Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
aomMONEY
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
30 ก.ค. 2024 เวลา 15:00 • สุขภาพ
อย่าปล่อยให้ "โรคร้ายแรง" เซอร์ไพรส์เงินเก็บ
ความสำคัญของการวางแผนจัดการความเสี่ยงด้านประกันสุขภาพและโรคร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ
ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง และคนส่วนใหญ่ก็ยังคงคิดว่าตัวเองแข็งแรง ไม่มีทางเจ็บป่วยและคงไม่โชคร้ายป่วยเป็นโรคร้ายแรงขนาดนั้นแน่ๆ แต่จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 140,000 คนต่อปี และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 83,000 คนต่อปี ที่สำคัญยังพบว่ามีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกลุ่มคนที่อายุน้อยเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ด้วย
#โรคมะเร็งจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
เมื่อป่วยก็ต้องรักษา และการรักษาก็มักจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย ซึ่งบางครั้งต้องใช้วิธีการร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายแต่ละคนอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล
ยกตัวอย่างเช่น ค่าฉายแสงมะเร็งจะอยู่ที่ราวๆ 150,800 บาท (ที่มา: สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ดังนั้น เราจึงควรเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงสำหรับค่าใช้จ่ายหากต้องรักษาโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อจะได้ไม่กระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณของเรา
#ตัวอย่างของสถานการณ์
คนที่ 1 อายุ 35 ปี ตรวจพบมะเร็งระยะที่ 2 ทำการรักษาโดยการผ่าตัด ทำเคมีบำบัด และฉายรังสี ตามแนวทางการรักษา โดยใช้สิทธิประกันสังคม ในระหว่างการรักษามีค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายหลังรักษาตัวที่ต้องใช้ฟื้นฟูร่างกาย เคสนี้ไม่ได้ทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเอาไว้ จึงไม่มีวงเงินสำหรับใช้จ่ายนอกบิลค่ารักษาจากการเคลมประกันโรคร้ายแรง
หากสามารถกลับมาทำงานได้และพอมีรายได้นำมาใช้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายนอกบิลก้อนนี้ แต่ถ้าหากวันหน้าหากกลับมาป่วยและทำงานไม่ไหว ก็ต้องใช้เงินเก็บที่มีเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเอง และยังต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนเท่าไหร่ จึงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง
คนที่ 2 อายุ 38 ปี ตรวจพบมะเร็งระยะที่ 3 รับการรักษาแบบใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เนื่องจากมีการวางแผนทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงไว้แล้ว จึงสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่ต้องใช้ระหว่างการรักษา และไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 เคสดังกล่าว ถึงแม้จะสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งได้เหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากประกันสังคม หรือจากประกันสุขภาพโรคร้ายแรง หากมีวงเงินค่ารักษาที่เพียงพอก็จะมีความสบายใจและมีกำลังใจในระหว่างการรักษา เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้ป่วยให้มีกำลังในการต่อสู้ฟื้นฟูร่างกาย ให้กลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง
ดังนั้น การวางแผนจัดการความเสี่ยงด้านประกันสุขภาพและโรคร้ายแต่เนิ่นๆ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ หากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็จะไม่มีโอกาสในการทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงได้อีก หากเตรียมเงินเก็บไว้ไม่เพียงพออาจจะต้องถึงกับขายทรัพย์สินที่มีทั้งหมด เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงเพียงครั้งเดียวก็ได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ "โรคร้ายแรง" มาเซอร์ไพรส์เงินเก็บของตัวเอง
#aomMONEY #สมาคมนักวางแผนการเงินไทย #การเงินส่วนบุคคล #ประกันชีวิต #วางแผนการเงิน #รายได้ #เป้าหมายทางการเงิน
บันทึก
8
8
8
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย