Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
6 ก.ย. 2024 เวลา 09:01 • ท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ .. จังหวัดสมุทรปราการ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จังหวัดสมุทรปราการ
นานหลายสิบปีมาแล้ว .. บริษัทที่ฉันเคยทำงานมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่แถวสมุทรปราการ จึงเป็นเหตุให้ฉันต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพและสมุทรปราการอยู่บ่อยๆ … เมื่อนั่งอยู่ในรถในขณะที่เดินทางทาง
สมุทรปราการ ข้ามสะพานสำโรงไปราว 3 กิโลเมตร ฉันสังเกตเห็นแนวกำแพงสูงใหญ่ มองดูเหมือนป้อมค่ายโบราณอยู่ทางด้านซ้ายมือ เคยสงสัยว่าข้างในจะเป็นการก่อสร้างอะไรกันหนอ … เมื่อเวลาผ่านไป .. สิ่งก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จึงรู้ว่านี่คือการก่อสร้าง “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ”
“คุณเล็ก วิริยะพันธ์” .. สร้าง “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” ขึ้นเพื่อเก็บวัตถุโบราณและของเก่าที่ได้ซื้อหาสะสมไว้มาตลอดระยะเวลายาวนานด้วยความรักในการหาความหมายของของสิ่งนั้น และมีความเห็นว่าโบราณวัตถุบางอย่างเป็นของสำคัญของบ้านเมือง เช่น พระพุทธรูปองค์หนึ่ง คนโบราณไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อขาย แต่สร้างมาจากมิติทางจิตวิญญาณ เป็นที่เคารพของคนในบ้านเมือง
คุณเล็ก สะสมของโบราณไว้หลายชนิด คุณค่ามากมายเกินกว่าจะตีค่าเป็นตัวเงิน และอยากให้สิ่งเหล่านี้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป ไม่อยากให้หลุดออกไปนอกประเทศ รวมถึงอยากให้เป็นสมบัติของสังคมส่วนรวม จึงคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเก็บรักษาและเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าชม
โครงการนี้ ..
ดั้งเดิมแล้วจะมีรูปแบบเป็นศูนย์วัฒนธรรมแห่งโลกและโรงเรียนช่างสิบหมู่ บนพื้นที่ประมาณพันไร่ริมแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นตึก 70 ชั้น เหนือขึ้นไปจึงจะเป็นช้างเอราวัณสามเศียรขนาดสูง 90 เมตร หรือเท่ากับตึก 30 ชั้น อีกทั้งจะมีอาคารล้อมรอบอีกหลายหลัง แต่ตอนที่กำลังเตรียมการเกิดอุปสรรคบางอย่าง จึงต้องล้มเลิกโครงการไป
ต่อมาคุณเล็กได้นำโครงการนี้ขึ้นมาดำเนินการอีก และเลือกที่จะสร้างที่สำโรง จังหวัดสมุทรปราการแทน การออกแบบเริ่มจากการปั้นหุ่นจำลองช้างสามเศียรในอาการส่ายเศียรยืนอยู่เหนือยอดโดมอาคารที่รองรับ ซึ่งจะทำให้ช้างตัวนี้ดูเหมือนเหยียบอยู่บนโลก มีการแก้ไขแบบและการก่อสร้างอยู่หลายครั้งหลายครามาก แบบทำไป เรียนรู้ไป และแก้ไขไป จนเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี เราจึงได้เห็นพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณในแบบปัจจุบัน
พื้นที่ด้านหน้าตัวอาคาร ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้จัดเตรียมพวงมาลัย ดอกไม้ ธูป และแผ่นทอง เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้เชื่อถือได้นำไปกราบไหว้และปิดทองรูปจำลองช้างเอราวัณ
ตัวอาคาร ด้านล่าง .. จะมีระเบียงรอบเป็นวงกลม มีทางเข้าภายในอาคารได้หลายทาง
อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามลักษณะไตรภูมิ .. ส่วนบนคือตัวช้างเอราวัณ ส่วนล่างคืออาคารซึ่งเปรียบเสมือนโลก และชั้นใต้ดินซึ่งเรียกว่าชั้นบาดาล มีรูปปั้นมนุษย์นาคตั้งอยู่เหนือน้ำตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางเป็นสัญลักษณ์ ภายในชั้นนี้มีการจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามสังคโลก พระพุทธรูป รวมไปถึงการจัดนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของการสร้างพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ชีวิตและผลงานของคุณเล็ก และคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์
.. มีความสูงรวมทั้งสิ้น 43.50 เมตร ขนาดเล็กกว่าเดิมที่วางแผนไว้ เนื่องจากสถานที่ที่สำโรงเล็กกว่าที่บางปะกงมาก จึงต้องปรับขนาดให้มีความเหมาะสม การวางศิลาฤกษ์เริ่มก่อสร้างเมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคม 2537
ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สร้างให้เปรียบเป็นดั่งโลกมนุษย์ อาคารทรงกลมก่ออิฐถือปูนสีชมพูอ่อน ตามแบบของปราสาทหิน ดูงดงามแปลกตาจากปราสาททั่วไป กรรมวิธีในการฉาบสีน่าสนใจทีเดียว มีการนำเอาปูนมาตำแล้วนำไปผสมกับปูนกินหมาก แล้วจึงนำไปฉาบ ทำให้ปราสาทดูแล้วเหมือนปราสาทหินทราย
ตัวช้างมีลักษณะเด่นคือ ... หุ้มด้วยวัสดุทองแดงที่นำมาเคาะขึ้นรูปด้วยมือ ทองแดงบริสุทธิ์จำนวน 3,400 ตารางเมตรถูกนำมาย่างไฟด้วยเตาถ่านจนทองแดงอ่อนตัว เพื่อให้ขึ้นรูปได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นทองแดงก็จะกลับมาแข็งดังเดิม
.. กรรมวิธีการขึ้นรูปแบบนี้มีแห่งเดียวในโลกคือที่นี่เท่านั้น เป็นประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะโลก เพราะแม้แต่การสร้างเทพีเสรีภาพในสหรัฐอเมริกา ก็ยังใช้เทคนิคหล่อขึ้นทั้งตัว แล้วจึงตัดออกเป็นส่วนๆนำไปประกอบทีหลัง ที่นี่จึงเป็นการทำงานโดยอาศัยศักยภาพของสองมือมนุษย์ที่น่าอัศจรรย์มาก ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และไม่มีการอาศัยเครื่องมือทันสมัยอย่างอื่นเลย
ซุ้มช้างเอราวัณจำลอง .. ก่อนเข้าไปด้านในของประติมากรรมช้างเอราวัณ แวะปิดทองสักการะองค์ก่อนเพื่อเป็นศิริมงคล
ทางเข้าภายในพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เป็นซุ้มประตูถึง 8 ประตู..
