Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สำนักคิด
•
ติดตาม
11 ต.ค. 2024 เวลา 04:59 • ประวัติศาสตร์
“ประต็วล” ตำนานงานแต่ง ในมนต์พิธีชาวอีสานใต้
เคยสังเกตกันมั้ยว่าทำไมพิธีมงคลต่าง ๆ ในวัฒนธรรมเขมร เรามักจะได้ยินคำว่า เจ็ย...ยอง
.
“เจ็ย” และ “ยอง” เป็นคำเรียกมาจากอะไรกันแน่ บางทีคำพวกนี้อาจมีที่มาที่ไปแตกต่างกันตามที่เคยได้ยินได้ฟังมาแบบมุขปาฐะ บ้างก็ว่าเรียกตาม ๆ กันมา บ้างก็ว่ามาจากหลักฐานการจดบันทึกอ้างอิง แต่ในวันนี้เราจะมาอธิบายคำนี้กันว่าจะมีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วทำไมถึงพบได้แค่ในวัฒนธรรมเขมรเท่านั้น
คำว่า “เจ็ย” เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า ชัย ส่วนคำว่า “ยอง” นั้น ไม่สามารถให้ความหมายทางภาษาไทยได้ แต่จากการสันนิษฐานจากผู้รู้และปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านได้ให้คำตอบว่า “เป็นคำเรียกติดปากคู่กันกับคำว่าเจ็ย ปรากฏในบทสวดของการกระทำพิธีของพราหมณ์ มีความหมายว่า โย” ฉะนั้นเมื่อ ๒ คำนี้มารวมกันจึงได้ความหมายในภาษาไทยว่า “ชัย โย” เป็นการแสดงความปิติชื่นชม และยินดีเมื่อมีการจัดงานรื่นเริงสังสรรค์ต่าง ๆ ให้คนที่อยู่ในงานได้ร่วมแสดงความยินดี
แต่ในวัฒนธรรมเขมรนั้น การกล่าวชื่นชมและยินดี มักจะปรากฏในการทำพิธีมงคลต่าง ๆ ของพราหมณ์ หรือในภาษาชาวบ้านที่มักเรียกกันติดปากว่า “อาจารย์” ซึ่งคำว่าเจ็ย...ยอง นั้น มีที่มาจากเรื่องราวตามตำนานของคนเขมรที่เล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก กล่าวถึงปฐมสาเหตุของคำนี้ว่า...
เมื่อนานมาแล้ว มีชายหนุ่มอยู่ ๒ คน ชื่อว่า เจ็ย และ ยอง ทั้งสองเป็นเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมานาน อีกทั้งยังเป็นคนขยันขันแข็ง เมื่อบิดามารดาได้ตายจาก ทั้งสองจึงได้พากันออกไปหาทำงานในที่ห่างไกล จนวันหนึ่ง ทั้งสองได้มาพบกับเศรษฐีคนหนึ่ง เศรษฐีจึงถามที่มาที่ไปของทั้งสอง พอทั้งสองคนนั้นบอกว่ากำลังจะไปหางานทำ เศรษฐีจึงรับทั้งสองเข้ามาเป็นคนใช้ในบ้าน
เจ็ยและยองเป็นที่โปรดปรานของเศรษฐีอย่างมาก เนื่องจากมีความขยันและซื่อตรง เจ็ยและยองต่างก็รักใคร่ผู้หญิงคนเดียวกัน นั่นก็คือลูกสาวคนเดียวของเศรษฐี เมื่อเศรษฐีรู้เรื่องนี้เข้าก็เกิดความลำบากใจ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะยกลูกสาวคนเดียวของตนให้กับใคร จึงเกิดอุบายขึ้นมาโดยจะให้เจ็ยและยองแข่งขันกันเพื่อทดสอบความดีของทั้งสอง
เศรษฐีจึงให้ทั้งสอง ไปหาน้ำผึ้งในป่า หากใครได้น้ำผึ้งมากกว่ากัน คนนั้นก็จะได้ลูกสาวของท่านเศรษฐีไป ในวันรุ่งขึ้นเจ็ยและยองได้ออกเดินทางจากบ้านเศรษฐีไปตั้งแต่เช้าตรู่ ในการเดินทางออกไปหาน้ำผึ้งนั้นค่อนข้างที่จะใช้เวลานานหลายวัน เมื่อค่ำไหนทั้งสองก็พากันนอนนั่น จนทั้งสองได้เดินทางมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่มีรังผึ้งหลวงอยู่ เจ็ยเป็นคนที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ก็ได้ใช้ลิ่มตอกขึ้นไปจนถึงรังผึ้ง
ส่วนยองที่รออยู่ข้างล่าง จึงคิดไม่ซื่อต่อเจ็ย เพื่อต้องการที่จะแต่งงาน ทันใดนั้นเองยองได้ดึงลิ่มออกหมดทำให้เจ็ยลงมาจากต้นไม้ไม่ได้ ครั้นเจ็ยหย่อนรังผึ้งมาให้ ยองก็รับเอาพร้อมพูดว่า “เขาจะไปเข้าพิธีแต่งงานเอง” จากนั้นก็วิ่งกลับบ้านไปโดยไม่ใยดีเจ็ยเลยแม้แต่น้อยพร้อมเตรียมตัวเข้าสู่พิธีแต่งงาน
ฝ่ายเจ็ยที่ติดอยู่บนต้นไม้ก็ได้แต่ภาวนาขอให้ตนไปถึงงานแต่งภายในเวลาที่กำหนดคือวันพรุ่งนี้ ในคืนนั้นเอง มีหมีตัวใหญ่ขึ้นมาบนต้นไม้ เจ็ยจึงขอร้องให้หมีพาตนลงจากต้นไม้เพื่อแลกกันกับรังผึ้งที่ตนหาได้ หมีจึงพาเจ็ยลงจากต้นไม้ได้สำเร็จเพราะความช่วยเหลือจากหมีตัวนั้น ซึ่งเป็นเวลาใกล้รุ่งพอดี
จากนั้นเจ็ยก็วิ่งลัดไปตามทุ่งนาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันเวลา เรื่องได้ร้อนไปถึงพระอินทร์ พระอินทร์จึงแปลงกายมาเป็นคนขับเกวียน ระหว่างทางเจ็ยได้พบกับพระอินทร์ที่แปลงกายเป็นคนขับเกวียนมาจอดขวางทางไว้ และได้ถามว่า “เจ้ามีเหตุอันใดหรือจึงต้องรีบเร่งเช่นนี้”
.
