28 ส.ค. 2024 เวลา 11:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ลดเงินส่ง FIDF ครึ่งหนึ่ง ภาระดอกเบี้ยพุ่ง 5 พันล้าน หวั่นเกิด Moral Hazard

ตลาดเงินหวั่นเกิด Moral Hazard กระทบระบบรวม หากลดเงินนำส่ง FIDF ครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลูกหนี้ทั่วไป ด้านธปท.แจง เงินนำส่งทั้งก้อน เพื่อลดหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ หากลดเหลือครึ่ง ภาระดอกเบี้ยเพิ่มปีละ 5 พันล้านบาท
หนึ่งในวิสัยทัศน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ในงาน Vision for Thailand 2024 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาคือ แนวทางแก้ไขหนี้ครัวเรือน ที่มีสัดส่วนสูงถึง 90%ของจีดีพี โดยเสนอให้ลดเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์เข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) เหลือครึ่งหนึ่ง
1
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เรียกเก็บ 0.46% ของยอดเงินฝาก เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์นำส่วนที่เหลืออีกครึ่งไปบริหารหนี้รถยนต์ หนี้บ้านของคนไทย ซึ่งจะได้ลดยอดหนี้ประมาณหนึ่งล้านล้านบาท
ขณะเดียวกันยังเสนอให้รัฐบาลซื้อหนี้ประชาชนกลับมาบริหารเอง โดยเป็นการซื้อส่วนลด 50% เป็นการแฮร์คัทหนี้ภาคประชาชน เหมือนกับการแฮร์คัทหนี้ธุรกิจ และแนะนำให้นำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้กับในการดูแลสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยด้วย
1
“ฐานเศรษฐกิจ”สอบถามความเห็นจากแหล่งข่าวเห็นอดคล้องกันว่า แนวทางปฎิบัติต้องมีความรัดกุม และตรวจสอบสถานะลูกหนี้อย่างรอบคอบเพื่อป้อง Moral Hazard และจะเกิดปัญหาต่อระบบโดยรวม
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยว่า ประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเร็วเกินไปที่จะตอบหรือให้ความเห็นอะไรต่างๆ แต่เงิน 0.46% ที่เก็บจากธนาคารแล้ววิ่งมาที่กองทุนฟื้นฟูฯนั้น ในความเป็นจริงแล้ว เงินส่วนนี้ไม่ได้วิ่งมาที่กองทุนฟื้นฟูฯ แล้วกองทุนฟื้นฟูฯเก็บไว้ หรือแบงก์ชาติจะอมไว้หรือเก็บไว้
ในความเป็นจริง เมื่อมีการเก็บเงินจากธนาคาร ซึ่งเก็บปีละ 2 ครั้ง เงินส่วนนี้จะถูกนำส่งไปให้กระทรวงการคลัง เพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งปัจจุบันมีหนี้คงเหลือประมาณ 5.8 แสนล้านบาท
“มันสร้างความเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะหนี้ตัวนี้ จริงๆแล้วเป็นหนี้ของกระทรวงการคลัง เป็นหนี้สาธารณะ ไม่ได้อยู่ในงบดุลของกองทุนฟื้นฟูฯ แต่อยู่ในงบดุลของกระทรวงการคลัง กองทุนฟื้นฟูฯไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย เราเก็บให้แล้วผ่านเราไปชำระเงินต้นและดอกเบี้ยของพันธบัตรที่รัฐบาลออกมาเพื่อชดเชยกองทุนฟื้นฟูฯ”นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ด้านนางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้เงินต้นคงเหลือของพันธบัตรกระทรวงการคลังที่นำออกขายเพื่อนำไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มีจำนวน 5.8 แสนล้านบาท ขณะนี้มีการเก็บเงินงวดครึ่งปีแรกมาได้แล้ว 3 หมื่นล้านบาท และจะนำไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯลดเหลือ 5.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดีหนี้เงินต้น 5.5 แสนล้านบาทนี้ก็มีต้นทุนของมัน
“ปีๆหนึ่ง มีการจ่ายดอกเบี้ยบน 5.8 แสนล้าน อยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นล้าน เวลาที่แบงก์พาณฺชย์นำส่ง 0.46% ก็คือเอามาส่งดอกเบี้ย 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินต้นจะจ่ายอย่างไร สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) จะแจ้งมายังแบงก์ชาติว่า ต้นแบบไหนที่จะให้จ่ายก่อน ซึ่งปกติก็จะจ่ายต้นที่ดอกสูงก่อน ฉะนั้น เงินทุกบาทที่ได้ใน 0.46% หรือปีหนึ่งประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จะไม่เก็บไว้ที่ FIDF หรือแบงก์ชาติเลย แต่จะจ่ายไปในทุกๆรอบ ที่มีเงินออกมา"นางสาวสุวรรณีกล่าว
ส่วนที่ถามว่า ถ้าลดลงไป 0.23%จะทำให้หนี้ลดช้าลงก็คือ ใช่ พราะเวลาลด 0.23% ก็แปลว่า เงินต่อปีที่จะได้จะลดลงปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 3.5 หมื่นล้านที่หายไปนี้ จะเกิดต้นทุน 2 ส่วนคือ ต้นทุนส่วนที่ 1 คือ เงินต้นจะลดช้ากว่าที่เรากำหนด ถ้าลด 1 ปี ต้นก็จะยืดไปประมาณครึ่งปี กับส่วนคือ ดอกเบี้ย การที่เงินต้นลดช้า ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท ก็จะลดช้าไปด้วย ซึ่งเฉลี่ยแล้วปีหนึ่ง น่าจะมีต้นทุนดอกเบี้ยที่เกิดจากพันธบัตรที่ออกไปแล้วไม่ได้ลดอีก 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากจะเทียบกับการลดเงินนำส่งเหลือ 0.23% ในช่วงการระบาดโควิด-19 ประสิทธิภาพอาจจะต่างกัน เพราะครั้งนั้นเป็นการลดเงินนำส่ง เพื่อให้ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งสามารถลดดอกเบี้ยได้ 0.40% แต่ข้อเสนอครั้งนี้เป็นการลด เพื่อนำเงินไปบริหารหนี้ภาคประชาชน ซึ่งการประกาศเป็นการทั่วไป อาจจะทำให้เกิด Moral Hazard ได้
1
แหล่งข่าวกล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การลดเงินนำส่ง FIDF ครึ่งหนึ่งนั้น เป็นมาตรการที่เคยถูกนำมาใช้แล้วในช่วงการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารสามารถลดอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR, MRR ได้ เพื่อแบ่งเบาภาระผู้บริโภคชั่วคราว
ส่วนข้อเสนอรอบใหม่นี้จะทำได้ถาวรหรือไม่นั้น จะไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เนื่องจาก FIDF เก็บเพื่อสร้างเสถียรภาพการคุ้มครองเงินฝากผู้บริโภค ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้มีเพียงพอหรือไม่ การลดเป็นระยะเวลายาวนานอาจเป็นการสร้างความเสี่ยงแก่ผู้ฝากเงินในระยะยาว
ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (อาจารย์มิก) อาจารย์กฎหมายภาษีอากร และ CEO iTAX ให้ความเห็นต่อข้อเสนอการนำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้กับการดูแลสวัสดิการคนไทยว่า เป็นระบบที่ทำให้ทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการมีข้อมูลครบถ้วน พร้อมสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้โดยสะดวกและตรงเป้า สามารถโอนเงินสู่ประชาชนโดยตรง ลดความซ้ำซ้อนของระบบได้ ประชาชนไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิหลายๆครั้ง
ทั้งนี้ NIT จะทำให้มีฐานภาษีกว้างขึ้น ซึ่งอาจเก็บภาษีได้มากขึ้นจึงสามารถดำเนินนโยบายลดอัตราภาษีลงมาได้และเมื่อคนที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี วันหนึ่งที่มีรายได้เข้าเกณฑ์เสียภาษีแล้ว ภาครัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีตามระบบได้เลย
“ส่วนตัวแม้ จะเห็นด้วยกับ NIT แต่ก็ไม่ได้มองว่า จะทำได้โดยง่ายในประเทศไทย เนื่องจากยังมีตัวเลขเศรษฐกิจที่อยู่ในด้านมืด อยู่นอกระบบอยู่มาก ซึ่งยังไม่สามารถนำขึ้นมาบนดินได้ ซึ่งเศรษฐกิจนอกระบบเหล่านี้อยู่นอกระบบภาษีอีกด้วย ดังนั้นกรมสรรพากรจำเป็นต้องมีข้อมูลมากกว่าที่ผู้ยื่นแบบภาษีแจ้งเอาไว้”
1
ทั้งนี้ อาจต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องธุรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะจำเป็นต้องตรวจสอบ เช่น การมีเงินโอนเข้าบัญชี 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้งเป็นเงิน 2 ล้านบาท หรือการเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร เช่น กรณีผู้มีสินเชื่อรถหลายๆคัน แสดงว่าเป็นผู้มีรายได้ไม่น้อย แต่กลับไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ก็ต้องมีการตรวจสอบ
1
อีกประการที่ต้องคำนึงถึงคือ ต้องมีเงินสำหรับดำเนินมาตรการเสียก่อน เพราะหากต้องกู้มา เพื่อทำมาตรการจะถือว่ามาผิดทาง เพราะในประเทศที่ใช้มาตรการ NIT เช่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ล้วนเป็นประเทศที่มีฐานะดีและมีความพร้อมจะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งไทยยังต้องทำอะไรอีกมากพอสมควรให้มีอำนาจทางการเงินมากพอที่จะไปทำสิ่งนี้ได้
ดังนั้นข้อแรกที่ควรทำก่อนเรื่อง NIT ก็คือการกวาดเอาสิ่งควรจะเก็บภาษีได้ สิ่งที่ควรจะเป็นของรัฐเอามาให้ได้เสียก่อน ถัดมาคือทัศนคติ และความพร้อมของหน่วยงานรัฐในการดำเนินมาตรการ หรือนโยบายรัฐ รวมถึงความพร้อมที่ต้องรองรับประชาชนในการยื่นภาษีปีละ 40-60 ล้านคนต่อปี และต้องมีระบบที่สามารถใช้งานได้ง่าย และสะดวกมากพอ เพื่อให้คนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน สามารถเข้าถึงระบบภาษีได้โดยง่าย เจ้าหน้าที่ก็ต้องมีความพร้อมทั้งการดูแล และให้ความรู้กับประชาชนเพื่อไม่ให้มีใครตกหล่นอีกด้วย
ข้อดีของการที่ประชาชนทุกคนอยู่ในระบบภาษี ยังอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงของการตระหนักถึงคุณค่าของเงินภาษี และมองเห็นเรื่องภาษีเป็นสิ่งปกติธรรมดา นำไปสู่การยกระดับประชาชนให้เป็น Active Citizen ที่สนใจและตรวจสอบมากขึ้น เกี่ยวกับการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ และทำให้ผู้ใช้เงินภาษีของประชาชนต้องมีความเกรงใจประชาชนเจ้าของภาษีมากขึ้นในอนาคต อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ในอนาคต
โฆษณา