18 ต.ค. 2024 เวลา 04:06 • ประวัติศาสตร์

นิทานเรื่องหมากพลู

.
ทำไมประเพณีแต่งงานจึงต้องมีขันหมาก เอาอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมากไม่ได้หรือ สืบถามใคร ๆ ก็ไม่มีคำอธิบายได้ จึงทำการสืบหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จนได้มาพบกับหนังสือเล่มหนึ่งได้เขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
.
มีชายสองพี่น้องอยู่ ๒ คน ก่อนที่พ่อแม่จะตาย ได้ฝากฝังให้ลูกทั้งสองคนรักใคร่เอ็นดูกัน เพราะมีกันอยู่แค่ ๒ คนพี่น้อง
เมื่อบิดามารดาได้ตายจากทั้งสองคนไป ทั้งสองพี่น้องก็สืบทอดการทำเกษตรกรรมคือการทำไร่นำนาตามแบบบุพการีของตน สองพี่น้องช่วยกันทำมาหากินรักใคร่กลมเกลียวกัน ต่อมาไม่นานพี่ชายได้เกิดความรักชอบพอหญิงสาวนางหนึ่ง จึงได้ไปสู่ขอตามประเพณีมาเป็นภรรยา แล้วก็นำภรรยามาอยู่ด้วย พี่ชายก็อยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขโดยไม่ได้ใส่ใจน้องชายและช่วยทำมาหากินเท่าที่ควร จึงไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกับน้องชาย
ส่วนน้องชายก็รู้สึกอึดอัดใจที่พี่ชายของตนเปลี่ยนไปเช่นนั้น น้องชายจึงเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชายตนเองต้องหนักใจ จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจแล้วเดินทางออกจากบ้านไปโดยไม่บอกกล่าว จากนั้นก็เดินทางมาเรื่อย ๆ จนถึงร่มไทรใหญ่ในชายป่าแห่งหนึ่ง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงได้พักอาศัยหลับนอน
ขณะที่หลับไปนั้นมีเทพารักษ์รักษาต้นไทรออกมาปรากฏกายแล้วต่อว่า “ทำไมมึงมานอนโดยไม่ขออนุญาต” ชายหนุ่มก็ทำหน้าเมินเฉยไม่สนใจ จึงทำให้เทพารักษ์โกรธมาก จึงสาปให้น้องชายคนนี้เป็นหินสีขาวอยู่ใต้ต้นไทร
เมื่อพี่ชายทราบว่าน้องของตนหนีออกจากบ้านไป ก็นึกโกรธตนเองที่ไม่ได้ดูแลให้ดูแลน้องชายให้ดีเท่าที่ควร เพราะมัวแต่สนใจภรรยาตนเอง พี่ชายจึงเสียใจเป็นอย่างมากจึงออกตามหาน้องชาย โดยตามรอยเท้าไปจนถึงบริเวณต้นไทรใหญ่ที่น้องชายถูกสาป เมื่อมาถึง ก็เกิดความเหน็ดเหนื่อยจึงนอนหลับบนก้อนหินสีขาวบริเวณต้นไทรนั่นเอง
พอตกดึกเทพารักษ์ก็ออกมาปรากฏกายดุด่าต่อว่าอีกเช่นเดิม และก็สาปพี่ชายให้เป็นต้นหมากอยู่ติดกับหินสีขาว ฝ่ายภรรยาของพี่ชายเมื่อทราบว่าสามีของตนเสียใจมากที่น้องชายหายออกไปจากบ้าน โดยมีสาเหตุมาจากตน ที่ทำให้ครอบครัวแตกแยกกันเป็นเช่นนี้จึงออกติดตามไปอีก เมื่อออกตามหาไปในป่าจนถึงต้นไทรใหญ่เช่นเดียวกัน ก็อาศัยหลบพักที่ใต้ต้นไทรใหญ่ติดกับหินปูนและต้นหมาก พอตกดึกเทพารักษ์ก็ออกมาปรากฏกายอีก แล้วก็สอบถามอีกเช่นเคย จึงสาปนางให้เป็นต้นพลูงอกขึ้นพันกับต้นหมากที่เป็นสามี
เมื่อเวลาผ่านไป มีพระมหากษัตริย์ได้เสด็จออกประพาสป่า ก็มาพักอยู่บริเวณใกล้ ๆ ต้นไทร ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นพลูที่ขึ้นพันต้นหมาก มีใบขึ้นหนาดก ล้อมพันต้นหมาก และมีหินสีขาวอยู่ใกล้เคียงกัน พระมหากษัตริย์ทรงข้องพระทัยว่าทำไมในป่าถึงมีต้นหมากต้นพลูและหินสีขาว ซึ่งพระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ทรงตรัสถามชาวบ้านที่ออกตามเสด็จไป ชาวบ้านจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เมื่อพระราชาทรงสดับแล้วก็เกิดความซาบซึ้งพระทัยจนน้ำพระเนตรไหลนองหยดลงใส่หินสีขาวนั้น จนหินสีขาวละลาย
จึงได้นำหินสีขาวมาทาใบพลูแล้วนำหมากมาเคี้ยวร่วมกันซึ่งมีรสชาติดี เมื่อบ้วนพระโอษฐ์ก็มีน้ำสีแดงดุจสายเลือด ทั้งสามคนก็ถูกถอนคำสาปกลายเป็นคนดังเดิม
เมื่อนั้นกษัตริย์จึงทรงประกาศว่า หากชาวเมืองผู้ใดจะอภิเษกสมรสเป็นสามีภรรยากัน จะต้องมีหมากพลูเป็นเครื่องประกอบพิธีด้วย เพื่อให้ความรักนั้นมีความมั่นคงมีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนกับดอกหมากหรือผลหมากที่อยู่บนต้น
.
ชาวเขมร - ส่วยจึงมักนำหมากพลูมาใช้ในการประกอบพิธีงานแต่ง หรืองานอื่น ๆ ด้วย เพื่อแสดงถึงความรักความสามัคคีในการเป็นสายเลือดเดียวกัน เพราะน้ำหมากเมื่อบ้วนออกไปแล้วก็จะมีสีแดง
จะเห็นได้ว่า ในประเพณีหรือพิธีกรรมต่าง ๆ มักจะเห็นการใช้หมากพลูเข้ามาร่วมในการประกอบพิธีด้วย อย่างในพิธีงานแต่งเราก็จะพบคำว่าขันหมาก เพราะมีหมากพลูเข้าไปเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งหมากพลูยังแสดงถึงความรักอีกด้วย
ในสมัยก่อนหมากพลูจะใช้ต้อนรับแขกที่เข้ามาเยี่ยมเยียน เพราะจะมีการตั้งหมากพลูไว้เป็นเครื่องรับรอง หรือมีการจีบหมากม้วนพลูเป็นคำไว้รอหนุ่มที่จะเข้ามาจีบสาวในสมัยก่อน โดยมีความเชื่อว่า หากบ้านใดมีลูกสาวและมีการม้วนคำหมากเอาไว้ต้อนรับหนุ่ม ๆ จะถือว่าบ้านนั้นมีความพร้อมที่จะให้ลูกสาวของตนออกเรือนไปใช้ชีวิตคู่ในการเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี เพราะแสดงออกถึงความพร้อมความเอาใจใส่ที่ดี
ในงานแต่งของชาวเขมร–ส่วย จะมีการให้ญาติฝั่งชายและญาติฝั่งหญิงกินหมากแล้วบ้วนลงกระโถนเดียวกัน เปรียบดั่งว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน เพราะหมากนั้นเมื่อเคี้ยวไปแล้วบ้วนออกมา ก็จะมีสีแดงประดุจดั่งเลือด
.
ผู้เขียน: ปะแฏง ฐานันดร รวดเร็ว
.
อ้างอิง : วิษณุ สังเกตกิจ. (2559). หนังสือพิธีกรรมอีสานตอนใต้ มรดกโลกทางวัฒนธรรม. สุรินทร์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.
โฆษณา