10 ก.ย. 2024 เวลา 02:46 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

หลิวเจียเหลียง - เฉินหลง

กับหนังฮ่องกงที่ถูกลืม ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3
ปี 1994 เป็นปีที่หนังฮ่องกงแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะเฉินหลงที่กําลังลุ้นอย่างเต็มที่กับการเปิดตัวหนังฟอร์มยักษ์เรื่อง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 2 เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าเฉินหลงสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงในอุตสาหกรรมหนังฮ่องกงก็จากหนัง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาคแรกที่กํากับโดยหยวนหวูปิงในปี 1978 และหลังจากนั้น 16 ปี เฉินหลงก็กลับมาทํา ไอ้หนุ่มหมัดเมา อีกครั้ง
นอกจากนําแสดงเองแล้ว ยังมีนักแสดงชื่อดัง เช่น เหมยเยี่ยนฟาง หลิวเต๋อหัว ตี้หลุง หลิวเจียเหลียง เป็นต้น
สำหรับหลิวเจียเหลียงนั้น เฉินหลงได้เชิญปรมาจารย์ท่านนี้มาทำหน้าที่กำกับ ออกแบบท่าทางการต่อสู้โดยร่วมกับทีมสตันท์แมนของเฉินหลง เพื่อแสดงให้ผู้ชมเห็นความรุ่งโรจน์ของหนังกังฟูแบบดั้งเดิม ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกับหนังไอ้หนุ่มหมัดเมาเป็น 16 ปีก่อนหน้านี้ ที่ยังมีหยวนเสี่ยวเทียนช่วยประคับประคอง
แต่อนิจจาหลิวเจียเหลียงอยู่ในกองถ่ายได้ไม่ครบกำหนด เมื่อเขาขัดแย้งกับเฉินหลงชนิดที่ร่วมงานกันอีกไม่ได้ เขาจึงเดินออกจากกองถ่ายไปทำ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 แม้ว่าจะยังมีชื่อเป็นผู้กำกับในหนังเฉินหลงก็ตาม และเมื่อ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 2 ออกฉายได้รับความนิยมอย่างมากรายได้ถึง 40 ล้านฮ่องกง ครองอันดับสองในปีนั้น(แพ้ให้กับโจวเหวินฟะ กับ God of Gamblers 2)
อย่างไรก็ตาม ในฤดูร้อนปี 1994 ปีเดียวกันนั้นก็ยังมี "ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3" ที่นําแสดงโดยหลิวเต๋อหัวออกฉายด้วย และก็กำกับโดยหลิวเจียเหลียง แต่น่าเสียดายที่บ็อกซ์ออฟฟิศของหนังเรื่องนี้มืดมนมาก และได้เวลาฉายเพียงแค่สองสัปดาห์ในฮ่องกง ทำเงินอยู่ที่ 7 ล้านเหรียญฮ่องกง จบที่อันดับ 42 ประจําปีนั้น
ส่วนเหตุที่หลิวเจียเหลียงต้องแยกทางกับเฉินหลง เพราเมื่อทำงานกันไปแล้ว ทั้งคู่มองเห็นเป้าหมายปลายทางแตกต่างกัน และหลิวเจียเหลียงไม่มั่นใจทีมงานของเฉินหลงและเริ่มถ่ายทํา ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 กับอีกกลุ่มหนึ่ง
ย้อนอดีต ไอ้หนุ่มหมัดเมา
ในปี 1978 เฉินหลงและหยวนหวูปิงทำให้ฟวงเฟยหงมีภาพลักษณ์ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน หวงเฟยหงกลายเป็นคนขี้เล่น ดูเป็นมนุษย์ธรรมดา มีผิดพลาด เรียนรู้ และสัมผัสได้ง่ายกว่าหวงเฟยหงเวอร์ชั่นของกว๊านหะติงที่หวงเฟยหงดูเป็นผู้ชรา ล้าสมัย เฉินหลงทำให้หวงเฟยหงเป็นคนฉลาดและมีชีวิตชีวา โดยเพิ่มองค์ประกอบตลกเข้าไปมากมาย
ใน ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 2 เริ่มแรกเฉินหลงคิดเนื้อเรื่องอยู่ที่การติดตามความสัมพันธ์ของตัวละครระหว่าง หวงฉีอิงและหวงเฟยหง และเฉินหลงได้เชิญหลิวเจียเหลียงมาร่วมด้วย ในฐานะที่หลิวเจียเหลียงคือลูกศิษย์สายตรงของหวงเฟยหง เหมือนกับตอนที่ฉีเคอะทำหนังหวงเฟยหงกับหลีเหลียนเจี๋ย (Once Upon a Time in China) ฉีเคอะก็ยังเชิญหลิวเจียเหลียงให้เข้าร่วมเป็นครูฝึก ออกแบบการต่อสู้ แต่อาจารย์หลิวเป็นนักสู้ นักกังฟูแบบดั้งเดิม
หลิวเจียเหลียงมีกฎเกณฑ์ของเขาที่หยั่งรากลึกและการเป็นปรมาจารย์ที่รักกังฟูมาก เขาแสดงความกังวลในการใช้เทคนิคสมัยใหม่ รวมถึงหลายๆ ฉากที่พอพูดคุยกันแล้วหาจุดตรงกลางไม่เจอจริง เช่น ฉากกระโดดลอยตัวไปมา ฉากที่ดูแล้วไม่ใช่มวยที่ใช้กันจริงๆ ฯลฯ หลิวเจียเหลียงรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่นชุมชนหนานฉวนหรือมวยภาคใต้ที่มีคนฝึกนับแสนคน ดังนั้นเขาจึงเลิกกับฉีเคอะไปอย่างไม่มีความสุข
สามปีต่อมาหลิวเจียเหลียงได้เทียบเชิญจากเฉินหลง และสถานการณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะหลิวเจียเหลียงทำหนังกังฟูเพื่อกังฟู แต่เฉินหลงใช้กังฟูเพื่อทำหนังแอ็คชั่นคอมเมดี้เป็นหลัก ซึ่งบนพื้นฐานสองความคิดนี้ไม่มีอะไรผิดหรือถูก เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันต้องมีวิวัฒนาการ แต่สิ่งที่มันผิดคือการเอาคนสองแบบที่มองคนละมุมมาทำหนังด้วยกัน
ผลที่ได้ คือ เมื่อถ่ายทําฉากการต่อสู้และกังฟูที่จะต้องเน้นวิชาการต่อสู้ กลับต้องยั้งเอาไว้เพื่อให้สามารถออกแอ็กชั่นพร้อมออกมุกตลกแบบกายกรรมเข้าไปด้วย ซึ่งสไตล์ดังกล่าวในสายตาของอาจารย์หลิวทายาทแห่งมวยภาคใต้ที่แท้จริง ถือว่าไม่เข้าทางตนเอง และเริ่มมีปากเสียงกับเฉินหลง จนครึ่งทางของการถ่ายทําหลิวเจียเหลียงจึงออกจากงาน
หลิวเจียเหลียงต้องการพิสูจน์และแสดงมวยอย่างที่ควรจะเป็น เขาจึงออกมาตั้งทีมอย่างรวดเร็วมากเพื่อสร้าง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 หรือ Drunken Master 3 เพื่อแข่งขันกับเวอร์ชั่นเฉินหลง ผู้สร้างต้องทุ่มเงิน 3 ล้านเหรียญฮ่องกงเพื่อเอาหลิวเต๋อหัวที่เพิ่งจบการแสดงในไอ้หนุ่มหมัดเมา 2 มาเข้าร่วม ดังนั้น หลิวเต๋อหัวจึงกลายเป็นบุคคลสําคัญของทั้งหนัง ภาค 2 และ ภาค 3 ทั้งที่เอาเข้าจริงบทของหลิวเต๋อหัวถือว่าไม่ได้มีบทบาทหรือสำคัญมากนัก
ส่วนในบทหวงฉีอิง เวอร์ชั่นของเฉินหลงใช้ตี้หลุง แต่หลิวเจียเหลียงเข้าหาเจิ้งเส้าชิวเพราะเขาถือเป็นลูกศิษย์ของหลิวเจียเหลียง ช่วงที่เจิ้งเส้าชิวแสดงละครการต่อสู้กำลังภายใน ต้องขี่ม้าและการรําดาบเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในละคร เขาขอให้หลิวเจียเหลียงเป็นครูของเขา เขาจึงกลายเป็นคนที่หลิวเจียเหลียงสั่งสอนมากับมือ และการมีส่วนร่วมของเจิ้งเส้าชิวในหนังภาค 3 ก็เป็นการตอบแทนความเมตตที่ได้รับจากหลิวเจียเหลียง และเมื่ออาจารย์หลิวเสียชีวิต เจิ้งเส้าชิวก็ขอรับผิดชอบขอเป็นเจ้าภาพด้วย
ส่วนเนื้อเรื่องนั้นย้อนกลับไปช่วงที่หวงเฟยหงยังเป็นเยาวชนอ่อนวัยเสียยิ่งกว่าเฉินหลงในหนังภาคแรกเสียอีก โดย Ji Tiansheng หรือวิลลี ฉีรับบทนี้ไป แล้วดึงเอาศิษย์น้องหลิวเจียฮุยมารับบทแม่ทัพตัวร้าย
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบฉากหลังของเรื่องในภาค 3 นี้มากกว่าของเฉินหลง โดยภาค 3 ผมมองเป็นหนังการผจญภัยของหวงเฟยฮงในวัยเยาว์ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิงและตอนต้นของสาธารณรัฐจีนหลังจากการปฏิวัติซินไห่ขุนศึกหยวนซือไคเป็นประธานาธิบดี แต่ความทะเยอทะยานและความโลภในอํานาจของเขาทําให้เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นจักรพรรดิ เรียกว่าเป็นไอ้หนุ่มหมัดเมาที่มีโครงเรื่องซับซ้อนที่สุดแล้ว
หนัง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 2 และ 3 ออกฉาย ห่างกันในเวลาประมาณ 4 เดือน จึงอดไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นของเฉินหลง ยิ่งเมื่อเทียบกับการผลิตที่หรูหราของเฉินหลงที่ได้ทุนมาทำหนังแบบจัดได้เต็มที่ ทำให้มองยังไงก็สู่กันไม่ได้อยู่ดี ยิ่งในแง่ของนักแสดงแล้วหลิวเต๋อหัวมีบทบาทไม่มากนัก และ วิลลี ฉีในฐานะนักแสดงนํายังคงเป็นดาราหน้าใหม่ เป็นการยากที่จะทำรายได้ทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศจริงๆ
ในท้ายที่สุดไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 มีรายได้เพียง 7 ล้าน และจากนั้นหลิวเจียเหลียงก็จางหายไปจากแวดวงการหนัง เหมือนกับว่าเขากลายเป็นฤาษีไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำเงียบไปจากการรับรู้ จนกระทั่งถึงปี 2003 เมื่ออายุ 68 ปี หลิวเจียเหลียงออกมาจากถ้ำตามคําเชิญของ Shaw Brothers ให้มาทำ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาคหมัดวานร DRUNKEN MONKEY เอาอู๋จิงที่ถือว่าสดในขณะนั้นมาแสดงนำ
แต่น่าเสียดายที่บ็อกซ์ออฟฟิศของ DRUNKEN MONKEY ยิ่งน่าสลดกว่าไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 เสียอีก เพราะเก็บเงินในฮ่องกงไม่ถึง 1.6 แสนเหรียญตลอดการฉายเสียด้วยซ้ำ (ส่วนตัวผมเองก็บอกว่าหนัง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาคหมัดวานร นั้นเป็นหนังที่ดูสนุก โดยเฉพาะฉากต่อสู้ เพียงแต่ลีลาของหนังมันดูเก่านั่นเอง)
กลับมาที่ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 3 แม้ว่าจะไม่ประสบความสําเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศฮ่องกง แต่ตัวหนังกลับไปได้รับความนิยมอย่างมากในแผ่นดินใหญ่ เป็นหนังกังฟูคลาสสิกในความทรงจําของผู้ชมแผ่นดินใหญ่จำนวนมาก เป็นหนึ่งในหนังที่มีการเอากลับมาฉายซ้ำทางทีวีบ่อยครั้งมากที่สุดในยุคก่อนจะมีสตรีมมิ่ง
สำหรับหนังทั้งภาค 2 - 3 นี้ ที่จริงแล้วต้องถือว่าไม่ใช่ภาคต่อระหว่างกันโดยตรง เพียงเพราะความไม่ลงรอยทางความคิดจึงทำให้เกิดการแข่งขันขึ้น และถึงแม้ภาค 2 จะประสบความสำเร็จมาก เป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องของเฉินหลง โดยเฉพาะฉากต่อสู้สุดท้ายที่มันมาก แต่หนังภาค 3 ก็ยังมีดีถึงจะทำเงินได้น้อยกว่า หนังภาค 3 อาจจะเนื่อยๆ กว่า แต่ก็ทำให้เห็นลีลาแบบคลาสสิคเป็นอย่างไร แม้ว่าสุดท้ายแล้วเวลาคนนึกถึงไอ้หนุ่มหมัดเมาก็จะนึกถึงแต่หนังเฉินหลงเพียง 2 ภาคเท่านั้นก็ตาม
โฆษณา