เจ็ยจึงตอบไปว่า “จำเป็นต้องรีบไปให้ทันงานแต่ง มิเช่นนั้นเจ้าสาวจะตกเป็นของคนอื่น”
เทวดาได้ยินดังนั้นจึงบอกไปว่า “งานแต่งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าหากไม่มี ปฺระต็วล” โดยจะต้องมัดตรงกลางเสาปะรำพิธี เทวดาจะลงมาอำนวยอวยชัยให้ พร้อมบอกไปว่าตนไม่ใช่คนธรรมดา แต่ตนเป็นพระอินทร์
จากนั้นพระอินทร์ได้มอบปฺระต็วลให้กับเจ็ย พร้อมขับเกวียนไปส่งเจ็ยถึงงานแต่งได้โดยเร็ว จากนั้นพระอินทร์ก็แปลงกายดั่งเดิมเหาะขึ้นไปตามกลีบเมฆจนลับสายตา เมื่อเจ็ยได้มาถึงพิธี เจ็ยก็ถือปฺระต็วลผูกติดไว้ที่เสากลางของปะรำพิธี พร้อมบอกว่าตนนี่แหล่ะคือคนหาน้ำผึ้งได้ ชาวบ้านที่มาเข้าร่วมพิธี ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เศรษฐีถึงซักถามหาจริงว่า
รังผึ้งนี้ เจ็ย หรือ ยอง เป็นคนหาได้?
ชาวบ้านจึงตอบว่า “เจ็ย”
เศรษฐีจึงได้ถามต่อว่า เจ็ย หรือ ยอง ใครเป็นคนปีนขึ้นไปเก็บรังผึ้ง?
ชาวบ้านจึงตอบไปอีกว่า “เจ็ย”
เศรษฐีจึงถามเพื่อความแน่ใจไปอีกว่า ตกลงรังผึ้งนี้ เจ็ย หรือ ยอง เป็นคนหามาได้?
ชาวบ้านจึงตอบว่า “เจ็ย”
ถ้าเช่นนั้น ควรมอบลูกสาวคนเดียวให้กับ เจ็ย หรือ ยอง?
ชาวบ้านจึงตอบไปอีกว่า “เจ็ย”
เศรษฐีจึงถามต่อว่า พวกท่านมีหลักฐานอะไรมารับประกัน?
ชาวบ้านจึงตอบไปว่า “เมือ็ต” มีแต่ปากและคำพูดนี่แหล่ะที่กล้ารับประกัน
.
เศรษฐีจึงยืนยันความมั่นใจโดยจะพูดชื่อของทั้งสองแล้วให้ชาวบ้านโห่ เมื่อเศรษฐีพูดชื่อ ยอง ชาวบ้านต่างพากันเงียบกริบ แต่เมื่อเศรษฐีพูดชื่อ เจ็ย ชาวบ้านต่างพากันโห่ร้องเสียงดังสนั่น เจ็ยจึงได้เป็นเจ้าบ่าวในงานแต่งครั้งนี้
ในการกระทำในพิธีมงคลของพราหมณ์ในวัฒนธรรมเขมร เช่น งานบวช งานโกนจุก งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ จะมีการรินน้ำจากขวดเล็ก ๆ ลงในพระภูมิ หรือที่มักได้ยินกันติดปากว่า “ประต็วล” เพื่อแสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์ ให้ทำมาหากินรุ่งเรืองมั่งมีศรีสุข ทำอะไรก็ไม่ติดขัด เหมือนดั่งน้ำที่ไหลออกมาจากขวด
เมื่อทำการรินน้ำลงเสร็จแล้ว อาจารย์ก็จะโยนขนม ข้าวต้ม ผลไม้ ในประต็วลให้กับคนที่มาร่วมงานได้กิน เพื่อความสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง อยู่ร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งยังเป็นการให้แขกที่มาร่วมงานได้แสดงออกถึงความดีใจปลื้มปิติให้เจ้าภาพ เมื่อมีการจัดงานพิธีมงคลขึ้น จะไม่นิยมกล่าวคำชื่นชมยินดีแบบนี้ในงานอวมงคล เพราะถือว่าเป็นงานที่คนเสียน้ำตา จะไม่กล่าวคำชื่นชมยินดีแบบนี้โดยเด็ดขาด
ผู้เขียน : ปะแฎง ฐานันดร รวดเร็ว
.
Refer:
มงกุฎ แก่นเดียว. (2533). แซมซายฉบับพิเศษ : รวมประเพณีและพิธีกรรมท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์. บุรีรัมย์ : เรวัติการพิมพ์.
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย