21 ต.ค. 2024 เวลา 04:02 • ธุรกิจ

‘บ้านร่วมทางฝัน’ โครงการกุศล เสนาฯ ทำมากว่า 20 ปี เพราะเห็นความอัตคัดในโรงพยาบาล

เส้นทาง 20 ปี ‘บ้านร่วมทางฝัน’ Business Model เพื่อสังคมของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ สร้างโครงการบ้านและคอนโดด้วยใจ กำไรจากการขายมอบให้โรงพยาบาลรัฐ จัดหาอุปกรณ์ขาดแคลนช่วยเหลือผู้ป่วย
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้ริเริ่ม ‘โครงการบ้านร่วมทางฝัน’ ขึ้นมาด้วยการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในลักษณะที่ขายแล้วนำกำไรทั้งหมดมาบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐเพื่อพัฒนาคุณภาพการรักษาผู้ป่วย
โดยโครงการนี้เกิดจากความตั้งใจของ ‘ธีระวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์’ ที่ต้องการคืนสิ่งดี ๆ สู่สังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐ หลังมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องรักษาตัวเป็นเวลานานที่โรงพยาบาลศิริราช และเห็นผู้ป่วยจำนวนมาก ที่เข้ารับการรักษาทุกวัน จึงตระหนักถึงความขาดแคลนในด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โต๊ะเก้าอี้ ตลอดจนพื้นที่นั่งรอของญาติผู้ป่วย หลากหลายรูปแบบ
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ทำมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ผ่านทั้งช่วงขาขึ้น-ขาลงของเศรษฐกิจ แต่ด้วยความตั้งใจ ทำให้โครงการนี้ยังคงเดินหน้า ซึ่งปัจจุบัน มี ‘ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์’ บุตรสาวยังคงขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง
เฝ้าไข้พ่อ มองเห็นความยากลำบาก
การขาดแคลนทรัพยากรในโรงพยาบาล
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการบ้านร่วมทางฝันว่า เกิดจากผู้พ่อ (ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์) เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นแรมปี การเฝ้าไข้ของลูกสาวครั้งนั้นจึงกลายเป็นการได้เฝ้ามองปัญหา จนเห็นว่าโรงพยาบาลรัฐยังต้องความช่วยเหลืออีกมาก
“ตอนนั้นเราเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ที่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of California at Riverside มาหมาด ๆ ยังใช้ทุนไม่ครบเลย แล้วคุณพ่อไม่สบายตรวจพบมะเร็งระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงแล้ว เกิดมาไม่เคยเห็นคุณพ่อเข้าโรงพยาบาลเลย ตอนแรกพาท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน แล้วก็ย้ายไปที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากมีคนแนะนำว่าเครื่องมือดี ปัญหาก็คือ ตอนนั้นทำไมเรารู้สึกว่ามันยากลำบากเหลือเกิน ในการเข้ารักษาในโรงพยาบาล
จำได้ว่ายังใช้บริการที่ตึกเก่าของศิริราช จำนวนคนมหาศาล ต้องรอคิวตรวจ กว่าจะได้เอกซเรย์ กว่าจะได้ห้องรักษา กระบวนการรอนานมาก
พอเข้าไปรักษาได้ก็อยู่โรงพยาบาลราว 1 ปี จนสนิทกับร้านขายน้ำในศิริราช และหลังจากนั้นก็เข้าออกโรงพยาบาลอีก 2-3 ปี นับเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดของชีวิตเลย การรออะไรนาน ๆ ทำให้เราเห็นภาพชัดถึงคำว่า ขาดแคลนทรัพยากรจริง ๆ ว่ามันคืออะไร ก็คือการไปแต่เช้าตรู่เพื่อไปรอคิวตรวจ หมอต้องเรียกตรวจทีละคน ๆ พอกลับมาบ้าน ปรึกษากับครอบครัว ก็เลยเกิดแนวคิดการช่วยเหลือสังคมในรูปแบบบริจาคให้กับโรงพยาบาลรัฐ”
ติดตามอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์
โฆษณา