3 ต.ค. 2024 เวลา 07:31 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Abang Adik

พี่ชาย น้องชาย ทรงพลัง ทำให้เรารู้สึกว่าในสภาพที่ต่ำตมที่สุด มนุษย์ก็ยังมีความดีงาม
กลายเป็นหนังมาเลเซียที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่งของปี 2023 ในตลาดที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก โดยเฉพาะที่ฮ่องกงกับไต้หวัน Abang Adik ขึ้นชั้นเป็นหนังมาเลเซียที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล
ตัวหนังเป็นเรื่องราวง่ายๆ โดยการเล่าถึงชีวิตของคนไร้สัญชาติสองพี่น้อง ที่เป็นคนชายขอบของเมืองกัวลาลัมเปอร์ พวกเขาอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรม ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งยังต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเรื่องพวกนี้มักพบเสมอในหนังทุกประเทศ จนยากที่จะหลีกเลี่ยงการนำเสนอความเป็นดราม่าจนเกินจริงได้
แต่ผู้เขียนบทและผู้กำกับ Jin Ong ทั้งๆที่ทำหนังเรื่องแรกกลับสามารถถ่ายทอดความไม่เท่าเทียมในมาเลเซียยุคปัจจุบัน ให้หนัง Abang Adik เป็นงานีโอ-เรียลลิสต์ ที่มีพลังอย่างเหลือล้น และได้สอดแทรกบทสนทนาสะท้อนสังคมได้อย่างลึกซึ้ง
Jin Ong ได้สำรวจปัญหาความไม่เท่าเทียมในมาเลเซีย โดยมีอาบังผู้พิการทางการได้ยินและพูด กับอาดิกน้องชายผู้หุนหันพันแล่น แม้ว่าพวกเขาจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีสายใยความผูกพันที่ลึกซึ้ง พี่คนโตที่หูหนวกพยายามทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างซื่อสัตย์ ในขณะที่น้องชายเลือกใช้ชีวิตเสี่ยงภัยด้วยการขายเอกสารปลอม และขายตัวเพื่อหาเงิน
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็ยังคอยปกป้องกันและกัน เรื่องราวเต็มไปด้วยฉากชีวิตที่สมจริง เมื่อความขัดแย้งนำไปสู่ความรุนแรง ความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายที่สุด
โดยที่หนังครึ่งแรกจะพาผู้ชมไปสำรวจชีวิตของสองพี่น้องคู่นี้อย่างละเอียด ตลอดจนชุนชนสลับคนชั้นล่าง ผู้หลบหนีเข้าเมือง NGO ราชการท้องถิ่น และความสัมพันธ์ของพวกเขากับมันนี่โสเภณีข้ามเพศผู้เป็นเหมือนแม่ของพวกเขา เป็นการสะท้อนชีวิตประจำวันของสองพี่น้องแสดงให้เห็นถึง นิสัยใจคอ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงตัวละครในเชิงลึก ขณะที่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นกลางเรื่อง เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงทำให้ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องต้องสั่นคลอน
ความเชี่ยวชาญของผู้กำกับแสดงออกตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ตึงเครียด ซึ่งอาดิกรับหน้าที่เป็นนายหน้าคนหลบหนีเข้าเมือง ในการทำข้อตกลงค้ามนุษย์เพื่อหาบัตรประชาชนปลอม แม้ว่าคนที่ถูกค้ามนุษย์จะเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุดในสถานการณ์นี้ แต่หนังได้แสดงให้เห็นว่าในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรนและอยู่กับความไม่ถูกต้อง(ที่สังคมเป็นตัวบีบบังคับ) พวกเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ที่ต้องเอาตัวรอดเช่นกัน
แม้ว่าบรรยากาศของเรื่องจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ผู้กำกับก็ยังสามารถถ่ายทอดช่วงเวลาที่อบอุ่นใจในชุมชนนี้ผ่านความเอื้อเฟื้อเล็กๆ น้อยๆ การทำอาหารง่ายๆ และการใช้ภาษาหลากหลายที่ทับซ้อนกัน ทั้งจีนกลาง กวางตุ้ง มาเลย์ และอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าชุมชนนี้ยังคงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความยากลำบากที่ทุกเชื้อชายทุกภาษาที่เข้ามารวมในสลับนี้ต้องเผชิญร่วมกัน
สิ่งที่หนังเสนอได้อบอุ่นใจที่สุดคือ ในโลกของความเป็นพี่น้องระหว่างอาบังกับอาดิก ความเป็นพี่น้องนี่เองที่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้ ความสัมพันธ์นี้เองที่ผลักดันให้พวกเขาต้องหาวิธีที่จะได้รับบัตรประชาชน แม้ว่าทั้งสองจะต้องใช้วิธีที่แตกต่างกัน หนังบรรจงใส่ฉากกินข้าวร่วมกันของสองพี่น้องมาหลายครั้ง และทุกครั้งพวกเขาจะกินไข่ต้ม ต่างผลัดกันกระเทาะเปลือกไข่ต้มบนหัวของกันและกัน ดูแล้วเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น และไปส่งผลถึงขีดสุดในช่วงท้ายๆของเรื่อง
นอกจากนี้ ตัวหนังยังโดดเด่นด้วยงานถ่ายภาพที่สวยงามจาก Kartik Vijay (ผู้กำกับภาพชาวอินเดีย) ที่แสดงให้เห็นสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรม แต่ภาพกลับมีชีวิตีวาในสีสันและโทนสีที่อบอุ่น ขณะที่เนื้อหาว่าด้วยปัญหาคนไร้สัญชาติซึ่งไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายกลับเข้มข้น ที่ซึ่งผู้คนอยู่ในความยากลำบากแต่ยังคงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
การแสดงของนักแสดงไต้หวันอย่างอู๋คังเหริน(Wu Kang-ren) ผู้รับบทอาบังโดดเด่นเป็นพิเศษ จนทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายม้าทองคำของไต้หวันปีล่าสุดไปครอง เขาถ่ายทอดอารมณ์ผ่านภาษามือ ภาษากายและสายตาได้อย่างทรงพลัง ราวกับเขาใช้ชีวิตหนวกใบ้มาตั้งแต่เกิด เขาทำให้เราเห็นว่าการเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ถือเป็นโชคร้าย แต่การเป็นผู้ไร้สัญชาติและต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากในสังคมคือความโชคร้ายยิ่งกว่า แต่กระนั้นตัวละครนี้ก็ทำให้เราเห็นความดีงามในตัวมนุษย์
ขณะที่แจ็ค ตัน นักแสดงชาวมาเลเซีย ผู้รับบทอาดิก ก็เป็นธรรมชาติและลงลึกถึงจิตใจของตัวละครที่ต้องการหลีกหนีจากชีวิตที่อับจนและมีปมในจิตใจ
ไม่อยากใช้คำว่า ต้องดู แต่เป็นหนังที่ ควรดู
ดูได้ทาง Netflix
9/10
โฆษณา