Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
9 ส.ค. 2024 เวลา 09:52 • ท่องเที่ยว
วิหารชาละวัน วัดขวาง .. ทั้งเก๋ ทั้ง unseen แห่งจังหวัดพิจิตร
จังหวัดพิจิตร ได้มีแค่ตำนานพญาชาละวัน จระเข้ยักษ์ ในนิทานเรื่องไกรทอง .. หากแต่ยังมีสถานที่ที่เรียกได้ว่า เป็น Unseen ที่น้อยคนจะรู้จักหรือเคยไปเยือน นั่นคือ วิหารที่ตั้งอยู่บนหลังของรูปปั้นจระเข้ขนาดยักษ์
วัดขวาง .. เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งมาเกือบ 200 ปี ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำน่าน ม.3 ต.วัดขวาง อ.โพทะเล จ.พิจิตร .. วัดนี้มีตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า .. เมื่อสมัยหลวงพ่อไข่ เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้มีพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์และระฆังเก่าใบใหญ่ ลอยน้ำมาติดอยู่หน้าวัดขวาง
พวกชาวบ้านและหลวงพ่อไข่ จึงได้ทำพิธีอันเชิญพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์และระฆัง ขึ้นมาประดิษฐานไว้ในวัด เพื่อเป็นศิริมงคลและชาวบ้าน จะได้กราบไหว้บูชา
.. ต่อมาไม่นานหลวงพ่อไข่ ได้ขอวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และนิมนต์ท่านมาทำพิธีบรรจุวัตถุมงคล ดังกล่าวไว้ในเจดีย์ ติดกับโบสถ์ (ปัจจุบัน ทั้งโบสถ์และเจดีย์ ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่) เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป
เจดีย์เก่าถูกโจร.....ทำการลักลอบขุดจนเจดีย์ทรุด และได้วัตถุมงคลเป็นพระรูปหล่อของหลวงพ่อเงินติดตัวกันไป จนเกิดมีประสบการณ์มากมาย ตามที่หนังสือบางฉบับลงและชาวบ้านเล่ากันต่อมา
ส่วนเจดีย์ปัจจุบันเมื่อทำการบูรณะแล้ว ได้อัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อไข่และหลวงพ่อเปิ้ล ประดิษฐ์ฐาน เพื่อให้ชาวบ้านได้กราบไหว้
ส่วนระฆังตั้งไว้บนหอระฆัง เวลาตี จะมีเสียงไพเราะดังกังวานไปไกลทั่วทั้งตำบล .. จนทำให้ อาจารย์ศิริ เจ้าอาวาสวัดบางมูลนาก อยากได้ไปไว้ที่วัดและจะทำการสร้างศาลาให้กับวัดขวาง เพื่อทำการแลกเปลี่ยนกัน .. แต่เมื่อระฆัง ดังกล่าวถูกเปลี่ยนที่ไปได้ไม่ถึง 7 วัน ต้องนำมาคืน เพราะไม่ว่าจะตีเท่าไหร่ ระฆังก็ไม่ดังกังวานเหมือนอยู่วัดขวาง
เชื่อกันว่า .. นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของวัดขวาง ที่ชาวบ้านทุกคนรู้กันดี
วิหารจระเข้ที่วัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร
.. ถือว่าเป็นวิหารที่มีลักษณะโดดเด่น ด้วยตัววิหารตั้งอยู่บนหลังรูปปั้นจระเข้ยักษ์ ซึ่งบอกเล่าและเป็นการผสมผสานระหว่างพระพุทธศาสนาเข้ากับตำนานความเชื่อ จนกลายเป็นผลงานศิลปะที่ดูสวยงามแปลกตา ที่หากใครมีโอกาสลองแวะไปเยี่ยมกัน
เรามีโอกาสได้เข้าไปชมภายในวิหาร .. ซึ่งมีพระพุทธรูปสวยงามมากประดิษฐานอยู่ด้านบนสุด หลังจากที่เราเดินขึ้นบันไดขนาดเล็กและชันไปแล้ว
พระพุทธรูปที่เราไม่รู้ชื่อ ห่มด้วยจีวรลายดอกพิกุล .. เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณที่เก่าแก่มากองค์หนึ่ง ด้วยเหตุที่ไม่บ่อยนักที่จะเห็นพระพุทธรูปที่ห่มจีวรลักษณะนี้
“จีวรดอกพิกุล” เทรนด์จีวรลายดอก “พระสงฆ์ไทย” ยุคต้นรัตนโกสินทร์
ครั้งหนึ่ง “พระสงฆ์ไทย” เคยห่มจีวรที่มีลวดลายดอกไม้ หรือ “จีวรลายดอก” เป็น ดอกพิกุล พบมากในพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พบหลักฐานจากภาพถ่ายร่วมสมัย รวมถึงธรรมเนียมการสร้างพระพุทธรูปครองจีวรลายดอก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์
จีวรคือส่วนหนึ่งของ “ผ้ากาสาวพัสตร์” ที่แปลว่าผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด (น้ำต้มจากเปลือก-เเก่นไม้) .. หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ผ้าไตร” เป็นผ้าที่พระสงฆ์ใช้นุ่งห่มตามหลักศาสนา ประกอบด้วยผ้า 3 ผืน ได้แก่ “จีวร” (อุตราสงค์) ใช้ห่มด้านนอก “สบง” (อันตรวาสก) นุ่งห่มด้านล่าง และ “สังฆาฏิ” สำหรับนุ่งซ้อนหรือพาดบ่า
การนุ่งห่มผ้าไตรถือเป็นข้อกำหนดที่พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตไว้ตั้งแต่พุทธกาล เป็นเอกลักษณ์ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ซึ่ง “พระสงฆ์ไทย” แต่โบราณก็รับรูปแบบดังกล่าวมาด้วย ดังปรากฏในศิลปกรรมของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-16
การห่มผ้าไตรยังเป็นหลักการสร้างรูปเคารพเนื่องในพุทธศาสนาและการนุ่งห่มของพระสงฆ์ไทยเรื่อยมา แม้รูปแบบการครองผ้าจะแตกต่างกันบ้างในแต่ละนิกาย ยุคสมัย และสกุลช่างทางศิลปะ แต่ปกติแล้ว ผ้าทั้ง 3 ผืน จะเป็นผ้าเรียบ ไม่มีลาย อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน
แล้วเหตุใดจึงมีภาพพระสงฆ์ไทยห่ม “จีวรลายดอกพิกุล” ในภาพถ่ายของ จอห์น ทอมสัน (John Thomson, ค.ศ. 1837-1921) ช่างภาพชาวสก็อต ที่เดินทางมาเยือนสยามในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ระหว่าง พ.ศ. 2408-2409 (ค.ศ. 1865-1866)
“จีวรลายดอก” ที่ครั้งหนึ่งพระสงฆ์ไทยเคยนุ่งห่มมาจากไหน ทำไมปัจจุบันเราจึงไม่พบจีวรลักษณะนี้แล้ว?
การห่มจีวรลายดอกพิกุลนั้นเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เนื่องจากราชสำนักมีธรรมเนียมการถวายผ้าจีวรที่มีลวดลายดอกไม้แด่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ดังปรากฏใน จดหมายเหตุบัญชีผ้าพระกฐินและผ้าไตร จ.ศ. ๑๑๘๗
ว่ากันว่า การถวายจีวรลายดอกอาจมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว โดยพระพุทธเจ้าประทานอนุญาตเฉพาะลายดอกไม้ขนาดเล็ก สีสันไม่ฉูดฉาด หรือไม่เป็นลายแวววาว
“จีวรลายดอก” ที่นิยมถวายให้พระสงฆ์ในสมัยนั้น จะใช้ผ้าราคาสูงนำเข้าจากแคว้นเบงกอล ในอนุทวีปอินเดีย (ปัจจุบันคือ บังกลาเทศ) เป็นผ้าฝ้ายเนื้อบางละเอียด ทอเป็นลายดอกไม้-ดอกพิกุลขนาดเล็กทั้งผืน เรียกว่า “ผ้าย่ำตะหนี่” (Jamdani-ภาษาเปอร์เซีย) หรือย่ำตานี/ย่านตานี นำมาตัดเย็บและย้อมน้ำฝาดตามพระวินัย ก่อนนำถวายพระสงฆ์
สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ยังมีความนิยมสร้างพระพุทธรูปและพระพุทธสาวกให้นุ่งห่มจีวรลายดอก คือถอดแบบมาจากการนุ่งห่มของพระสงฆ์สมัยนั้น มีการครองจีวรลายดอกหลายรูปแบบ ทั้งลายดอกพิกุล ลายใบเทศ และลายพุ่มข้าวบิณฑ์
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าธรรมเนียมการถวายผ้าแพรมีลายแด่พระพุทธรูป มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว เพียงแต่มานิยมแพร่หลายมากขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 จากธรรมเนียมการถวายจีวรลายดอกแก่พระสงฆ์นั่นเอง
การถวายจีวรลายดอกแด่พระสงฆ์ เสื่อมความนิยมลงในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อลดทอนความหรูหราฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับพระราชนิยมในการสร้างพระพุทธรูปที่ได้เปลี่ยนไปในทางเสมือนจริงตามแนวสัจนิยม เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีเพียงพระเถระชั้นผู้ใหญ่บางรูปในกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่ยังนิยมครองจีวรลายดอกพิกุลอยู่ และท้ายที่สุด “เทรนด์” ดังกล่าวก็หายไป
แต่ .. เรายังพบการสร้างพระพุทธรูปหรือพระพุทธสาวกที่ครอง “จีวรลายดอก” ในสกุลช่างราชสำนัก และงานพุทธศิลป์ตามวัดหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ ทั้งกลายเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะไม่พบในงานศิลปกรรมสมัยอื่นของไทย
https://www.silpa-mag.com/culture/article_134423?utm_source=silpa-mag.com_internal&utm_medium=internal&utm_campaign=silpa-mag.com_internal&utm_content=1227301012&utm_term=1493433
ด้วยนัยยะดังที่เล่ามาเบื้องต้น จึงอาจจะอนุมานได้ว่า พระพุทธรูปองค์ที่เราพบที่วิหารวัดขวาง เป็นพระเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ฐานอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่เราไปสักกานะ ก็มีลวดลายที่งดงามมาก
ส่วนล่างสุดของฐาน .. ประกอบไแด้วยลวดลาย 12 ราศี แบ่งเป็นช่องสลับกับลายไทย
ภาพภายในพระอุโบสถ
วิหารที่สร้างในภายหลัง
บันทึก
2
1
1
2
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย