4 ก.ย. 2024 เวลา 08:53 • ท่องเที่ยว

พิพิธภัณฑ์ครุฑ จังหวัดสมุทรปราการ

เรื่องราวของ “ครุฑ” นั้น ปรากฏในวรรณกรรมฮินดูมาแล้วมากกว่า 3,000 ปี จากอิทธิพลของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีความหมายถึงเทพยดาผู้มีปีก ผู้ปกปักษ์รักษาความดี
ครุฑ หรือ พญาครุฑ มีเรื่องเล่าขานหลายตำนานส่งผ่านต่อกันมาด้วยอิทธิพลของศาสนา เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่า “ครุฑ” เป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ และเป็นเทพพระพาหนะทรงของพระนารายณ์ มหาเทพผู้สร้างทุกสรรพสิ่งบนโลก
พุทธศาสนาเชื่อว่า “ครุฑ” คือเทพครึ่งนก มีฤทธิ์มาก ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ มีถิ่นที่อยู่อาศัยในป่าหิมพานต์บริเวณวิมานฉิมพลีเชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งบนยอดเขาเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่สถิตของพระอินทร์
ตำนานกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์พญาครุฑ ว่าเป็นเมตตามหานิยม เป็นสิทธิอำนาจอันเฉียบขาด เป็นสื่อนำความเจริญรุ่งเรือง ปกป้องคุ้มครอง สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสยทั้งปวง ภูติผีปีศาจเกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
ครุฑ ในประเทศไทย .. ครุฑ ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เนื่องจากเป็นความเชื่อที่มาพร้อมกับลัทธิสมมุติเทวราช ถือว่ากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ลงมาปกครองบ้านเมือง และเมื่อพระนารายณ์มีครุฑเป็นพาหนะ ครุฑจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกษัตริย์ไปด้วย .. อีกทั้งยังเป็นความเชื่อที่มีร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคนี้
การใช้รูปครุฑเป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายของทางราชการ .. กำหนดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้รูป “ครุฑรำ” หรือเรียกว่า “พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์” นอกจากนี้ยังมีการใช้ตราครุฑเป็นตราหัวกระดาษของหนังสือ หรือแบบฟอร์มในราชการมาตั้งแต่สมัยนั้นอีกด้วย
สำหรับภาคธุรกิจเอกชนที่มีเครื่องหมายครุฑพ่าห์ประดับอาคารได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติจึงจะได้รับพระราชทานตราตั้ง หรือ หนังสือรับรองการพระราชทานพระบรมราชานุญาต มีคำว่า "โดยได้รับพระบรมราชานุญาต" อยู่เบื้องล่างของตราครุฑนั้นๆ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับพระราชทานให้ใช้ตราแผ่นดินในกิจการได้
“พิพิธภัณฑ์ครุฑ” .. ตั้งอยู่ที่ ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ก่อสร้างและดำเนินงานโดย “ธนาคารทหารไทยธนชาต” ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการที่ "ธนาคารธนชาต" ได้รวมกิจการกับ “ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2554
“ธนาคารนครหลวงไทย” เป็นธนาคารที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 80 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระราชทาน “เครื่องหมายตราตั้ง” ครุฑพ่าห์ ติดตั้ง ณ อาคารสำนักงานใหญ่และสาขาต่างๆ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2484 ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารเปิดดำเนินงาน
ครุฑพ่าห์ หรือ พระครุฑพ่าห์ หมายถึง “ครุฑซึ่งเป็นพาหนะ” มีลักษณะเป็นองค์ครุฑกางปีก สัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากการรับลัทธิเทวราชาของอินเดีย ถือว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ลงมาปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข โดยมีพญาครุฑเทพพระพาหนะผู้ซื่อสัตย์คอยติดตามไปทุกหนแห่ง เราจึงพบเห็นตราสัญลักษณ์พระครุฑพ่าห์อยู่ในทุกที่ที่องค์กษัตริย์เสด็จไป
พระมหากษัตริย์พระราชทาน “พระครุฑพ่าห์” ให้ธนาคารนครหลวงไทยในเวลานั้นเพื่อเป็นเครื่องแสดง ความน่าเชื่อถือทางการเงิน ตามคุณสมบัติกิจการนั้นมีฐานะการเงินดี ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ประกอบกิจการโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หลังการรวมกิจการ จึงมีการเชิญเครื่องหมายตราตั้ง พระครุฑพ่าห์ ลงจากอาคาร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายครุฑพ่าห์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ตอนหนึ่งตาม มาตรา 11 ความว่า
“เมื่อปรากฏว่าบุคคลหรือห้างร้านบริษัทที่ได้รับพระราชทานตราตั้งเลิกประกอบกิจการ โอนกิจการดังกล่าวให้ผู้อื่นดำเนินการ ให้ส่งคืนตราตั้งแก่สำนักพระราชวัง”
ธนาคารธนชาต ได้ตระหนักถึงคุณค่าและเล็งเห็นความสำคัญขององค์ “ครุฑพระราชทาน” ที่มีความผูกพันและความศรัทธาของคนไทย รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์ของไทย
หลังอัญเชิญองค์ครุฑลงจากสำนักงานใหญ่และสาขาต่างๆ จึงนำไปประดิษฐานยังศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และก่อตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์ครุฑ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” เนื่องในวโรกาสครบรอบ 84 พรรษา ในปีนั้น
ต่อมาในปี 2564 ธนาคารทหารไทย (TMB) ได้รวมกิจการกับ ธนาคารธนชาต เป็นธนาคารแห่งใหม่ชื่อ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) และยังคงสานต่อคุณค่า พิพิธภัณฑ์ครุฑ ตามเจตนารมณ์ที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป
โดยปรับปรุงบูรณะ พิพิธภัณฑ์ครุฑ เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 และมีพิธีเปิดเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2565
“พิพิธภัณฑ์ครุฑ” เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในประเทศไทยและในอาเซียนที่รวบรวม รูปสลักครุฑ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย โดยเชิญครุฑที่ประดิษฐาน ณ อาคารธนาคารนครหลวงไทย สำนักงานใหญ่และสาขาต่างๆ มากกว่า 150 องค์ มาไว้ด้วยกัน
“พญาครุฑ” สัตว์หิมพานต์ สัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความดีงาม และความซื่อสัตย์ ที่จัดแสดงอย่างทันสมัย ทั้งรูปแบบแอนิเมชัน และมัลติมีเดียต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การชมนิทรรศการได้อย่างเต็มรูปแบบ .. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวพญาครุฑ ประวัติศาสตร์ และต่อยอดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน
โดยธนาคารทหารไทยธนชาต แห่งนี้ผู้ชมจะได้เห็นครุฑพ่าห์ในสีสันต่างๆ รวมทั้งมีนิทรรศการแบบอินเตอร์แอคทีฟให้ได้สนุกเกี่ยวกับความเชื่อและเรื่องราวของครุฑ
โดดเด่นด้วยองค์ครุฑไม้แกะสลักอย่างวิจิตรในยุคแรกของธนาคารไทย สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือ รวมทั้งวัสดุร่วมสมัยอย่างไฟเบอร์กลาสในเวลาต่อมา
พร้อมถ่ายทอดตำนานเรื่องราวต่างๆ ของ ครุฑ ตั้งแต่จุดกำเนิดในดินแดนหิมพานต์ตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างพญาครุฑกับพญานาค และเรื่องราวความเป็นมาในการเป็นเทพพระพาหนะของพระนารายณ์ .. ผ่าน 6 โซนนิทรรศการ นำเสนอผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม งานแอนิเมชันและงานมัลติมีเดียอย่างน่าติดตามชมภายในตัวอาคารขนาด 2 ชั้น
พญาครุฑ สูง 4 เมตร .. จุดน่าสนใจแรกที่ไม่ควรพลาดชมคือองค์ ครุฑพ่าห์ ซึ่งประดิษฐานอย่างสง่างามหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ องค์ครุฑมีความสูงถึง 4 เมตร เคยเป็นตราครุฑที่ด้านหน้ายอดตึก นครหลวงไทย สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ได้รับพระพระราชทานจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นเสมือนดังเทพผู้พิทักษ์รักษามาอย่างยาวนาน
หลังจากเชิญลงจากยอดตึก ก็ได้อัญเชิญมาประดิษฐานยังหน้าพิพิธภัณฑ์ครุฑ และเป็นองค์ที่ พระครูวิศิษฏ์พิทยาคม (วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง เป็นประธานนำผู้บริหาร ttb ทำพิธีสักการะเมื่อวันเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ 9 สิงหาคม 2565
AR กับสัตว์หิมพานต์ .. เมื่อเข้ามาในตัวพิพิธภัณฑ์ครุฑ พื้นที่แรกคือ โถงต้อนรับ จุดเริ่มต้นของนิทรรศการโซนแรกกับภาพวาดป่าหิมพานต์บนฉากโค้งขนาดใหญ่
ภาพสัตว์ป่าหิมพานต์
บนพื้นห้องโถงมี QR Code จำนวน 3 จุด เมื่อใช้กล้องสมาร์ทโฟนส่องคิวอาร์โค้ดบนพื้นห้องแล้วยกขึ้นส่องไปยังฉาก จะปรากฏภาพเคลื่อนไหวของสัตว์หิมพานต์ในหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สัมพันธ์กับเรื่องราวที่คิวอาร์โค้ดบันทึกไว้ สามารถเข้าไปยืนถ่ายรูปที่หน้าฉากกับสัตว์หิมพานต์ที่ปรากฏได้อย่างสนุกสนาน
คิวอาร์โค้ดทั้ง 3 จุด ได้แก่ QR Code นาคแปลงกาย บรรดาลูกนาคพากันแปลงกายเป็น “ขนม้า” เข้าไปแซมบนตัวม้าอุจไฉศรพ (ม้าเทียมราชรถพระอาทิตย์) จากขนสีขาวกลายเป็นสีดำ ทำให้นางวินตา (แม่พญาครุฑ) แพ้พนันทายสีขนม้า ตกเป็นทาสนางกัทรุ (แม่พญานาค) เป็นเวลา 500 ปี ต้นเหตุความบาดหมางระหว่างครุฑและนาค ทั้งๆ ที่ครุฑและนาคเป็นพี่น้องต่างมารดา โดยมีบิดาคนเดียวกันคือพระกัศยปมุนี
QR Code ศึกชิงน้ำอมฤต มาจากเรื่องราวที่ครุฑต้องไปนำน้ำอมฤตจากพระอินทร์มาให้นาค แลกกับอิสรภาพของนางวินตาผู้เป็นแม่ เกิดการประลองฤทธิ์กับพระอินทร์จนขนอันงดงามหลุดร่วง เป็นที่มาของนาม “สุบรรณ” อีกชื่อหนึ่งของครุฑที่พระอินทร์ประทานให้
QR Code ครุฑยุดนาค เพื่อหลบครุฑที่คอยจับกินเป็นอาหาร นาคซึ่งอาศัยอยู่ในมหานทีสีทันดรจึงพากันเลื้อยลงไปหลบยังสะดือทะเล แต่ครุฑช่างมีฤทธิ์มาก แค่กระพือปีกเหนือแผ่นน้ำ ทะเลก็แหวกออก ครุฑก็ยังจับนาคกินได้เหมือนเดิม
บรรดานาคจึงคิดกลวิธีพากันกลืนกินก้อนหินลงท้องเพื่อถ่วงน้ำหนัก ทำให้ครุฑไม่สามารถจับนาคกินได้ ครั้นพบนาคในคราหลัง ครุฑแก้กลด้วยการโฉบจับนาคทางหาง ให้หัวนาคห้อยลง แล้วเขย่าให้ก้อนหินหล่นออก ท่วงท่าการจับนาคลักษณะนี้เป็นที่มาของชื่อท่า “ครุฑยุดนาค”
ในพื้นที่ “โถงต้อนรับ” ยังมี ห้องฉายวิดีทัศน์ เล่าการกำเนิดครุฑหลายตำนานโดย ครูมืด ประสาท ทองอร่าม ครูโขนและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งเฉลยที่มาของการไม่ถูกกันของครุฑและนาค
เปิดป่าหิมพานต์ บนชั้น 2 ของตัวอาคาร
หลังจากรู้จักครุฑเบื้องต้นจากหนังสั้นในห้องวิดีทัศน์แล้ว “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” พานักสำรวจเดินทางเข้าสู่ป่าหิมพานต์ในห้องจัดแสดงพื้นที่ที่สอง ชื่อ ครุฑพิมาน .. พื้นที่นี้เปิดให้เรียนรู้ความเชื่อและการกำเนิดจักรวาลทั้งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ทั้งยังใช้เป็นระบบการวางผังทางสถาปัตยกรรมของวัดวาอารามต่างๆ ในประเทศไทย
ออกแบบพื้นที่เป็นป่าหิมพานต์ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุตามคติจักรวาล เป็นถิ่นที่อยู่ของ “สัตว์กึ่งเทพ” หลากหลายรูปแบบซึ่งเกี่ยวข้องกับคติทางศาสนาทั้งสิ้น คุณจะได้รู้จักลักษณะของสัตว์หิมพานต์มากกว่า 30 ชื่อรวมทั้งหุ่นจำลอง รวมทั้งเปลือกไข่ที่แตกออกเป็นพญาครุฑ
ดำดิ่งโลกบาดาล .. เป็นการสำรวจถิ่นที่อยู่ “พญานาค” กับพื้นที่ที่สาม นครนาคราช ปกติเหล่าพญานาคเวียนว่ายอยู่บริเวณใจกลางสระอโนดาด แต่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ก็พากันว่ายทวนน้ำมาทางทิศเหนือของป่าหิมพานต์ เพื่อวางไข่ ณ อาณาจักรใต้บาดาลที่อยู่ลึกลงไปหลายหมื่นโยชน์ในเกษียรสมุทร
ครุฑที่โกรธเคืองนาคเรื่องมารดา จึงคอยหาโอกาสโฉบลงจิกพญานาคเหนือท้องสมุทรแห่งนี้ ก่อนหอบหิ้วไปจิกท้องกิน “มันเปลว” ยังป่างิ้วแดน
หิมพานต์ ในพื้นที่ส่วนนี้จึงมีภาพวาดท่วงท่า “ครุฑยุดนาค” ปรากฏอยู่ด้วย
พญานาคได้รับการยกย่องว่าเป็น เทพเจ้าแห่งสายน้ำและมีหน้าที่เฝ้าทรัพย์สมบัติ จึงมีความเชื่อกันว่า ผู้บูชาพญานาคจะนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง
ครุฑ ต้นแบบความดีเป็นที่ประจักษ์
พญาครุฑ เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ คุณธรรม ความกตัญญูกตเวทิตา และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ จากเหตุการณ์ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเพื่อชิงน้ำอมฤตมาให้พญานาค เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปลดปล่อยมารดาให้เป็นอิสรภาพ
ข้อพิสูจน์ที่บ่งบอกลักษณะนิสัยดังกล่าวของพญาครุฑ คือแม้พระนารายณ์เสด็จขึ้นจากเกษียรสมุทรเพื่อห้ามปรามพญาครุฑชิงน้ำอมฤต แต่พญาครุฑก็ยังยืนยันเจตนาที่จะช่วยเหลือมารดาอย่างถึงที่สุด แม้ต้องสละชีวิตตนก็ตาม
พระนารายณ์สรรเสริญพญาครุฑบนความกตัญญูต่อมารดา และความอดทนอดกลั้นสุดกำลังที่ไม่ลิ้มรสน้ำอมฤตแม้ความเป็นอมตะอยู่ตรงหน้า จึงประทานความเป็นอมตะให้พญาครุฑและกล่าวขอต่อพญาครุฑว่า
“ขอให้ท่านเป็นพาหนะของข้า ร่วมแบกรับภารกิจยิ่งใหญ่ ขอให้ท่านสถิตอยู่ที่ยอดเสาธงของข้า เพื่อท่านจะได้อยู่สูงกว่าข้า”
เหตุการณ์อันแสดงคุณธรรมที่ชัดเจนเกี่ยวกับครุฑประการนี้ ได้รับการนำเสนอผ่านแอนิเมชันในห้องจัดแสดงพื้นที่ที่สี่ อมตะเจ้าเวหา ซึ่งผนังรอบห้องนี้ประดิษฐานองค์ครุฑอัญเชิญมาจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่างๆ ซึ่งหล่อด้วยไฟเบอร์กลาสทั้งหมด
ครุฑกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ตามความเชื่อเทวราชาซึ่งรับมาจากอินเดีย กษัตริย์ไทยทุกพระองค์เปรียบเป็นอวตารของพระนารายณ์ ครุฑซึ่งเป็นเทพพระพาหนะพระนารายณ์ ถือเป็นสัญลักษณ์แทนองค์กษัตริย์ด้วย จึงนำมาใช้เป็นตราแผ่นดิน เรียก “ตราครุฑพ่าห์” เริ่มใช้นับตั้งแต่สมัยอยุธยาจวบจนรัตนโกสินทร์
ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ครุฑเป็นเครื่องหมายประดับบนธง เรียก “ธงมหาราช” ซึ่งจะเชิญขึ้น ณ สถานที่ที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “ตราอาร์ม” แทนตราแผ่นดินระยะหนึ่ง แต่ต่อมาทรงดำริว่า ตราอาร์มมีความเป็นตะวันตกมากเกินไป จึงทรงพระกรุณาเปลี่ยนมาใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์อีกครั้ง และมีพระประสงค์ให้ใช้พระครุฑพ่าห์เป็นตราแผ่นดินสืบมาจนปัจจุบัน
เรื่องราวนี้ได้รับการถ่ายทอดในรูปแบบหนังสั้นที่พื้นที่จัดแสดงที่ห้า สุบรรณแห่งองค์ราชัน พร้อมองค์พระครุฑพ่าห์ขนาดใหญ่แกะสลักจากไม้ที่ได้ชื่อว่ายังคงความสมบูรณ์ของงานสลักไว้ได้มากที่สุดในพิพิธภัณฑ์ครุฑ อัญเชิญมาจากธนาคารนครหลวงไทย สำนักงานใหญ่ สาขาหาดใหญ่
ครุฑพ่าห์องค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย
ปิดท้ายด้วยส่วนจัดแสดงที่ 6 กับ ห้องจัดแสดงครุฑ พื้นที่นี้จัดแสดงองค์ครุฑไว้มากที่สุดทั้งที่แกะสลักจากไม้และหล่อด้วยวัสดุไฟเบอร์กลาส ..
ครุฑแต่ละองค์มีลักษณะแตกต่างกันไป เช่น สีกาย สีและลักษณะผ้านุ่ง เครื่องสวมประดับศีรษะ
โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนสุดท้ายเป็นการรวมองค์ครุฑที่แกะสลักด้วยไม้และมีความเก่าแก่ที่สุด ส่วนใหญ่จึงชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
ครุฑพ่าห์องค์แรก ที่ธนาคารนครหลวงไทยได้รับพระราชทานให้ประดิษฐาน ณ สาขาราชดำเนิน ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่แห่งแรกของธนาคารนครหลวงไทย ตั้งอยู่อาคารเลขที่ 5 ถนนราชดำเนินกลาง
องค์ครุฑแกะสลักจากไม้สัก กายครุฑมีสีแดง แต่สูญเสียแขนทั้งสองข้างและส่วนของขาข้างหนึ่งที่หักไปตามเวลา
นอกจากนี้ยังมีองค์ครุฑที่โดดเด่นคือมี ปีกเป็นสีดำ ที่เกิดจากเขม่าควันการคั่วเกาลัดลอยขึ้นไปเกาะจับ นี่คือองค์ครุฑจากสาขาเยาวราชนั่นเอง
รวมทั้งองค์ครุฑที่มาจากสาขาประเวศ ถือเป็นครุฑองค์เดียวในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่มีผู้ชมซึ่งเรียนนาฏศิลป์เล่าให้ฟังว่าลักษณะท่าทางแบบนี้คือท่าตั้งวงรำที่ถูกต้อง คือมีการ พับนิ้วโป้ง
ด้วยความที่การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ครุฑ จะจัดแสดงองค์ครุฑในลักษณะเดิม ครุฑหลายองค์จึงไม่มีส่วนของแขนและขาที่ชำรุดไปแล้ว
และยังมีครุฑอีกหลายองค์ที่ชำรุดจนไม่สามารถนำมาติดตั้งเพื่อจัดแสดงได้แต่ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี
โฆษณา