ ต่อมามีคนหนึ่งชื่อ ขุนภักดี เป็นเศรษฐี เขาไม่ต้องทำนา กินแต่ดอกเบี้ย และแต่ก่อนก็ไม่มีใครรวยเหมือนเขาเลย เศรษฐีผู้นี้เขาเลี้ยงม้าอยู่สวนเรา เขาก็มาสนใจ
เรา แต่เราก็ไม่รู้เรื่อง เศรษฐีผู้นี้มาขอเราเป็นลูกสะใภ้เขา เขาพูดว่า ให้เราพูดเอาเองว่าตกลงจะแต่งงานกับลูกเขา จะเรียกร้องเท่าไรเขาไม่ว่า ญาติพี่น้องฝายเราก็ดีใจกันใหญ่ว่าเรามีบุญมาก จะได้นั่งกองเงินกองทอง เราก็มองดูอยู่สามสี่วัน เราเองก็อยากทราบว่าตระกูลของผู้ที่เราจะเข้าไปอยู่ร่วมด้วยนั้น มีความเป็นอยู่อย่างไร อาหารการกินและสิ่งของที่เขาจะนำไปทำบุญทำทานจะวิเศษสักเพียงไหน วันหนึ่ง
ก่อนวันพระ ดิฉันแอบตามไปดูแม่เขาจ่ายตลาด เดินตามไปดูห่างๆ เห็นเขาไปที่ร้านขายเนื้อหยิบของเศษๆ ที่เจ้าของเขาทิ้งแล้วใส่ตะกร้า ต่อจากนั้นก็ไปร้านขายหมู ขายปลาตามลำดับทำเช่นเดียวกัน ได้ของเต็มตะกร้า โดยไม่จ่ายเงินเลยสักสตางค์เดียว ดิฉันตัดสินใจขณะนั้นทันทีว่า ไม่เอาแล้วคนรวยอย่างนี้ ลูกชายคงตระหนี่เหนียวแน่นเหมือนแม่ ถ้าเราซื้อของดีๆ มากินหรือทำบุญทำทานเขาคงชี้หน้าด่าว่า “อีขี้ทุกข์ มึงใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างนี้ จึงทุกข์ยาก”
พอมาถึงบ้าน ญาติพี่น้องก็เรียกมาถามให้เราตกลงในวันนี้ เราก็ตอบว่าไม่เอาเด็ดขาดเลย เขาก็ด่าว่าขู่เข็ญเราถ้าไม่ฟังคำอบรมของญาติพี่น้องแล้ว ถ้าถึงจะตาย กูจะปล่อยให้แร้งแก่เอามึงไปกินทั้งกระดูกไม่ให้คนเมี้ยนเลย เราก็ตอบว่าแล้วแต่จะเป็น
ไป ไม่อยากนั่งกองเงินกองทองของใครทั้งหมด ญาติพี่น้องเมื่อได้ทราบว่า ดิฉันตัดสินใจว่าคนอย่างนี้ไม่เอาแล้วจึงโกรธเคืองดิฉันมาก ถึงกับตัดเป็นลูกเป็นหลานกันไป ไม่มีใครทักทายปราศรัย พากันเมินหน้าหนี เหมือนตัวคนเดียว ดิฉันคิดว่าใครไม่ดูไม่แลก็แล้วไป เราหากินเอง ไม่มีใครจะมาช่วยหาให้เรากินหรอก
เลือกหาคนดีเป็นคู่ครอง
ต่อมามีคนมาสู่ขออีกเรื่อยๆ หลายราย ฐานะดีทุกรายแต่ไม่ตกลงกับใคร ใจคิดจะเลือกหาคนดี มีศีลธรรม จะทุกข์ยากอย่างไรก็ช่าง ขอแต่ให้มีน้ำใจดี จนกระทั่งอายุได้ ๒๐ ปีมีหนุ่มหมู่บ้านเดียวกันชื่อ ขิ้ม วงศาอุดม อายุ ๒๒ ปี เป็นคนผิวคล้ำ ต่ำเตี้ย เคยมาเที่ยวเล่นที่บ้านกับเพื่อนๆ เป็นประจำสังเกตดูกิริยาวาจาเวลาพูดคุยเล่นหัวกับ
เพื่อนเป็นคนอารมณ์ดี น้ำใจก็ดี เรามองดูกิริยาท่าทางเขาเป็นคนดี พ่อของเขาก็เป็นสารวัตร เราก็มาคิดว่าพ่อแม่ของเขามีศีลธรรมประจำใจ คิดว่าถึงจะทุกข์จะจนสักเท่าไร ถ้าผัวเมียถูกต้องกันแล้ว มันก็มีแต่ความสุขความเจริญขึ้นทุกวัน พ่อแม่ของเขาก็บริบูรณ์ทุกอย่าแต่ไม่เหมือนกับคนขี้เหนียวนั้น เขาก็ไปรักษาศีลภาวนาทุกวัน พิจารณาดูแล้วมันก็ถูกใจเราพอดี พอเป็นแฟนได้ แต่แม่ของเขาปากจัดมาก เขาให้
ผู้ใหญ่มาสู่ขอ รุ่งเช้าพวกพี่น้องของดิฉันมาถามแบบประชดว่า “จะเอาไหม อีมึนอีขี้ทุกข์ ตกลงไหมรายนี้ ดิฉันตอบว่า “เออ ตกลง” ญาติก็ว่า “คนที่จะเป็นย่า (แม่ผัว) มึง ปากจัดมากนะ” ดิฉันมาคิดดูว่า จัดก็จัดปากเขา เราไม่ทำผิดเขาจะเอาเรื่องอะไรมาด่า คิดอย่างนี้จึงตกลงใจแต่งงาน น้าสาวก็แต่งงานใหม่ในเวลาใกล้ๆ กัน แต่งงานแล้ว ปู่ ย่า (พ่อผัว แม่ผัว) ก็มาขอไปอยู่บ้านสามี ดิฉันจึงย้ายไปอยู่บ้านพ่อแม่ของสามี โบราณท่านว่า ตัดผมผิด คิดไม่หาย ปลูกเรือนผิด คิดจนสลาย เอาคู่ครองผิด คิดจนวันตาย
ชีวิตการครองเรือน
พวกเพื่อนๆ ชวนไปดูหมอดู หมอทายเพื่อนทุกคนรวยหมด ดิฉันจนคนเดียว มีบ้านไม่พอหลัง คำทำนายนี้เสียดแทงเข้าไปในหัวใจเหลือเกิน ทำไมหนอจนแล้วจนอีกไม่จบไม่สิ้น จึงคิดจะลองเสี่ยงวาสนาดู เราพิจารณาว่า เขามั่งมีศรีสุขกันด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา เราคิดว่าเราจะลองที่ทำงานเหมือนเขา เมื่อคิดแล้วก็พูดกับปู่ย่าว่า ลูกอยากจะลองดูว่า บุญวาสนาของลูกจะมีไหม ถ้าลูกทำมาหากินส่วนตัวกับสามีจนหมดความสามารถแล้ว ถ้าไม่มีวาสนาจะกลับมาอยู่กับพ่อแม่อีก ปู่ย่าไม่อยากให้ไปเลย เราก็อ้อนวอนอยู่อย่างนั้น จนปู่ย่าอนุญาต
จึงแยกบ้านไปทำมาหากินกันตามลำพังสองคน ปลูกกระต๊อบหลังเล็กๆ เสาไม้ไผ่ หลังคามุงหญ้า ตั้งหน้าทำมาหากินด้วยความขยันหมันเพียรอย่างที่สุด ไม่ยอมไห้มีเวลาว่าง ถึงหน้านา ทำไร่ทำนา ว่างจากทุ่งนาไปซื้อข้าวเปลือกมาตำขาย ขายทั้ง
ข้าวเปลือกข้าวสาร ทำขนมต่างๆ ขายตามฤดูกาล ถึงหน้าน้ำหลากพายเรือไปหาปลา หาได้มากทำเป็นปลาร้าไว้ขายปีละหลายๆโอ่ง ช่วยกันทำแต่งานไม่เที่ยวเตร่ การพนันทุกอย่างไม่เกี่ยวข้อง หาเงินมาได้เท่าไรเก็บไว้ใช้แต่ในสิ่งจำเป็นจริงๆ ในที่สุดก็มีเงินสร้างบ้านดีๆ ได้หลังหนึ่ง ต่อมามีคนมาขอซื้อ จึงขายไปแล้วปลูกใหม่สวยงามกว่าเก่า
แต่งงานได้ ๑๐ ปียังไม่มีลูก ตั้งแต่แต่งงานใหม่ๆ ปู่ (พ่อผัว) เตือนให้ไปจำศีล เราสองคนไปจำศีลวันพระทุกวันพระ ที่วัดหนองปลาในไม่เคยขาดสักครั้งเดียว แล้วก็ชวนคนอื่นๆ เขาไปกันบ้าง เริ่มต้นมีเพียง ๕-๖ คน ต่อมามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีถึง ๗๐-๘๐ คน มีดิฉันคนเดียวเป็นผู้อบรมสั่งสอน ตนเองก็ไม่รู้อะไรมาก มีแต่พุทโธ
อย่างเดียว เตือนเขาไม่ให้พูดเรื่องทางบ้าน เรื่องลูก เรื่องหลาน ให้สวดมนต์ภาวนา ต่อมา คิดว่าบุญเพียงเท่านี้พอหรือ เพราะเรายังฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตอยู่ คิดอยู่อย่างนี้ถึง ๑๓ ปี จึงสละบ้านเรือนออกบวช เชื่อหมอดูหมอเดาไม่เข้าท่า เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมเป็นของแน่นอนกว่า
อธิษฐานขอลูก
ดิฉันมีสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นลมบ่อยๆ ผู้เฒ่าผู้แก่แนะนำให้มีลูก บอกว่าหลังจากคลอดลูกแล้วโรคต่างๆจะหายไปเพราะเลือดที่เป็นพิษร้ายต่อร่างกายจะถูกขับถ่ายออก ดังนั้นพอถึงวันพระ ดิฉันจึงแต่งขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ (เทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ เรียกว่าขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ก็อย่างเดียวกัน ต้องใช้สิ่งของ ๘ คู่ จึงเรียกขันธ์ ๘) อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้ามีลูกแลพร้อมกันนั้นก็ขอให้ลูกตายตั้งแต่ยังเล็ก เพราะลูกจะเป็นเหตุขัดขวางการไปวัด ต่อมาไม่นานก็มีลูก สมความปรารถนาจริงเมื่ออายุได้ ๓๑ ปี
คิดอยากจะบวช
ความรักลูกดั่งดวงใจ สามีก็รักลูกมากเช่นเดียวกัน พอลูกร้องไห้เขาก็ทนไม่ได้ บ่นว่าเราหยาบๆ คายๆ มึงๆ กูๆ เสียดแทงหัวใจนัก อยู่ด้วยกันมา ๑๐ ปีกว่าไม่เคยพูดคำหยาบช้า เมื่อมีลูกแล้วทำไมจึงพูดได้เช่นนี้ คิดเบื่อขึ้นมาทันที ถ้าอยู่ด้วยกันเขาคงพูดอย่างนี้อีกเรื่อยๆ คิดพลางเดินมารับลูก ต่างฝ่ายต่างใจไม่ดี หน้าบึ้งหน้างอทำ
กิริยาไม่ดีต่อกัน เลยคิดว่าลูกเป็นต้นเหตุให้แตกสามัคคี ลูกจะนำไปสวรรค์นิพพานได้หรือ ขณะให้ลูกดูดนมได้บอกลูกว่า “ลูกจ๋า ตายนะ ตายเสียลูก อย่าใหญ่เลย แม่จะไปจำศีลภาวนา แม่ไม่ได้ไปวัดมา ๔ เดือนแล้ว ลูกรีบตายไวๆ นะ” ลูกดูเหมือนจะรู้ความ มองหน้าแล้วยิ้ม ไม่นานอายุลูกได้ ๔ เดือนเศษก็ตาย
ด้วยความรักลูกทำให้คิดถึงความรักของพ่อแม่ พ่อแม่รักลูกไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า ความรักสามียังเปลี่ยนแปลงไปได้ พอเบื่อหน่ายก็ทอดทิ้ง ขืนอยู่ด้วยกันต่อไปคงมีลูกอีก ถ้าคลอดไม่ได้เราจะตายคนเดียว เขาไม่ตายด้วย เราคลอดออกมาแล้ว เราก็ทุกข์อีก ต้องเลี้ยงดูอดหลับอดนอนอดอาหารเปรี้ยวหวานมันเค็ม เพราะกลัวโทษจะ
เกิดแก่ตนและลูก ส่วนสามีเขาสบายเราทุกข์คนเดียว หวนกลับมาคิดถึงแม่ ย่าบอกว่าแม่ตายเพราะกินของผิดสำแดง มาคิดเห็นโทษของตนเอง ถ้าเราไม่เกิด แม่คงไม่ตาย ทำอย่างไรหนอจึงจะทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ อาจารย์บอกว่า การบวชเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ทีดีที่สุด จึงชักชวนสามีให้บวชแต่เขาก็ไม่ยอม
ออกบวชทั้ง ๒ คน
อีกสองปีต่อมา แม่ชีญาติของสามีจากอุดรฯ ไปเยี่ยม (เรียกเขาว่าย่า) ใจอยากออกไปบวชกับย่า จึงบอกให้สามีแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ สามีรักดิฉันมาก เมื่อได้ฟังดิฉันว่าอย่างนั้นก็ร้องไห้และพูดว่า
“ชาตินี้ไม่ขอเป็นใจสอง”
ดิฉันตอบเขาว่า “พี่โกหกน้อง ถ้าพี่ใจเดียว น้องอยากบวชที่ต้องออกบวชด้วย”
เขาไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้ ก็ถามเขาอีกว่า “ร้องไห้ทำไม ติดข้องอะไรหรือ สิ่งของต่างๆ ที่เรามีอยู่ก็ยกให้เป็นทานให้หมด ไม่ต้องขายสักอย่างเดียว ไปเถิด ไปบวชด้วยกัน”
เขาตอบว่า “รีบบวชทำไม ยังไม่แก่ แก่แล้วค่อยไปวัดจึงจะถูก” ถามเขาว่า
“คนหนุ่มคาอะไร ข้องอะไร ข้องผู้หญิง ข้องผู้ชายหรือ สิ้นลมแล้วผู้หญิงผู้ชายมีทีไหน มีแต่สิ่งปฏิกูล โสโครก กำหนัดยินดีอะไรกับรูปผู้หญิง คิดดูเวลามีลมหายใจ รักกัน กอดกัน สมมุติว่าผู้หญิงผู้ชาย สิ้นลมแล้วมีแต่สิ่งสกปรก บูดเน่าไม่น่ารักน่าชม ความตายมันบอกไหมว่ามันจะมาถึงเราเมื่อไร ดูแต่อาว์ ทำนายังไม่ทันเสร็จ ลูกยังไม่ทันโต ตอนกลางวันกินด้วยกันอยู่ที่นา เป็นอหิวาต์ ตอนเย็นตายเอาฟากห่อไปฝัง ยังไม่ทันได้กลับบ้าน มีบ้านตั้ง ๒ หลัง ๓ หลัง ยังไม่ได้นอนตายก่อน
เราเองก็เหมือนกัน พูดกันอยู่นี่ดีๆ เดี๋ยวนี้ กลับไปนอนอาเจียน ๒-๓ ครั้งก็เอาฟากห่อไปฝังแล้ว จะรอให้แก่ทำไม น้องกลัวจะตายเสียก่อน ไม่ทันได้บวช เพราะคนหนุ่มก็ตาย คนแก่ก็ตาย ไม่มองดูหรือ ตายตั้งแต่อยู่ในท้องก็มี ถ้าพี่ตายก่อนน้องจะอยู่กับใคร ไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้ว ไปนะไปบวชด้วยกัน” พูดกันอยู่ ๓ วันนี้เขาจึงตกลง แล้วพากันเอาเรือนไปมอบถวายวัดหนองปลาใน ส่วนของนอกนั้นก็ให้ญาติบ้างตามสมควรแก่ผู้มีคุณมากหรือน้อย ส่วนตัวเองเอาแต่ของจำเป็นเพื่อไปใช้ในการบวชเล็กน้อยเพื่อให้หมดห่วง ออกบวชเมื่ออายุได้ ๓๓ ปี
ข้ามฝั่งโขงไปบวชที่จังหวัดอุดรธานี
ตั้งใจไปบวชไกลๆ เพราะไม่อยากเห็นสิ่งของบ้านช่องวัวควาย กลัวใจจะกลับกลอกวนเวียน ตกลงเราก็ไปลากับอาจารย์อ่อนศรี อาจารย์อ่อนศรีพูดว่า “ให้โยมผู้ชายอยู่กับอาตมา” เราก็พูดกับสามีว่า เราจะไปอยู่กับย่า (แม่ชีญาติของสามี) แล้วเราก็ลงจากศาลา ฝ่ายสามีก็กลับใจใหม่ว่าจะไปด้วยกัน อาจารย์ก็ตกตะลึง พูดขึ้นว่าถ้าไปด้วยกัน ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ อยู่ด้วยกันคนละที่ โยมผู้ชายไปอยู่กับอาจารย์ โยมผู้
หญิงก็อยู่กับแม่ชี สามีก็ตอบว่า ก็ช่างจะข้ามโขงไปด้วยกัน เมื่อมาถึงบ้านปู่ (พ่อของสามี) พอดีลูกสาวปู่คนสุดท้องตายลงปู่ก็เลี้ยงหลานกำพร้าอยู่ ปู่ชวนเราให้เลี้ยงหลาน แต่เราตอบว่าเราจะไปอุดรฯ จะไปบวช ถ้ายังกลัวผีอยู่ก็คงไม่บวช ปู่จึงพูดว่าถ้าลูกจะไปทางดี พ่อไม่ห้าม เวลานี้เหมือนลูกพ่อตายไปสามคน แต่สองคนนี้บุญ คงเจอกันอีก ข้อนั้นจิตของเราเหมือนฟ้าจะทับดิน มันมืดไปหมด สงสารปู่ต้องมาเลี้ยงหลานกำพร้า แต่ความอยากบวชมากกว่า
เมื่อเราคิดถึงศีล สมาธิ ปัญญาอย่างแท้จริงแล้ว เราก็ข้ามโขงมา อ.ศรีเชียงใหม่ เราคิดถึงอดีตเหมือนเราออกจากกรงขังมาแล้ว ระหว่างข้ามเรือ ใจเป็นทุกข์ กลัวสามีกลับใจไม่ยอมบวช ถ้าเขาไม่บวชเราจะบวชคนเดียวได้อย่างไร เราเป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าเขาบอกให้สึกเราก็ต้องสึก คิดวิตกอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น พอเรือถึงฝั่งโขงด้านท่าบ่อ โล่งอก เราพ้นทุกข์ครั้งที่ ๑ แล้ว ยกมือขึ้นตั้งสัจอธิษฐาน ขอผลศีลธรรม คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอได้โปรดช่วยอย่าให้สามีเปลี่ยนใจ ขอให้เขาได้บวชเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าเถิด
คืนแรกพักอยู่ที่บ้านลุงปลัดศรีสมุทร ปลัดอำเภอท่าบ่อ เขาเรียกเราไปทานข้าวเย็น เราก็ไม่ทาน เราไม่อยาก มีความอัดอั้นตันใจอยู่เสมอ กลัวว่าสามีของเราจะกลับใจใหม่ไม่บวช ลุงก็ว่าอย่าเพิ่งไป ยังหนุ่มแน่นอยู่ เราก็ยิ่งกลัวเขาจะกลับใจ
รุ่งขึ้นเราก็ลงเรือไปหนองคาย พักบ้านปลัดสอนทนายความ ญาติของสามี พักอยู่ที่นั้นคืนหนึ่งแล้วต่อไปอุดรฯ พักบ้านนายกเทศมนตรีจวงจันทร์ ญาติของสามี (เทศมนตรีคนแรกของจังหวัดอุดร) ลุงจวงจันทร์เป็นคนดีมีศีลมีธรรม ท่านพูดให้กำลังใจว่า ดีแล้ว เราบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม อานิสงส์แรง ลุงขออนุโมทนาด้วย เราฟังแล้วรู้สึกอิ่มเอิบเบิกบาน ลุงปวารณารับเป็นอุปัฏฐากจะช่วยเหลือทุกอย่าง
ผจญกับความกลัวอย่างสุดขีด
พักอยู่คืนหนึ่งก็ออกจากบ้านลุงไปวัดโนนนิเวศจังหวัดอุดรธานี พักกับแม่ชีดี ญาติของสามี ซึ่งเราเรียกว่าย่า ที่กุฏิแม่ชีลอย เจ้าของกุฏิเพิ่งตายไปใหม่ๆ ได้ยินเจ๊กคนหนึ่งพูดว่า เมื่อคืนแม่ลอยมาหลอก ไม่ได้นอนทั้งคืน ตกใจมาก จะทำอย่างไรดี แม่ชีดีพาสามีไปหาอาจารย์กู่ เราก็อยู่กุฏิคนเดียว
พอดีมืด เรายิ่งกลัวมากเกือบจะอยู่ไม่ได้ ก็ได้ยินเสียงดังขลุกขลักๆ อยู่บนหลังคากุฏิ คิดว่าแม่ลอยมาแล้ว กลัวจนตัวสั่น กระโดดลงมายืนสั่นอยู่ข้างล่าง อยากจะวิ่งไปหาคุณย่าที่วัด แต่ไม่กล้ากลัวถูกดุ แข็งใจกลับขึ้นไปกุฏิ มีเสียงดังอีก คว้าได้ไม้คานกระทุ้งหลังคาสังกะสีเต็มแรง ตุ๊กแกตัวใหญ่ตกลงมา นี่หรือแม่ลอย เจ๊กใส่โทษแม่ลอย แม่ลอยตายแล้วไม่ดีทั้งนั้นใครๆ ก็ใส่โทษแต่คนตาย ตายแล้วว่าเป็นผี ผีตายแล้วไปหลอกเขา เรานั่งพิจารณาตุ๊กแกอยู่ มันไม่ใช่แม่ลอย ตุ๊กแกตัวนี้จริงๆ นะ จิตค่อยอุ่นขึ้นมา หายหนาวสั่น
ต่อมาย่าบอกให้ไปเดินจงกรม โอ๊ย ขนหัวลุกซู่ ค่อยขยับทีละน้อยๆ ไม่อยากไป ย่าโกรธดุขึ้นว่า ท่าอย่างนี้ข้าไม่เอาเจ้าข้ามแม่น้ำโขงให้เสียหน้าเสียตา ย่าบ่นอย่างนั้นอย่างนี้ไปต่างๆ นานา เรายืนแอบเสาก้าวขาไม่ออก จิตก็คิดว่า รู้ว่าเขากลัว ทำไมไม่ออกมานั่งเป็นเพื่อนข้างนอกให้เขาอุ่นใจ หนีเถอะ หนีไปที่ป่าช้า ไปตายเสียคน
เดียวอย่าอยู่เลย กลัวมากที่สุดไม่กล้าลืมตา ค่อยๆ เดินไปหลับตาไป เดินเข้ารกเข้าพง ก็หรี่ตาน้อยๆ แล้วรีบหลับตาอีก เดินไปจนสุดทางเดินจงกรม จะกลับก็ไม่กล้า จะเดินก็ไม่ได้ จะวิ่งก็กลัวผีตาม พุทโธไม่มี ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ตัวสั่น เสื้อผ้าเปียกชุ่มโชก ไม่รู้เหงื่อมาจากไหน เดินไม่ได้ก็ไม่เดิน นั่งตายเสีย ณ ที่นี้ จิตบอก “อย่าวิ่งนะจะเป็นบ้า อย่าวิ่งเป็นอันขาด” ลงนั่งสั่นงกๆ งันๆ
แล้วมาพิจารณาดูว่า เราเหนื่อยมากอย่างนี้ มันจะตายอยู่แล้ว ถ้าหมดลมก็เป็นผีเหมือนเขา เขาว่าผีหลอก เขาโทษเจ้า ผู้หนึ่งว่าจะกลัวทำไม ว่ามีลมทำไมเรียกว่าคน หมดลมแล้วทำไมเรียกว่าผี คนหนึ่งตอบขึ้นมาว่า นั่นแหละเรื่องของโลกเป็นอย่างนั้น มันหลงอย่างนั้น นี่เราหลงหรือ ถ้าหลงจะปฏิบัติธรรมได้หรือ ไม่ใช่หลงแต่
เจ้าหรอก มันหลงด้วยกันหมดทั้งโลก” ใจเราค่อยกว้างขึ้นนิดหน่อยว่าหลงทั้งโลก ไม่เป็นแต่เราคนเดียว จับเอาคนกับผีมาพิจารณา มีแต่เรื่องสมมุติ สมมุติว่าผู้หญิงผู้ชาย สมมุติว่าตัวว่าตน สมมุติว่าญาติ พิจารณาอยู่เพียงสองเรื่อง ผีหายไปไหนไม่ทราบ
กลางวัน ฉันจังหันแล้วไปนั่งพิจารณาอยู่กับโลงผี กระดานสำหรับนั่งพิจารณาก็เป็นโลงเก่าของผี ฝากั้นก็ของผี ที่นั่งก็ของผี ที่นอนก็ของผี รอบตัวเรามีแต่ของผี จะไปกลัวมันทำไม
มันก็กลัวละซี่ นั่งภาวนากับหลุมผี จิตมันกลัวผี มันก็ค้นเข้าหาผี ระมัดระวังตั้งจิตจดจ่ออยู่กับผี จิตมันไม่ไปไหน จิตก็ดิ่งลงหาผี พิจารณาว่าผีอยู่ที่ไหน ตายแล้วไปไหน จิตอยู่กับร่างหรือ เข้าร่างหรือ จิตตอบว่า ถ้าทำดีก็ไปดี ถ้าทำชั่วไปตกหม้อนรก แล้วมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน พิจารณาไปไม่มีอะไร ผีหายไป จิตรวมลง จิตแก่กล้าขึ้น ค้นหาเหตุผลเรื่องผี จิตสงบ เวลาจิตถอนขึ้นมา จิตอิ่มเอิบเกิดปีติ ไม่มีผี
อยู่วัดโนนนิเวศได้ ๓ เดือนพอดี หลวงพ่อมหาทองสุขมาจากสกลนคร แกฝันว่าแม่ชีจันทาบอกให้ไปขอบวช รุ่งขึ้นเป็นวันพระ ๘ ค่ำ จึงจัดดอกไม้ธูปเทียนไปขอบวชกับท่าน ท่านบวชให้เรา แล้วท่านก็มาสกลนคร เจ้าคุณธรรมเจดีย์ไปสกลนคร ท่านก็นิมนต์หลวงพ่อปลัดทองสุขมาจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศอีก เมื่อหลวงพ่อปลัดทองสุขเป็นสมภารอยู่วัดโนนนิเวศ เราก็อยู่ด้วยกับท่าน
เราอยู่กับย่าต้องผจญกับการโกรธ และการด่าว่าของย่าอยู่เป็นประจำ เราก็มาคิดอยู่ในใจของเราเองว่า เป็นแม่ชีแล้วทำไมเขามาใช้แต่ความโกรธของเขาประจำวันอยู่อย่างนี้ อะไรๆ เราก็ทำเสร็จแล้วทุกอย่าง แต่ยังไม่ทันถามก็มาโกรธเราก่อนอย่างนี้ เมื่อเราตอบว่าเสร็จแล้วจึงหยุด เราก็ร้องไห้วันละสามสี่ครั้ง ประจำวันมีแต่คำหยาบช้าลามกกระทบกระแทกแดกดันด่าว่าก่อนทั้งนั้นจึงถามทุกครั้ง คนอื่นเขาเมตตา
เขาก็ว่าจะไปฝากอาจารย์มั่น เราก็ไม่ไป เราคิดว่าเราได้มาบวชก็เพราะเขาพามา เราจึงได้มา เราคิดว่าอย่างไรก็ช่าง เขาไม่ฆ่าแล้วก็จะอดทนเอา เขาจะด่าเราไปถึงไหนก็แล้วแต่ ถ้าว่าน้ำตาเราไหลออกมา ข้าขอถวายคุณของพระพุทธเจ้า คิดอย่างนี้อยู่ก็ยังทนไม่ไหว ยังร้องไห้อยู่ทุกวัน เพราะเราว่าเราดี ไม่เคยได้ประสบอย่างนี้ มันก็มีแต่ร้องไห้อยู่เรื่อยไป เพราะเราเจอแต่ของดีมาก่อน เวลาเราเจอของไม่ดีต้องมีความอดทนต่อสู้กับอารมณ์ที่ไม่ดี ต้องมีความอดกลั้นขันติ อยู่ในความสงบอย่างแน่วแน่
มันก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาแก้ไขสิ่งเหล่านี้ออกจากจิตของตนเอง ให้มันสว่างแจ่มใสขึ้นมา ท่านอาจารย์ปลัดทองสุขท่านก็รู้จัก ท่านเทศน์อบรมอยู่บ่อยๆ เรายิ่งกลัวผี เขาก็ใช้แต่ความโกรธยิ่งขึ้น เราก็อยู่กุฏิไม่ได้ อยู่แต่ในป่า ไปอยู่แต่กับหลุมผี ฉันจังหันแล้วก็ไปนั่งอยู่กับหลุมผี นั่งภาวนาหาแต่ผีอยู่อย่างนั้น ไม่ไปทางอดีตและอนาคตเลย จ้องอยู่แต่กับผีอย่างเดียว หูก็ฟังแต่เสียงผี ตาก็มองหาแต่ผี อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป มองไปตามหลุมผีอยู่เสมอ
พอบ่ายสามโมงเย็น ก็เลยมาทำกิจวัตรปัดกวาดอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ลงเดินจงกรมอีกอยู่อย่างนั้น บางครั้งเดินแล้วก็นั่งสมาธิอยู่ที่ทางจงกรมเลยจนถึงหกโมงเช้าจิตจึงถอนขึ้นมา ถ้าฝนไม่ตกก็นั่งอยู่ชานกุฏิ จิตของเราก็รวมอยู่
ตามเดิมถึงสว่างจึงถอนขึ้นมาทุกที จิตของเราก็กล้าหาญขึ้นทุกทีเพราะว่าเราได้สอบจิตของตนแล้วว่า อะไรมันตาย ที่เรียกว่าคนตาย อะไรมันตาย ก็ปรากฏว่า พูดกันไปตามสมมุติ พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างไร ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดเหมือนปุถุชน ท่านพูดวาธาตุแตก ขันธ์ดับ มิใช่ว่าคนตายเหมือนคนธรรมดา ท่านว่าธาตุแตก ขันธ์ดับ เราก็คิดว่า ก็คนนี่นา ทำไมว่าธาตุ ก็ธาตุละสิ ก็ธาตุลมออกก่อน ธาตุไฟออกตามหลัง ก็เหลือแต่ดินกับน้ำผสมกันอยู่ ไม่มีไฟกับลมแล้วมันเน่าเปื่อยออกมา
เราก็คิดว่า จิตไปไหนหนอ ผู้หนึ่งก็ตอบว่า “จิตมันไปแล้ว ผู้หนึ่งว่า มันไปไหน มันตายแล้ว ถ้าว่ามันทำดี มันก็ไปทางดี ถ้าว่ามันทำชั่ว มันก็ไปทางชั่วกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามันจะมาอยู่ในหลุมนี้หรอก อันอยู่ในหลุมนี้มีแต่ดินน้ำเท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีผี” เราก็มาคิดว่า ถ้าว่าไม่มีคนตายผีตายอยู่นี้ เราจะไปกลัวทำไม ถ้าเรากลัวดินกลัวน้ำแล้ว
เราก็เป็นผู้หลงอยู่ในโลกสมมุติอยู่เรื่อยไปไม่สิ้นสุดไปได้เลย เราคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องไม่กลัว แต่นั้นมาก็เลยไม่กลัวผีท่าไร อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ไม่กลัว ท่านอาจารย์ปลัดทองสุขท่านก็เทศนาสอนว่าให้ออกวิเวกบ่อยๆ ตามป่าตามดังที่เราก็คิดว่าท่านจะให้เราไปอยู่ที่ไหนหนอ ถ้าว่าท่านบอกให้เราไปป่าช้า เราจะไปได้ไหมเราคิดว่า
หากท่านบอก เราก็ต้องไปละซี ตายแล้ว ถ้าว่าท่านบอกไปป่าช้า เราก็ตายแล้ว เรากลัวมากอย่างนี้ ถ้าท่านบอกไปดอนข้างวัดไม่มีป่าช้าก็ค่อยยังชั่ว แต่เราไม่มีมีดจะฟันไม้ทำที่อยู่สักเล่มเดียวก็ไม่มี คิดอยู่อย่างนี้ อาจารย์ก็พูดขึ้นว่าไม่ใช่อย่างนั้นดอก จะไปดอนนั้นดอนนี้ไม่ใช่ ให้อยู่ตามร่มไม้ในวัดนี้แหละ เราก็ดีใจมาก แต่เราคิดเฉยๆ มิได้ออกปากพูด แต่ท่านอาจารย์ท่านรู้ในความคิดของเรา ต่อมาจิตของเราก็มีความสามารถอาจหาญขึ้นมาทุกวัน
สามีบวชที่วัดโพธิสมภรณ์
อีก ๔ วัน (วัน ๑๒ ค่ำ) เป็นวันบวชของสามี ย่าห้ามไม่ให้ไป กลัวจะไปทำขายหน้า บอกย่าว่า ขอไปอนุโมทนา ถ้าไปร้องไห้กอดแข้งกอดขาเขา จะให้ย่าเอามีดพร้าฟันหัว พอก้าวพ้นหัวบันได ไปเห็นเขาปลงผมแล้ว ใจสว่าง นั่งลงยกมือไหว้ว่า สาธุ ข้าพเจ้าพ้นทุกข์แล้วครั้งที่ ๒ ลุงและปู่ห้ามว่า อย่าไหว้ฆราวาส ตัวบวชเป็นชีเป็นขาว มีศีลธรรม ตอบลุงทันทีว่าไม่ใช่ไหว้ลุงไหว้ปู่ คือว่าดิฉันดีใจมากที่มาเห็นพี่กำลังจะได้ทรงเพศนักบวช ดิฉันคิดว่าดิฉันพ้นทุกข์แล้วครั้งที่ ๒
ต่อจากนั้นพวกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดพานาคไปบวชที่วัดโพธิสมภรณ์ ญาติพี่น้องเขาพากันร้องไห้ ตัวเราเดินแล้วเหมือนไม่ได้เดินบนดิน เบากายเบาใจ เมื่อไปถึงวัดทีแรกนึกวิตกกลัวว่าเขาจะขานนาคไม่ได้ ทีแรกนั่งอยู่ห่างๆ ภายหลังขยับเข้าใกล้
ย่าหยิกขาหนัก ดิฉันไม่ยอมถอย ใจคิดว่าถ้าเขาขัดข้องตอบไม่ได้เราจะบอกเอง (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้) ในขณะเดียวกันก็ขออย่าให้ข้องให้คา ให้สำเร็จในวันนี้ ทุกขั้นทุกตอนผ่านพ้นไปด้วยดี พอพระนั่งหัตถบาสอ้อมพรึบเข้ามา ปรากฏว่าโบสถ์ไหวยวบ ตัวเราโยกโคลงเคลง ปิติอย่างเต็มที
แต่แรกในระหว่างเตรียมตัวบวช อยู่ด้วยกันที่วัดโนนนิเวศ เราหนักใจเหมือนอกจะแตก เห็นเขาเหงาหน้านิ่วคิ้วขมวด เข้าไปถามว่าทำไมพี่เหงานัก ไม่อยากจะบวชหรือ ตัดสินใจให้เด็ดขาดอย่ากลับหลัง จะบวชได้มากน้อยเท่าไหร่แล้วแต่วาสนา ถ้าบวชแล้วภาวนาไม่ได้ผล ยังติดข้องแต่เรื่องเก่าเรื่องหลัง บอกน้อง ถ้าพี่อยากจะสึกแล้ว พูดคำเดียวน้องก็เข้าใจ ถ้าพี่เกี่ยวข้องกับน้องๆ จะสึกด้วย อย่าอยู่หลายวัน
ธงชัยพระพุทธเจ้าจะเศร้าหมอง จะเป็นบาป ให้คิดเพียง ๓ วันเท่านั้น ถ้าชอบคนใหม่ให้สึกเลย ไม่ต้องบอก เขาตอบว่า ไม่คิดอะไรเลย คิดแต่เรื่องท่องคำบวชเพราะยังไม่คล่อง นั่งที่ไหนก็คิดที่นั่น ไม่ใช่ไม่อยากบวช อยากบวชอย่างเต็มที่ ตัดสินใจได้แล้ว ใจเราก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ไว้ใจเท่านั้นแหละ แล้วจำพรรษาอยู่วัดเดียวกันตลอดพรรษา
โฆษณา