ด้านบนของแต่ละซุ้มแกะสลักปูนปั้นเป็นรูปเทวดาประจำวันทั้ง 7 (แต่ที่มี 8 ซุ้ม เพราะวันพุธมีกลางวันและกลางคืน) ที่มีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมปูนปั้นเป็นอย่างมาก
เมื่อย่างเท้าเข้าไปในห้องโถงของอาคาร จะเห็นศิลปะหลายแบบที่นำมาผสมกลมกลืนกัน
ภายในชั้นนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ด้วยลวดลายปูนปั้นประดับเบญจรงค์ฝีมือศิลปิน และช่างจากจังหวัดเพชรบุรี
มีซุ้มพระเกตุทรงพระขรรค์ และมีเก๋งจีนที่ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปี เป็นสัญลักษณ์ ส่วนบนเพดานถูกประดับตกแต่งด้วยกระจกสี ออกแบบเป็นรูปทวีปทั้ง5 และรูปกลุ่มจักรราศี เป็นผลงานของศิลปินชาวเยอรมันชื่อนาย Mr.Schwarzkopf
เพดาน ซึ่งถูกอุปมาอุปมัยให้เป็นเหมือนหลังคาโลก มีภาพของแผนที่โลกโบราณขนาดใหญ่บนงานกระจกสี (Stained Glass) สวยงามเหมือนที่เราเห็นในโบสถ์คริสต์สวยๆในยุโรป สร้างสรรค์ผลงานโดยศิลปินชาวเยอรมัน ชื่อ Mr. Jacob Schwarzkopf ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 73 ปี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
แนวคิดในการนำกระจกสีเข้ามาใช้ นอกจากเพื่อให้แสงสว่างกับห้องแล้ว ยังสะท้อนถึงแนวปรัชญาที่ให้แสงสว่างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม บริสุทธิ์สาดส่องเข้ามาภายใน และขับไล่ความมืด หรือความชั่วร้าย
เมื่อแหงนมองขึ้นไปที่เพดาน แสงแดดที่ส่องผ่านกระจก ขับให้ภาพแสดงทวีปทั้ง 5 มีมหาสมุทรอยู่ตรงกลาง ดูสว่างไสว ศิลปินที่รังสรรค์ผลงานใช้สีเพียง 4 สีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นโลก .. สีเหลืองแทนดิน สีขาวคือลม สีแดงคือไฟ และสีฟ้าคือน้ำ
รอบนอกเป็นภาพจักราศี กลุ่มดาวสำคัญ 12 กลุ่ม ถัดออกไปเป็นภาพมนุษย์ในโลก สื่อให้เห็นอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อชีวิตมนุษย์ทุกผู้ทุกคน นับว่างดงามแยบยลที่นำศิลปะตะวันตกมาผสมผสานในการรังสรรค์งานชิ้นนี้
ภายในตัวอาคาร ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตร อลังการด้วยฝีมือชั้นครูของช่างปูนปั้นเมืองเพชร โดยปูนที่ใช้ทำจากปูนโบราณที่เรียกว่าปูนตำ
.., โดยนำเอาปูนขาว กระดาษสา ข้าวเหนียวหุงแฉะนิดๆ กาวหนังควาย น้ำตาลทรายแดง มาผสมกัน โดยใช้ช่างทั้งหมดราว 30 คน ทำกันสดๆ ไม่มีการร่างแบบในกระดาษหรือหล่อในแม่พิมพ์มาก่อน
ดังนั้นแต่ละลวดลายจึงมีรายละเอียดและลูกเล่นแตกต่างกันไปตามจินตนาการของช่างแต่ละคน โดยมีลายดอกพุดตาน ลายก้านขด ลายประจำยาม ลายเฟื่อง เป็นลายหลัก
นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำเป็นพิเศษจากอัมพวามาใช้ประดับร่วมกับลวดลายปูนปั้น การประดับลวดลายเบญจรงค์มีทั้งที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และแบบที่ใช้เครื่องเบญจรงค์ทั้งชื้น สลับลวดลายสอดสีกันอย่างสวยสดงดงาม
เหตุผลที่นำเครื่องเบญจรงค์มาใช้ประดับทั้งๆที่ราคาแพง เพราะว่าเบญจรงค์มีความคงทน สีจะยังคงสดใสแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน
ดังเช่นที่เห็นตามวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่สาม หากใช้การลงรักปิดทองเชื่อว่าอายุการใช้งานจะสั้น และต้องซ่อมสีบ่อยๆ
เสา 4 ต้นภายในห้องโถง เปรียบเสมือนพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันเป็นธรรมะที่ค้ำจุนโลกไม่ให้ล่มสลาย เสาแต่ละต้นรังสรรค์ลวดลายดีบุกดุนลาย โดยช่างจากนครศรีธรรมราชและเชียงใหม่
... แต่ละต้นบรรจุเรื่องราวของศาสนาสำคัญของโลก คือศาสนาพุทธ คริสต์ ฮินดู และอิสลาม ซึ่งต่อมา เนื่องจากภาพเรื่องราวของศาสนาอิสลามมีไม่มาก จึงมีการเปลี่ยนเป็นภาพเรื่องราวของศาสนาพุทธนิกายหินยานแทน
นอกจากนัยยะด้านศาสนาแล้ว เสาสี่ต้นยังหมายถึงความกตัญญูของตระกูลวิริยะพันธ์ด้วย กล่าวคือ …
… เมื่อพ่อแม่ทดแทนคุณแผ่นดินด้วยการสร้างเมืองโบราณ ปราสาทสัจจะธรรม พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ดังนั้นลูกหลานต้องทดแทนคุณพ่อแม่ด้วยการสืบสานการทำงานสร้างสิ่งเหล้านี้ให้สำเร็จ
ชั้นล่างของห้องโถงอาคารรูปโดมมีบันไดสองข้าง คือบันไดทองทางด้านซ้าย เป็นบันไดสีชมพู ซึ่งได้จากการใช้ส่วนผสมของหินทรายแดง
บันไดเงินอยู่ทางด้านขวา เป็นบันไดสีขาว มีส่วนผสมของหินฟลูออไรด์ซึ่งให้สีขาวนวลแตกต่างจากปูนซีเมนต์ทั่วไป
บันไดสองข้าง .. ปั้นแต่งรูปร่างคดเคี้ยวไปตามทาง
บรรจงตกแต่งประดับลวดลายด้วยเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์หลากสีสัน ที่มีทั้งตัดเป็นชิ้นงานเล็กๆ บรรจงประดับลงไป และก็มีที่ใช้เครื่องถ้วยชามทั้งชิ้นประดับลงไปเลย สลับลายสอดสีสันเข้ากันได้อย่างลงตัว
บันไดที่สร้างขึ้นมาเปรียบเสมือนว่าเป็นทางที่จะนำเราขึ้นสู่โลกสวรรค์ชั้นบน และการที่เราจะขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ชั้นบนนั้น
ต้องเลือกเดินขึ้นบันไดเงินที่เป็นสีขาว ส่วนบันไดสีชมพูคือบันไดทอง เอาไว้ใช้เป็นทางเดินขาลงมาจากสวรรค์
กึ่งกลางของบันไดทั้งสองข้างมีรูปปลาอานนท์ข้างละตัว ตรงกับคติธรรมที่ว่า ปลาอานนท์อยู่ใต้โลก
ถ้าปลาอานนท์พลิกตัวก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว เช่นเดียวกันถ้าหากบันไดปลาอานนท์พลิก บันไดก็จะพังเช่นกัน
กลางห้องโถงมีเก๋งจีนตกแต่งสวยงามอลังการด้วยลวดลายปูนปั้น
เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มพระเกตุทรงพระขรรค์ เป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองโลกและมหาสมุทร และโดยที่จังหวัดสมุทรปราการอยู่ใกล้ทะเล จึงถือว่าเทพเจ้าองค์นี้คุ้มครองผู้คนในจังหวัดนี้ด้วย
ถัดลงมาเป็นรูปพระอิศวรแปลงหน้าเป็นยักษ์ และเป็นรูปคนธรรพ์บรรเลงดนตรี
รูปกินนรี กินนร .. ลวดลายประดับตกแต่งละเอียด วิจิตรมาก
รูปปั้นหัวช้างสี่เศียรที่ใช้ช้อนกระเบื้องตกแต่งเป็นหูช้าง
ด้านล่างสุดตรงฐานพระเกตุปั้นเป็นรูปพญานาคจำนวนมาก มีความหมายเป็นบริวารของพระเกตุที่มาช่วยปกป้องคุ้มครองโลกและมหาสมุทร
ที่น่าสนใจคือลายปูนปั้นหัวนาค เพราะแต่ละหัวไม่เหมือนกันเลย ช่างแต่ละคนก็ปั้นไปตามจินตนาการของตนเอง
มีทั้งหัวนาคแบบไทย หัวนาคเขมร หัวนาคหงส์ หัวนาคคชสีห์ หัวนาคเทวดา และอื่นๆ และหากสังเกตให้ดีจะมีหน้าของนักการเมืองบางคนอยู่ด้วย นับเป็นเอกลักษณ์ของช่างเมืองเพชรโดยแท้
ภายในเก๋งจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักหินของเจ้าแม่กวนอิมหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สมัยราชวงศ์สุย (พ.ศ. 1132-1161) ในยุคนั้นยังนิยมแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นเพศชาย
บนเพดานบางจุดประดับด้วยกระจกสีซึ่งได้จากวัสดุรีไซเคิล สีเขียวได้จากขวดเบียร์ไฮเนเก้น สีน้ำตาลจากขวดเบียร์สิงห์ สีน้ำเงินจากขวดไวน์ แก้วใสจากขวดน้ำปลา แต่แก้วเหล่านี้ถูกนำมาตัดจนไม่เหลือร่องรอยเดิมให้เห็น
ที่ชั้น 2 จะเป็นทางที่เราจะขึ้นไปสู่ท้องช้างกันแล้ว โดยมีทางขึ้นให้เลือก 2 ทาง คือ ขึ้นด้านขาหลังซ้ายจะเป็นลิฟต์ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีแรงเดิน กับขึ้นทางขาหลังขวาของช้างที่เป็นทางบันไดวนถึง 60 ขั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีแรงเดิน
หน้าลิฟต์ ผนังโดยรอบประดับด้วยลายมังกรและกระเบื้องเคลือบจากเมืองจีน ส่วนที่ใกล้เพดานเป็นลวดลายปูนปั้นดอกไม้แบบยุโรป เพื่อให้ล้อกับงานกระจกหลังคาโลก ซึ่งเป็นศิลปะตะวันตก
ตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่จะไต่ขึ้นไปสู่ขาช้าง เพื่อเข้าสู่ท้องช้าง ที่เรียกว่าเป็นชั้นสวรรค์หรือจักรวาล ขาหลังด้านขวาเป็นบันไดวน ข้างซ้ายเป็นลิฟต์
หากเลือกเดินมาตามบันได .. ณ จุดครึ่งทางตรงส่วนของกระเพาะช้างกันก่อนที่จะขึ้นไปถึงตัวช้างข้างบน ตรงกระเพาะช้างนี้เป็นจุดพักเหนื่อยที่ดีมาก และด้านข้างสีช้างมีช่องกระจกบานเล็กๆ ที่เราสามารถมองส่องออกไปดูวิวข้างนอกเห็นภาพจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน ถ้าฟ้าโปร่งเป็นใจจะมองเห็นสะพานแขวนเลยทีเดียว .. ผนังตรงบันไดเวียนมีภาพวาดเล่าเรื่องราวพระพุทธศาสนาตกแต่งอยู่โดยรอบ
ชั้นที่ 3 ตรงกลางท้องช้างเป็นห้องที่เปรียบเสมือนจักรวาล เรียกว่าชั้นสวรรค์ .. เพดานเป็นภาพวาดสีฝุ่นสุริยะจักรวาลฝีมือศิลปินชาวเยอรมัน ประกอบด้วยพระอาทิตย์ ดาวเพระเคราะห์ทั้งแปด (ไม่นับโลกที่เรายืนอยู่) ทางช้างเผือก และกลุ่มอุกาบาต อันเป็นสรรพสิ่งที่อยู่รวมกันในจักรวาล ให้ความรู้สึกที่ว่า มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งกระจิดริตในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล
.. หมู่ดาวพระเคราะห์น้อยใหญ่ ดวงอาทิตย์แดงสดลูกโต กลุ่มดาวทางช้างเผือก และเหล่าอุกาบาตดาษดื่นทั่วฟ้าเพดาน ซึ่งเป็นภาพวาดเขียนสีฝุ่นที่งดงามมากๆ
เบื้องหน้านี้มีพระพุทธรูปปางลีลาเป็นพระประธาน ที่ถอดแบบจำลองมาจากวัดเบญจมบพิตร
บนยอดพระเกตุมาลามีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ ถัดขึ้นไปด้านบนประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง และพื้นที่รอบๆ ทั้ง 2 ด้าน มีพระพุทธรูปและเทวรูปต่างๆ ที่คุณเล็กสะสมไว้จัดแสดงให้ได้ชมกัน
บรรยากาศภายในเงียบ สงบ เยือกเย็นดั่งนั่งอยู่ในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ การจัดแสงไฟเฉพาะจุดมีจุดประสงค์ให้ผู้มาเยือนเกิดสมาธิมากที่สุด
เบื้องหน้ามีพระพุทธรูปปางลีลาที่ถอดแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร บนยอดพระเกตุมาลาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บนชั้นสูงขึ้นไปเป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง
ผนังทั้งสองด้านเป็นที่จัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ของสะสมของคุณเล็กผู้เป็นเจ้าของสถานที่นี้ เดิมเคยอนุญาตให้ถ่านรูปได้ แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตแล้ว
พื้นปูด้วยไม้มะเกลือ เนื่องจากไม้ชนิดนี้ไม่สะท้อนแสงกับโบราณวัตถุเวลาจัดแสดง ทำให้ผู้ชมมีสมาธิแน่วแน่
ชั้นใต้ดินของอาคาร เรียกว่าชั้นบาดาล เป็นสถานที่เก็บและจัดแสดงวัตถุโบราณที่คุณเล็กสะสมมาเป็นเวลายาวนาน อาทิ เช่น เครื่องกระเบื้องสมัยต่างๆของกรุงรัตนโกสินทร์ แจกันลายครามจากประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิง ราขวงศ์หมิง เครื่องถ้วยเบญจรงค์ลายน้ำทอง เครื่องสังคโลก รวมถึงจัดให้มีนิทรรศการประวัติการสร้างเมืองโบราณ ปราสาทสัจจะธรรม และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
เมื่ออกมาด้านนอกอาคาร ตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มประตูแปดซุ้ม ด้านบนแกะสลักเป็นรูปเทวดาประจำวัน ถัดจากระเบียงเป็นทางน้ำโดยรอบ บ่อน้ำล้นเล็กๆ พื้นน้ำปูด้วยหินสีดำ เพื่อเอื้อต่อการทำให้จิตนิ่ง ด้วยการดูน้ำไหลท้น เสียงแผ่วเบาของกระแสน้ำและกระแสลมเบาๆอาจพาใจให้เกิดสมาธิได้ง่าย ปัจจุบันใช้เป็นที่อธิษฐานลอยดอกบัวของผู้มาเยือน
รอบๆพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณภายในพื้นที่ 11 ไร่ ยังจัดเป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดีและพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติวิทยา มีประติมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์วางเรียงราย
ประติมากรรมช้างหลายสี .. เรียงรายรอบๆบริเวณฐานของประติมากรรมช้างเอราวัณ
ประติมากรรมช้างเอราวัณเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานกล่าวว่า เป็นสัตว์ที่เป็นพาหนะของทวยเทพ ..ประกอบกับขนาดประติมากรรมอันใหญ่โต จึงทำให้คนจำนวนมากมองและแวะเวียนมากราบไหว้ พร้อมนำเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ มี กล้วย อ้อย สัปปะรด ฟักทอง เป็นอาทิ มาถวาย จำนวนนับร้อย นับพันในแต่ละวัน โดยทางพิพิธภัณฑ์มิได้ขัดขวาง ด้วยเห็นว่าเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล
สระดอกบัว .. การลอยดอกบัวที่สระน้ำข้างฐานของอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ ถือเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวศรีลังกา ที่ว่าการลอยดอกบัวถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับชีวิต
ขอบคุณ : เนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ กับศรัทธาของผู้สร้าง”
บันทึก
2
1
2
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย